คุณหนูห้ากับกล่องปริศนาข้ามภพ
ข้อมูลเบื้องต้น
มู่เจาอดีตนักฆ่าที่ถูกหัวหน้าองค์กรหักหลังจนถึงแก่ความตายได้เข้าไปอยู่ในร่างของคุณหนูห้าจวนโหวที่ถูกทอดทิ้งเพราะตั้งครรภ์ขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าบิดาของเด็กเป็นใคร ที่น่าแปลกคือมีกล่องปริศนาตามมากับนางด้วย มู่เจาที่โดดเดี่ยวมาตลอดชีวิตจะเลี้ยงเด็กแฝดคู่นี้ด้วยกล่องปริศนาอย่างไรท่ามกลางยุคสมัยอันไม่คุ้นเคยนี้
****************************************
สวัสดีค่านักอ่านที่รักทุกท่าน ได้ฤกษ์เปิดเรื่องใหม่กันแล้วค่ะ
ในเรื่องนี้นางเอกของเราตายแล้วย้อนเวลากลับมาเป็นแม่ให้เจ้าเด็กแฝดตัวน้อยผู้น่ารัก เจียงลู่หลินกับเจียงลู่ซือ ที่มีใบหน้าเหมือนกันเปี๊ยบ แถมยังทั้งน่าเอ็นดูและรักมารดามากอีกด้วย
ส่วนพระเอกก็จับพลัดจับผลูบาดเจ็บมาจนต้องให้นางเอกของพวกเราลงมือช่วยเหลือ แต่พอฟื้นขึ้นมาแล้วกลับจดจำเรื่องของตนเองไม่ได้เสียอย่างนั้น แต่เมื่อเขาถูกช่วยเอาไว้โดยหญิงสาวผู้มีความรักให้เด็กสองคนดั่งมารดาผู้โอบอ้อมอารี ด้วยเพราะตื่นมาด้วยความทรงจำอันว่างเปล่าเขาจึงได้อยากเป็นลูกของนางบ้าง จวบจนเมื่อความทรงจำค่อยๆ กลับมาแล้วจากความคิดในตอนแรกก็เปลี่ยนแปลงกลายเป็นรักนางและอยากดูแลนางในที่สุด
เรื่องราวลึกลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีคนมาบอกเขาว่าเขาเป็นถึงองค์ชายแปดแห่งราชวงศ์!!
แล้วกล่องปริศนาที่ติดตามนางมาด้วยจะช่วยอะไรนางได้บ้างกันนะ? แล้วใช่ต้นเหตุที่ทำให้นางได้มาอยู่ที่นี่อย่างไร? พวกเรามาลุ้นไปพร้อมๆ กันนะคะ
ปล. ไรท์ยังคงลงให้อ่านฟรีตามเวลาที่กำหนดนะคะ สายฟรีจะได้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบเช่นเดิมค่า มาติดตามกันเยอะๆ ให้กำลังใจไรท์ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
no more drama
ตอนที่1
ท้องนภามืดครึ้ม มวลหมู่เมฆหนาหนักราวกับแทบจะทนไม่ไหวที่จะปล่อยสายฝนให้พรั่งพรูลงมาสู่พื้นดิน มู่เจาเงยหน้าขึ้นคะเนแรงลมที่ผันผวนไปมา ก่อนจะเล็งเป้าหมายในลำกล้องที่เธอเฝ้าดูมานานกว่าหกชั่วโมง นิ้วเรียวมีรอยด้านแข็งจากการฝึกฝนอย่างหนักมาตั้งแต่เด็กกดลั่นไกปืนเก็บเสียง กระสุนปืนตรงเข้าสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ เป้าหมายที่ถูกยิงล้มลงต่อหน้าคนมากมายในห้อง
แววตาสีหน้าของเธอนิ่งเฉยไร้ความรู้สึกตั้งแต่ต้นจนจบ เธอก้มหน้าลงเก็บของอย่างใจเย็น ไม่สนใจความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้นในตึกตรงข้ามเลยแม้แต่น้อย
กล่องใส่กีต้าร์ที่ภายในไม่ได้บรรจุเครื่องดนตรีถูกเธอสะพายเอาไว้ที่หลังอย่างมั่นคง ก่อนที่เธอจะกระโดดข้ามไปยังตึกด้านข้างตึกแล้วตึกเล่า จากนั้นจึงกระโดดลงมาจากทางบันไดหนีไฟเหล็กข้างตัวตึก
ร่างสูงเพรียวไม่ได้ดูรีบร้อนนักแต่กลับรวดเร็วอย่างยิ่ง วายุโหมจนใบไม้และฝุ่นตามพื้นถนนปลิวไปทั่ว มู่เจาเตรียมเข้าไปยังตึกที่มีห้องที่เธอเช่าอยู่มาสามเดือน
จังหวะที่เท้ากำลังก้าวข้ามประตูตึกกลับเกิดเสียงดังลั่นด้านหลัง ลมพัดแรงมากจนฝุ่นปลิวมาทำให้มู่เจาต้องใช้แขนกำบังแล้วหันกลับไปมอง
เสียงดังที่ว่าคือรถบรรทุกคันใหญ่ที่ดูเหมือนจะเบรกแตกกำลังพุ่งตรงมาที่เธออย่างรวดเร็ว เสียงผู้คนที่กำลังตื่นตกใจดังไปทั่ว เสียงคนตะโกนให้ระวังเต็มไปหมด แต่มู่เจากลับไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น
