โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Gen Z กลัวตกงานปีนี้ เหตุประสบการณ์ยังน้อย ซ้ำ AI เขย่างานสายเทคฯ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 00.23 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 07.18 น.

ไม่นานมานี้ มีผลสำรวจใหม่ล่าสุดชี้ว่า คนรุ่นใหม่ Gen Z ในสหรัฐอเมริกา เกินครึ่งกลัวถูกเลย์ออฟภายใน 1 ปี ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ผนวกกับหนี้การศึกษาและการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี AI กำลังซ้ำเติม Gen Z ให้อยู่ในภาวะ ‘ไม่มั่นคงในอาชีพ’ มากกว่ารุ่นพี่

กลัวตกงานทั้งที่ยังมีงานประจำทำอยู่ เป็นเพราะอะไร?

แม้ตัวเลขแรงงานในสหรัฐฯ จะยังคงทรงตัวดี โดยอัตราว่างงานยังต่ำ และการจ้างงานยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่คนรุ่นใหม่กลับไม่รู้สึกมั่นใจในอนาคตของตัวเองนัก

รายงานล่าสุดจาก Allianz Life เผยว่า 64% ของแรงงาน Gen Z กลัวว่าตนเองอาจถูกเลย์ออฟในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจาก 55% เมื่อไม่กี่เดือนก่อน และสูงกว่าคนรุ่นมิลเลนเนียล (45%) และ Gen X (41%) อย่างชัดเจน

ความวิตกนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกลอยๆ หรือคิดไปเอง เพราะตั้งแต่ต้นปี 2025 เป็นต้นมา พบว่าหลายบริษัทใหญ่ทั้ง Microsoft, UPS, Dell, BP และหน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ต่างมีการลดพนักงานจำนวนมาก ขณะที่รายงานจาก Challenger, Gray & Christmas ยังพบว่า ยอดเลย์ออฟในช่วงกลางปีนี้ สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดโควิด-19

"เข้าใหม่-ออกก่อน" คนเพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ แต่มักตกงานคนแรก?

เดวิด ไรซ์ (David Rice) ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลจากองค์กร People Managing People ให้ความเห็นว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากมักรู้สึกว่า "ตัวเองไม่มีอิทธิพลในองค์กร" และยังไม่มั่นใจพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อเจอกับตลาดแรงงานที่มีแต่ความผันผวนไม่แน่นอน

“สำหรับวัยทำงานคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) ความคิดเรื่องการรับงานฟรีแลนซ์หรือสัญญาจ้างระยะสั้น อาจดูเหมือนโลกไร้กฎเกณฑ์ที่น่ากลัว” ไรซ์ อธิบาย

ด้านศาสตราจารย์ริต้า แม็คเกรธ (Rita McGrath) จาก Columbia Business School เสริมว่า คนหนุ่มสาวมักตกอยู่ในสถานะ "เข้าใหม่-ออกก่อน" และหากบริษัทกำลังปรับลดคน มักเล็งไปที่แรงงานที่ยังมีประสบการณ์น้อย

Gen Z ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเสี่ยง จึงกลัวมากเป็นพิเศษ

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Gen Z กังวล คือพวกเขาเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อการถูกปลดพนักงานออก ไม่ว่าจะเป็นสายงานเทคโนโลยี ค้าปลีก สื่อ หรือพนักงานภาครัฐ(ข้าราชการ) ซึ่งล้วนเผชิญคลื่นเลย์ออฟในปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาถึงปีนี้

“ภาคเทคโนโลยีคือหนึ่งในกลุ่มที่ปลดคนมากที่สุด” ไรซ์ ชี้แจงเพิ่มเติม “ไม่น่าแปลกใจที่อุตสาหกรรมเดียวกันนี้กำลังพัฒนา AI และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองต้องการคนน้อยลง”