เธอมองตรงไปที่คนขับด้วยแววตาสงบนิ่ง คนขับรถดูเหมือนตื่นตระหนกแต่แววตากลับมีร่องรอยของความเย็นชาแฝงอยู่ เขาตั้งใจขับพุ่งชนเธออย่างชัดเจน
มู่เจาก็หลงคิดว่าตนเองจะรอดแล้วเชียวเพราะ ‘อาจารย์’ สัญญากับเธอเอาไว้แล้วว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายของเธอ หลังจบงานนี้แล้วเธอก็จะเป็นอิสระจากองค์กรแห่งนี้
องค์กรที่ชุบเลี้ยงเธอมาแต่เล็กแต่น้อย สอนเธอให้กลายเป็นนักฆ่าที่ไร้ความรู้สึก สอนให้เธอเป็นคนเลือดเย็นไร้หัวใจ และสอนว่าชีวิตของเธอนั้นไม่มีอะไรแน่นอน มันอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อเธอขอถอนตัว
แม้ว่าอาจารย์จะรับปากแล้วว่าจะปล่อยเธอไป แต่เธอกลับมีลางสังหรณ์ว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดแบบนั้น
เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าก็คือการตอกย้ำความแม่นยำของลางสังหรณ์ในใจเธอ
มู่เจาคาดเดาว่าหากครั้งนี้เธอรอดไปได้ เธอก็จะพบกับการไล่ล่าสังหารอย่างไม่รู้จบ ดังนั้นเธอจึงไม่หนีแต่ใช้ความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบในการหยิบปืนจากกล่องใส่กีต้าร์แล้วเล็งไปที่คนขับรถบรรทุกก่อนจะยิงทะลุกระจกหน้ารถทันที!!
ปัง!! นัดเดียวทะลุเข้ากลางหว่างคิ้วของคนขับรถบรรทุกที่ดวงตาเบิกโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
รถเบี่ยงหลบไปอีกด้านจากการล้มตัวลงของคนขับ แต่กลับพุ่งตรงไปที่เด็กหญิงคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากมู่เจา
ดวงตาดำของมู่เจาหดตัว เธอกระโจนเข้าไปผลักเด็กหญิงตัวน้อยที่ตกใจจนยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกออกไป ก่อนที่ตัวเธอจะถูกรถบรรทุกชนอย่างแรงจนกระเด็นไปกระแทกกับตัวตึก ทั้งยังถูกรถบรรทุกอัดซ้ำเข้าไปอีก
เสียงตะโกน เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก ห่างไกลจากโสตประสาทของมู่เจาไปเรื่อยๆ ร่างกายเจ็บปวดจนชาหนึบไปหมด ไม่เหลือส่วนไหนที่ดี ทุกส่วนของร่างกายเธอแตกยับ เลือดทะลักออกจากริมฝีปากซีดจาง พาให้ดวงหน้าคลุกฝุ่นมีสีสันขึ้นจนแสบตา
มู่เจากลับยกมุมปาก ไม่คิดว่าสุดท้ายเธอจะไม่อาจรอดพ้นจริงๆ แต่ก็ดีเหมือนกัน โลกใบนี้สำหรับเธอมันก็ไม่ได้ศิวิไลซ์ขนาดนั้นอยู่แล้ว
ก่อนจะสิ้นสติไป เธอกลับได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งท่ามกลางเสียงสายฝนตกกระทบพื้น เธอสะอึกสะอื้นพลางตะโกนเสียงดัง
“ช่วยพี่สาวด้วยค่ะ!! หนูขอร้องล่ะ เมื่อครู่นี้เธอช่วยหนูเอาไว้จนต้องถูกรถชนเสียเอง ฮือๆๆๆ”
มู่เจาแววตาอ่อนโยนลง จากนั้นจึงปิดเปลือกตาลงอย่างอ่อนล้า ทุกอย่างมืดสนิทในที่สุด
………
แสงแดดส่องเข้าตามู่เจา นางรู้สึกถึงเสื้อผ้าหนาหนักแนบเนื้อและความเย็นยะเยือกที่แผ่ไปทั่วร่าง ยังมีบางสิ่งที่ถูกยัดใส่ปากมาด้วย สิ่งนั้นทั้งแข็งและแห้งผากจนนางอดไม่ได้ที่จะคายออกมา ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงน้ำไหลกลับมีเสียงเด็กน้อยสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่
“ท่านแม่ไม่กินอาหารมาหลายวันแล้ว แถมยังตกน้ำอีก แบบนี้ท่านแม่จะหิวหรือไม่?”
เด็กอีกคนกล่าว “ท่านแม่แค่เป็นลม ข้าเคยเห็นป้าไฉ อยู่ๆ ก็หลับไปตอนที่กำลังซักผ้า แล้วนางก็ตกน้ำเหมือนท่านแม่เลย แต่พอมีคนช่วยนางขึ้นมาครู่หนึ่งนางก็ฟื้นแล้ว ท่านแม่ของพวกเราเองก็คงเป็นเหมือนกันนั่นแหละ”
“แต่ท่านแม่ไม่มีใครช่วยเลย”
“มีเราสองคนคอยป้อนอาหารนาง อีกไม่นานท่านแม่ก็น่าจะฟื้นแล้ว”
พวกเขาจำได้ว่าทุกครั้งที่พวกเขาได้กินอาหารก็จะมีเรี่ยวแรงขึ้นมา ดังนั้นเมื่อเห็นท่านแม่ของพวกเขาไม่ฟื้นจึงคิดว่านางเพียงแค่หิวจนหมดแรง ไม่ได้คิดไปถึงว่าจะป่วยหรือเสียชีวิต
มู่เจาฟังน้ำเสียงของเด็กๆ ทั้งสองคนแล้วพลันเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นในหัวใจที่เย็นชามาเนิ่นนาน
ครั้นคิดถึงตนเองก่อนหน้านี้ที่เอาตัวเข้าช่วยเด็กหญิงคนหนึ่งเอาไว้ นางจึงเพิ่งเข้าใจว่าแท้จริงแล้วหัวใจที่นางคิดเอาเองว่าแข็งกระด้างกลับยังมีส่วนที่เรียกว่าความรู้สึกอบอุ่นหลงเหลืออยู่
ถึงแม้ตอนนั้นจะเจ็บแทบปางตายแต่หัวใจกลับมีเสี้ยวหนึ่งที่มีความสุข ความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือการได้ช่วยให้ชีวิตหนึ่งได้คงอยู่ต่อไป
ร่างกายของมู่เจาในตอนนี้มีแค่ความอ่อนแรง ดังนั้นจึงไม่ใช่ร่างกายนั้นที่ถูกรถบรรทุกชนจนแหลกลาญไปแล้วอย่างแน่นอน
นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น ท้องฟ้าสดใสไร้หมอกควันปรากฏขึ้นในสายตาเป็นอย่างแรก จากนั้นหัวน้อยๆ สองหัวพลันโผล่เข้ามาในครรลองสายตา
เด็กทั้งสองคนผมเผ้ายาวและกระเซิง ใบหน้าดูมอมแมม ดวงตากลมโตสุกใสประดับอยู่บนดวงหน้าเล็กผอมซูบ เสื้อผ้าดูทั้งเก่าและสกปรกทั้งยังเป็นเสื้อผ้าในรูปแบบที่นางไม่เคยเห็นอีกด้วย
“ท่านแม่…”
“ท่านแม่ตื่นแล้ว… ข้าบอกแล้วว่านางได้กินแล้วก็จะตื่นขึ้นมาเอง”
“ท่านพี่ ท่านเก่งที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
มู่เจามองพวกเขาตาปริบๆ พยายามขบคิดถึงเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า เด็กทั้งสองเรียกนางว่าท่านแม่?
แต่นางไม่มีความทรงจำใดเลยที่จะบอกว่านางเคยมีลูกมาก่อน…
ไม่ใช่สิ… เรียกว่าในสมองของนางตอนนี้ไม่มีความทรงจำของร่างนี้เลยแม้แต่น้อย
มู่เจาลุกขึ้นนั่งช้าๆ สำรวจตนเองแล้วจึงพบว่าบนร่างของนางมีเสื้อผ้าแบบโบราณสวมอยู่ ทั้งชุดเปียกไปหมด นางยื่นมือสองข้างของตนเองมาพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจึงสรุปได้อย่างชัดเจนแล้วว่านี่ไม่ใช่ร่างกายของตนเองจริงๆ
ตอนนี้นางกับเด็กๆ สองคนที่ดูแล้วอายุราวๆ สี่ขวบอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ ใกล้ๆ เท้าของนางมีถังไม้กับไม้ตีผ้าวางอยู่
ในมือของเด็กน้อยทั้งสองมีแผ่นแป้งแข็งที่ถูกบิออก เศษของแผ่นแป้งร่วงลงบนพื้นที่เป็นหินกรวดแม่น้ำ ทั้งสองมองมาที่นางด้วยแววตาระยิบระยับ รอยยิ้มของเด็กทั้งคู่ทำให้มู่เจารู้สึกใจอ่อนยวบไปหมด
นางไม่แน่ใจว่านี่เป็นความรู้สึกของตัวนางเองหรือเป็นของเจ้าของร่างกันแน่
“มู่เหนียง!! นั่นเจ้าหรือ?”