เจสัน เลเวอแรนท์ (Jason Leverant) ประธานบริษัทจัดหางาน AtWork Group เสริมว่า ข่าวปลดพนักงานในวงการเทคโนโลยีส่งผลต่อความกลัวของคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็มองว่านี่อาจเป็นโอกาสให้พวกเขามองหาสายอาชีพอื่นที่ใช้ทักษะได้คุ้มค่ากว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่สายเทคฯ เท่านั้นที่เสี่ยง ไรซ์ ชี้ว่า วงการสื่อเองก็ “ปลดคนเป็นสิบปีมาแล้ว” ขณะที่การลดพนักงานภาครัฐ ก็ทำให้หลายคนไม่มั่นใจในเสถียรภาพงานราชการ

หนี้การศึกษา-ค่าครองชีพ ดึงความมั่นใจลงเหว

ความวิตกเรื่องงานยังเชื่อมโยงกับภาระทางการเงินที่คนรุ่นใหม่เผชิญอยู่ โดยเฉพาะ หนี้การศึกษาที่เฉลี่ยอยู่ที่ 77,000 ดอลลาร์ต่อคน (ราวๆ 2,500,000 บาทต่อคน) และราคาค่าเช่า-ค่าครองชีพ ที่พุ่งสูงในเมืองใหญ่

“ค่าเช่าก็พุ่ง ค่าใช้จ่ายในเมืองก็มาก รุ่นนี้ไม่มีทรัพย์สินสะสม เพราะยังเก็บเงินแทบไม่ได้เลย” ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR อธิบาย ไม่เพียงเท่านั้น เขายังยกตัวอย่างว่า ตั้งแต่ปี 1985 ราคาบ้านในอเมริกาเพิ่มขึ้นกว่า 408% ขณะที่รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเพียง 241% เท่านั้น ทำให้คนหนุ่มสาวในสหรัฐมีความยากลำบากในการซื้อบ้านสักหลังมากกว่าคนรุ่นก่อน

ยกตัวอย่างกรณีคนหนุ่มสาวที่ทำงานในนิวยอร์ก แม้เงินเดือนเริ่มต้นจะสูงถึง 80,000 ดอลลาร์ฯ ต่อปี แต่ต้องอยู่ในเมืองที่ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์แบบสตูดิโอทะลุ 3,200 ดอลลาร์ฯ ต่อเดือน สะท้อนถึง “การชะลอตัวทางเศรษฐกิจย่อมฟังดูน่ากลัว เพราะอาจหมายถึงการอยู่รอดในชีวิตจริง”

ความไม่แน่นอนจาก AI เพิ่มแรงกดดันในตลาดงาน

อีกหนึ่งแรงกระแทกที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มั่นใจในอนาคต คือการเข้ามาของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว จากผลสำรวจของ World Economic Forum พบว่า 41% ของบริษัททั่วโลกคาดว่าจะลดจำนวนพนักงานใน 5 ปีข้างหน้าเพราะ AI

ไรซ์ มองว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ “มันรู้สึกเหมือนคุณกำลังฝึกฝนตัวเองเพื่อทำงานที่อาจไม่เหลืออยู่ เมื่อคุณเก่งพอจะทำมันได้” โดยเฉพาะงานสายครีเอทีฟ งานธุรการ และงานซัพพอร์ต ที่เคยเป็นบันไดขั้นแรกของแรงงานหน้าใหม่ กำลังถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ หรือไม่ก็ถูกออกแบบใหม่จน ‘ประตูแรก’ ในการเริ่มงานก็แทบไม่มีให้เห็น

แม้ เลเวอร์แรนท์ จะเห็นว่า AI ยังไม่สามารถแย่งงานคนได้ทันทีในตอนนี้วันนี้ และยังต้องใช้แรงงานมนุษย์อีกมากในระบบเศรษฐกิจ แต่ความเร็วของการเปลี่ยนแปลง ก็กำลังสร้างแรงกดดันให้คนที่ยังอยู่ระหว่างการฝึกฝนทักษะรู้สึกหวั่นไหว

“ทุกวันนี้ เรายังไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนในการปรับตัวกับ AI ไม่มีหลักสูตรกลาง ไม่มีวิธีอัปสกิลที่เป็นมาตรฐาน มีแค่พาดหัวข่าวที่เต็มไปด้วยการคาดเดา และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ใครก็รู้สึกไม่มั่นคง โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพ”

อ้างอิง: Newsweek

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...