เสียงของหญิงชราดังขึ้น ทำให้เด็กทั้งสองคนหันขวับไปมองพร้อมกัน ด้วยทั้งสองคนมีใบหน้าที่ถอดแบบออกมาจนแทบแยกกันไม่ออก การกระทำนี้จึงดูน่ารักน่าชังเป็นพิเศษ
“ท่านยายซิ่ว ท่านแม่ตกน้ำขอรับ”
“แต่นางฟื้นแล้วเพราะพี่ใหญ่ช่วย”
เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก เพราะเขาช่วยเอาแป้งปิ่งยัดใส่ปากของท่านแม่ แล้วท่านแม่ก็ฟื้น ดังนั้นสิ่งที่น้องสาวกล่าวมาจึงถูกต้อง
ตอนที่2
“ลู่หลิน ลู่ซือ พวกเจ้าอยู่ที่นี่กันจริงเสียด้วย หากเจ้าหนูบ้านข้าไม่ได้รีบมาบอกข้าว่าเห็นมารดาของพวกเจ้าตกน้ำตกท่า ข้าคงได้เห็นว่าพวกเจ้ากลายเป็นเด็กกำพร้าไปแล้ว เหอะ!! นางก็ดวงแข็งใช้ได้เลยที่ยังอุตส่าห์รอดมาได้”
ป้าซิ่วไม่เคยชอบมู่เจามาแต่ไหนแต่ไร คนเป็นมารดาที่สามารถทำให้เด็กน้อยสองคนอยู่อย่างย่ำแย่ได้เพียงนี้ ไม่น่าสงสารเลยแม้แต่น้อย
เห็นแก่ที่หลานชายของนางชอบเล่นกับเด็กแฝดทั้งสองคนนี้ นางจึงเจือจุนอาหารให้บ้างในบางครั้ง เมื่อครู่ก็เป็นเจ้าหลานชายของนางที่แอบเอาปิ่งอันหนึ่งมามอบให้เด็กทั้งสองคนแล้ววิ่งมาขอความช่วยเหลือจากนาง
มู่เจายังนิ่งเงียบไม่เอ่ยปาก พยายามเก็บข้อมูลทุกอย่างมาประมวลผลโดยเร็ว
ป้าซิ่วเห็นท่าทางนิ่งเงียบของมู่เจาแล้วก็ยิ่งพ่นลมออกทางจมูกด้วยความไม่ชื่นชอบ “เจ้าลุกขึ้นได้หรือไม่? ดูสิ บุตรชายบุตรสาวของเจ้าเป็นห่วงแทบแย่แล้ว”
ปากเอ่ยวาจาไม่น่าฟังแต่การกระทำของป้าซิ่วกลับตรงกันข้าม นางเดินเข้ามาใกล้มู่เจาแล้วช่วยพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้นช้าๆ
มู่เจาไม่เคยรู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอมากเท่านี้มาก่อน พอได้เรี่ยวแรงของป้าซิ่วมาช่วยพยุงเอาไว้จึงเอ่ยปากขอบคุณอีกฝ่าย
“ขอบคุณป้าซิ่ว”
ป้าซิ่วปล่อยแขนนางเมื่อเห็นว่านางทรงตัวเองได้แล้ว “ขอบคุณลูกๆ ของเจ้าเถอะ พวกเขาน่าสงสารมากที่มีมารดาอย่างเจ้า ในเมื่อเจ้าไม่ได้เป็นอันใดมากแล้ว ข้าจะกลับบ้านล่ะ”
เด็กน้อยทั้งสองเข้ามาช่วยมู่เจา แต่ด้วยร่างกายเตี้ยเล็กจึงจับได้แค่ปลายนิ้วของมารดาเท่านั้น
นิ้วเล็กๆ บอบบางกำรอบนิ้วชี้ของมู่เจาทั้งสองข้าง มู่เจาหัวใจอุ่นวาบพลางจับมือน้อยๆ ของเด็กสองคนเอาไว้
“ท่านแม่จับมือข้าด้วยล่ะ”
“ท่านแม่ก็จับมือของข้าเหมือนกัน”
ป้าซิ่วเดินตึงตังจากไปแล้ว เจียงลู่หลินจดจำทางกลับบ้านได้แม่นยำ เขาจูงมือมารดาเดินกลับไปที่บ้านซึ่งห่างไปจากแม่น้ำไม่ไกลนัก
มู่เจาสำรวจรอบด้าน ไกลออกไปเป็นหมู่บ้านที่มีบ้านปลูกเรียงกันไปหลายหลัง แต่บ้านของพวกนางกลับอยู่แยกออกมา ไม่ทราบเช่นกันว่าเป็นเพราะเหตุใด
บ้านของพวกนางเป็นเพียงกระท่อมเก่าโทรมหลังหนึ่ง มีลานเล็กๆ ว่างเปล่า ข้าวของเครื่องใช้ไม่ใช่ของใหม่แต่เป็นของเก่าที่เหมือนใช้งานมานานกว่าสิบปีแล้ว
ห้องโถงมีโต๊ะที่ขาไม่เท่ากันและใช้ก้อนหินมาขัดที่ใต้ขาให้มีความสมดุล เก้าอี้ไม้หนึ่งตัวกับเก้าอี้ยาวผุพังจนหากเมื่อนั่งลงไปแล้วก็น่ากลัวว่าล้มลงเมื่อใดก็ได้
ห้องนอนมีเพียงไม้กระดานที่วางอยู่บนม้านั่งยาวสองตัว บนนั้นมีเพียงผ้าห่มเก่าขาดหนึ่งผืน
นี่ใช่ที่ที่ให้คนอยู่จริงหรือ?
นางไม่ยอมแพ้จึงไปดูในห้องครัว แล้วจึงได้ทราบคำตอบว่าเหตุใดเด็กๆ จึงยัดแผ่นแป้งใส่ปากนาง
ในห้องครัวมีอาหารที่เหลืออยู่แต่เป็นเพียงข้าวสารก้นไหกับหม้อและกระทะหนึ่งใบที่ดูเก่าจนหากเป็นนางในชาติก่อนคงเขวี้ยงทิ้งไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว
เมื่อสำรวจดูให้ละเอียดอีกสักนิด นางก็เห็นเมล็ดข้าวโพดถุงหนึ่ง ถั่วแดงถุงหนึ่ง ถั่วเขียวอีกถุงหนึ่ง
ดูท่าร่างนี้จะประกอบอาหารไม่เป็น นางจึงหันไปถามเด็กๆ “ปกติพวกเจ้ากินสิ่งใดกัน?”
เด็กชายกล่าววาจาฉะฉาน “ก็สิ่งที่ท่านแม่ปรุงให้อย่างไรเล่าขอรับ มีทั้งไก่ขอทาน ไข่ตุ๋น ปลานึ่ง…”
เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวขัดอย่างใสซื่อ “ไม่ใช่สักหน่อย ท่านพี่จำผิดแล้วเจ้าค่ะ ของพวกนั้นเป็นเพื่อนของต้ากังมาเล่าให้เขาฟังต่างหาก ท่านแม่บอกว่ากินข้าวต้มก็พอแล้ว”
มู่เจาฟังแล้วปวดใจยิ่งนัก มิน่าเล่าเจ้าเด็กน้อยสองคนถึงได้ตัวเล็กผอมซูบเหลือเกิน แต่เด็กสองคนนี้แม้จะต้องกินเพียงข้าวต้มแต่กลับไม่เคยโทษมารดาที่ไม่อาจหาไก่ขอทาน ไข่ตุ๋นหรือปลานึ่งให้พวกเขากินเลย เจ้าคนโตถึงกับจินตนาการว่าได้กินในฝันแล้วคิดว่าเป็นจริงอีกด้วย
ตอนนี้ไม่ว่าไก่ ไข่หรือปลานั้นเอาไว้ทีหลังก่อน เด็กสองคนคงไม่ได้กินอะไรมาตั้งนานแล้ว แผ่นแป้งในมือของพวกเขายังถืออยู่อย่างนั้นราวกับว่าหากนางล้มไปอีกครั้งพวกเขาจะได้มีสิ่งที่ทำให้นางฟื้นขึ้นได้ทันที
โครก… คราก…
เสียงท้องของทั้งสามคนร้องพร้อมกัน เด็กๆ เอามือจับท้องแฟบๆ ของตนเองเอาไว้พลางมองแผ่นแป้งแล้วกลืนน้ำลายอย่างหิวโหย
“พวกเจ้าเอาแผ่นแป้งไปชุบน้ำแล้วกินรองท้องไปก่อน ประเดี๋ยวแม่จะต้มข้าวต้มให้พวกเจ้ากิน”
ลู่หลินยัดแผ่นแป้งใส่มือของน้องสาวพลางวิ่งไปตักน้ำมาหนึ่งชามแล้วเอาแผ่นแป้งใส่ลงไปในชาม
“น้องสาว เจ้ากินไปก่อน ข้าจะรอกินข้าวต้มแสนอร่อยของท่านแม่”
“ไม่เอา ข้าเองก็อยากกินข้าวต้มแสนอร่อยของท่านแม่เหมือนกัน พี่ชายอย่ามาแย่งข้าสิ”
สองคนเกี่ยงกันไปมา มู่เจาสงสารจับใจจึงไปหยิบชามสะอาดอีกใบแล้วจัดการแบ่งแผ่นแป้งชุบน้ำให้เท่ากันทั้งสองชาม
“กินกันไปคนละชามนะ ไม่ต้องเกี่ยงกันแล้ว”
ร่างนี้ไม่ทราบว่าเลี้ยงบุตรอย่างไร เหตุใดพวกเขาจึงได้รู้ความมากเพียงนี้ แต่กลับได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีเอาเสียเลย
เด็กทั้งสองกินทีละคำช้าๆ พลางคอยมองมู่เจาอยู่ตลอด เหมือนกับว่าหากพวกเขาไม่เห็นข้าวต้มที่ต้มเสร็จเรียบร้อยแล้วจะไม่ยอมกินของในชามจนหมดอย่างไรอย่างนั้น
ไม่รู้ว่าปกติแล้วเด็กๆ เป็นคนคอยดูแลมารดาหรือเป็นมารดาดูแลพวกเขากันแน่
หญิงสาวเคยใช้ชีวิตในป่ามาบ้าง การหุงข้าวด้วยเตาไฟเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรง
ไม่นานข้าวต้มก็ถูกต้มจนเสร็จเรียบร้อย กระนั้นมู่เจาก็ล้างถั่วเขียวจนสะอาดแล้วต้มมันต่อจนนิ่ม
ถั่วเป็นของดี ช่วยเพิ่มสารอาหารให้ร่างกายของทั้งสามคนได้ นางจึงไม่รีรอที่จะต้มมันออกมา
ของอย่างพวกเครื่องปรุง เกลือ น้ำมันเหล่านั้น ในห้องครัวไม่มีเลยสักอย่าง มู่เจาจึงได้ต้มแบบจืดๆ ไปก่อน รอนางมีหนทางหาเงินได้แล้วค่อยไปหาซื้อเพิ่มเติมทีหลัง
แม้กระนั้นเมื่อเจ้าตัวน้อยทั้งสองได้กินข้าวต้มกับต้มถั่วเขียวจืดๆ เหล่านั้น พวกเขาก็ยังยิ้มร่าพลางเอ่ยชมมู่เจาไม่หยุด
“ท่านแม่ทำข้าวต้มกับต้มถั่วอร่อยมากเลยขอรับ”
“ท่านแม่ ท่านทำอร่อยเช่นนี้ท่านต้องกินให้มากๆ นะเจ้าคะ”
มู่เจายิ่งฟังพวกเขาพูดแล้วก็ยิ่งรู้สึกถึงความรักอันท่วมท้นหัวใจ ชาติก่อนนางไม่ทราบว่าตนเองมีชีวิตไปเพื่ออะไร แต่ต่อไปนี้ชีวิตของนางจะทำเพื่อเจ้าสองหน่อนี้ ให้พวกเขาได้เติบโตขึ้นอย่างดีแน่นอน
ตอนนี้ยังไม่เที่ยง มู่เจามองดวงอาทิตย์ที่ยังขึ้นไม่ถึงกลางศีรษะพลางเอ่ยหลังจากเก็บล้างถ้วยชามแล้วเรียบร้อย
“แม่จะขึ้นเขาไปหาของกินสักหน่อย พวกเจ้ารออยู่ที่เรือนก่อนก็แล้วกัน”
เด็กสองคนวิ่งมากอดขาทั้งสองข้างของนางทันที “ท่านแม่ ท่านจะไปคนเดียวไม่ได้เด็ดขาด”
“ใช่แล้ว ท่านยังไม่เข็ดอีกหรือ? เมื่อเช้าท่านก็เพิ่งตกน้ำมาตอนที่ซักผ้า… จริงด้วย!! พวกเราลืมของไว้ที่ข้างแม่น้ำ”
ตอนนั้นมู่เจายังตั้งสติได้ไม่เต็มที่ จึงไม่ได้สนใจถังไม้ที่บรรจุผ้าเปียกๆ ถังนั้น ตอนนี้มาดูสภาพความเป็นอยู่อัตคัดในบ้านแล้วจึงพบว่าของที่ดูไม่มีราคาเหล่านั้นกลับมีคุณค่าในยามนี้เป็นอย่างมาก
มู่เจาพาเด็กๆ กลับไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ กลับพบกับชายคนหนึ่งลอยมาติดที่ริมฝั่ง ใบหน้าของเขาคว่ำลงจึงไม่อาจเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
“ท่านแม่ มีคนตกน้ำเหมือนท่านแม่อีกคนแล้ว เราต้องไปช่วยเขานะขอรับ”
ความระแวดระวังของเด็กน้อยต่ำมาก จิตใจบริสุทธิ์ของพวกเขาบอกว่าหากพบเจอคนตกทุกข์ต้องช่วยเหลือ
มู่เจาไม่อาจไม่มีใจระแวงได้เช่นพวกเขาจึงบอกให้พวกเขารออยู่ห่างๆ ส่วนตนเองก็เข้าไปใกล้แล้วพลิกร่างของชายหนุ่มให้หงายขึ้นมา
ตอนที่3
ชายหนุ่มมีโครงหน้าและเครื่องหน้าที่ดูเหมาะเจาะและคมคายไม่น้อย หากไม่มีรอยแผลฉกรรจ์ลากยาวทำลายความงดงามทั้งหมดไปก็คงเป็นคุณชายผู้หล่อเหลาคนหนึ่ง
“ท่านแม่ ท่านอาคนนี้ดูไปแล้วน่าสงสารจริงๆ เลย”
มู่เจาอยากบอกเหลือเกินว่าเจ้าพวกซาลาเปาน้อย พวกเจ้าควรสงสารตนเองเสียก่อน อาหารยังไม่พอประทังกระเพาะน้อยๆ ของพวกเจ้าเลย กลับจะหาเรื่องลากชายหนุ่มตัวโตกลับบ้านไปเลี้ยงดูอีกอย่างนั้นหรือ?
“ท่านแม่เจ้าขา ช่วยเขาเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะยอมอดข้าวต้มมื้อหนึ่งให้เขาก่อนก็ได้ กินข้าวต้มแล้วเขาจะได้ฟื้นอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
แม่หนูน้อย ใจดีเสียเหลือเกิน เมื่อครู่เพิ่งกินอิ่มไปก็คิดว่าจะแบ่งข้าวอีกมื้อให้คนแปลกหน้าเสียแล้ว
แววตาวิงวอนสองคู่มองมาที่นาง มู่เจาจนใจยิ่งจึงได้แต่ลากชายหนุ่มไปยังกระท่อมผุพังของตนเอง ลากไปถึงกลางห้องโถงแล้วก็ปล่อยให้เขานอนอยู่แบบนั้น จากนั้นค่อยไปเก็บถังน้ำและเสื้อผ้าที่ซักมาตากให้เรียบร้อย
อย่าคิดว่านางจะใจดีให้เขานอนที่นอน (กระดานไม้) นอนตรงนี้ก็ไม่ต่างกันเท่าใด อีกอย่าง หากเขาเป็นคนร้ายนางจะได้จัดการเขาได้โดยกันเจ้าตัวเล็กสองคนเอาไว้ในห้อง
แม้ว่าเรี่ยวแรงและร่างกายของนางยังไม่ฟื้นคืนเช่นเดียวกับแต่ก่อน แต่ให้นางกำราบชายบาดเจ็บหนักผู้หนึ่งนั้นยังถือว่าสบายมากอยู่
สองพี่น้องตัวน้อยช่วยมารดาจับมือสองข้างของชายหนุ่มลากมาตลอดทาง พอถึงบ้านแล้วก็นั่งลงหอบหายใจ
มู่เจามองพวกเขาแล้วรู้สึกขำ เจ้าหนูน้อยทั้งสองเพียงทำท่าลากเท่านั้น แทบไม่ได้ออกแรงใดๆ แต่กลับดูเหนื่อยเสียยิ่งกว่านางอีก
“ท่านแม่ ยังต้องไปหาของกินอีกหรือไม่เจ้าคะ?”
ท่าทางดูน้ำลายสอเช่นนั้นของเด็กชายและเด็กหญิงตัวน้อย ทำให้รู้สึกขำอีกครั้ง
“ยังต้องไป พวกเราไม่มีอะไรจะกินนอกจากข้าวสารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด แม่จะขึ้นเขาไป…”
เด็กสองคนชูมือขึ้นสูง “พวกเราไปด้วยเจ้าค่ะ/ขอรับ”
มู่เจามองชายหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่ที่พื้น ก่อนจะตัดสินใจพาเด็กๆ ไปด้วยกันดีกว่า
สามคนแม่ลูกหาตะกร้าเก่าๆ มาสะพายหลังคนละใบ มู่เจาหยิบแท่งเหล็กเขี่ยฟืนที่สนิมเขลอะไปด้วยหนึ่งอัน
ด้านหลังหมู่บ้านเป็นภูเขาลูกหนึ่ง ระหว่างทางที่พวกนางเดินไปก็มีพวกชาวบ้านทักทายเด็กทั้งสองคนอย่างเป็นมิตร แต่กลับเมินเฉยต่อมู่เจาเป็นอย่างยิ่งแต่มู่เจาไม่ได้ใส่ใจนัก
หลังจากเดินขึ้นเขาไปได้หนึ่งชั่วยาม เจ้าตัวน้อยทั้งสองเริ่มเดินต่อไม่ไหวแล้ว มู่เจาจึงอุ้มพวกเขาเอาไว้ด้วยสองมือ ระหว่างทางพบเจอกับเห็ดหลายชนิด มู่เจาจึงวางพวกเขาให้นั่งพักชั่วคราว ก่อนลงมือเก็บเห็ดและสอนให้พวกเขาแยกแยะเห็ดที่กินได้และกินไม่ได้
เด็กทั้งสองนั่งยองๆ พลางหยิบเห็ดที่กินได้ขึ้นมามองอย่างสนอกสนใจ เจ้าตัวเล็กทั้งสองพอรู้ว่าเจ้าต้นพวกนี้กินได้ก็เริ่มน้ำลายไหล
จากนั้นเห็ดที่ขึ้นตามรายทางที่เหลือก็ถูกเด็กน้อยเก็บจนเรียบ ตะกร้าน้อยๆ สองใบของพวกเขาเต็มไปด้วยเห็ดที่ถูกเลือกมาเป็นอย่างดีจนเต็ม
มู่เจาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร นางพาพวกเด็กๆ เดินไปอีกนิดเดียวก็พบกับไก่ป่าและไข่ไก่ป่า
ความว่องไวและฝีมือของมู่เจาถูกแสดงออกมาต่อหน้าเด็กๆ ในยามนี้นี่เอง ตอนที่พวกเขาเห็นไก่ป่านอนนิ่งอยู่บนพื้นขณะที่มารดาเข้าไปเก็บไข่ไก่ป่าหลายฟองในพุ่มหญ้า พวกเขาก็ปรบมือดีใจจนตัวลอย
“ไก่ขอทาน…”
“ไข่ตุ๋น…”
ไก่ป่าที่ยังไม่สลบ “…”
หลังจากจัดการกับไข่กว่าสิบฟองให้ไปอยู่ในตะกร้าอย่างปลอดภัยแล้ว มู่เจาก็วางแผนจะพาเด็กๆ ลงจากเขา
ตอนนี้เองที่อยู่ๆ ในอ้อมกอดของเจียงลู่ซือปรากฎสัตว์ตัวน้อยที่มีขนสีขาวปุกปุย มันเหมือนจะเป็นสุนัขตัวน้อยตัวหนึ่งที่กำลังสั่นเทาเพราะหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
มู่เจาสังเกตรอบด้านอย่างฉับไว พลางอุ้มเจ้าตัวน้อยทั้งสองขึ้นมาแล้ววิ่งลงเขาอย่างไม่คิดชีวิต
เสียงคำรามดังก้องไปทั่วป่า มู่เจาไม่ต้องคิดก็เดาได้ว่าต้องเป็นสัตว์ร้ายตัวโตที่นางไม่อาจปะหน้ากันโดยตรงได้เด็ดขาด
เมื่อลงจากเขามาแล้ว หัวใจที่โลดขึ้นเพราะความตื่นตระหนกของเด็กน้อยทั้งสองก็ผ่อนคลายลง เสียงหอบเหนื่อยของมารดาทำให้พวกเขารู้สึกผิดขึ้นมา
เจียงลู่ซือยังไม่ได้ปล่อยมือจากเจ้าขนฟูสีขาวในอ้อมแขนแต่นางใช้อีกมือหนึ่งในการช่วยมารดาเช็ดเหงื่อ
ส่วนลู่หลินก็ขยับตัว “ท่านแม่ ข้าเดินเองได้ขอรับ”
มู่เจาเองก็เหนื่อยจนพูดอะไรไม่ออกแล้วเช่นกัน ตรงนี้ปลอดภัยแล้ว นางจึงได้วางเจ้าตัวน้อยทั้งสองลงยืนกับพื้น
ของในตะกร้ากระเด็นไปไม่น้อย เห็ดเต็มตะกร้าก็ถูกแรงกระแทกจากการวิ่งหล่นหายไปกว่าครึ่ง ส่วนไข่ไก่ป่าและไก่ป่ายังอยู่ดี
สามแม่ลูกช่วยหอบข้าวของกลับมาที่บ้าน ลู่ซือสองจิตสองใจระหว่างตะกร้าใบน้อยของตนกับเจ้าหมาขนฟู ลู่หลินจึงช่วยตัดสินใจโดยการยกตะกร้าของน้องสาวขึ้นมาถือให้เสียเอง
แม้ว่าเขาจะมีแรงไม่มากนัก แต่ของในตะกร้าหล่นหายไปมาก น้ำหนักตะกร้าทั้งของเขาและลู่ซือจึงน้อยลงไปด้วย เขาจึงถือไหว
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในบ้านแล้ว ร่างของชายหนุ่มยังคงนอนนิ่งอยู่ที่เดิม หากตอนที่อยู่ริมแม่น้ำและก่อนออกจากบ้านมู่เจาไม่ได้ตรวจลมหายใจของเขาว่ายังมีชีวิตอยู่ นางต้องคิดว่าเขานิ่งเหมือนคนตายแล้วแน่นอน
มู่เจาพาเด็กน้อยทั้งสองคนที่เหงื่อออกท่วมตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งที่เหลือเพียงคนละชุดเสียก่อน จากนั้นจึงล้างมือขัดเตา หม้อกระทะเหล็กแล้วจึงก่อไฟทำอาหาร
ไก่ขอทาน ไข่ตุ๋น โจ๊กถั่วแดงล้วนถูกตักมาวางเอาไว้บนโต๊ะ กลิ่นหอมยวนใจลอยเข้าจมูกเด็กน้อยทั้งสอง แต่มู่เจารู้ดีว่ารสชาติของอาหารบนโต๊ะเหล่านี้ล้วนจืดชืดอยู่เช่นเดิม
นางหากระปุกเกลือพบแล้ว แต่ด้านในกระปุกว่างเปล่าจนแทบมองไม่ออกว่ามันเคยเป็นกระปุกเกลือมาก่อน
แต่สีหน้าของเด็กน้อยยามเมื่อได้กินอาหารทั้งหมดแล้วกลับเต็มไปด้วยความดีใจ
ลู่หลินเอ่ย “ที่แท้ไก่ขอทานรสชาติดีเช่นนี้เอง”
ลู่ซือพยักหน้าหงึกหงักอย่างพออกพอใจ “ไข่ตุ๋นก็รสเยี่ยมมาก”
มู่เจาถึงกับเริ่มสงสัยว่าต่อมรับรสของเด็กทั้งสองมีปัญหาหรือไม่ ของที่ไม่ได้ปรุงรสเหล่านี้จะอร่อยถูกปากปานได้ขึ้นสวรรค์แบบนั้นได้อย่างไรกัน?
แม้แต่นางกินแล้วยังรู้สึกว่าจืดเหมือนดื่มน้ำเปล่า มีเพียงความหอมตามวัตถุดิบเท่านั้นที่ทำให้รสชาติดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ท่านแม่ ต้องป้อนข้าวท่านลุงด้วยหรือไม่?”
มู่เจามองอาหารบนโต๊ะที่เหลือแต่จานชามเปล่าๆ ก่อนจะมองดวงตากลมโตใสแจ๋วของคนถาม
ลู่ซือหัวเราะแหะๆ “ข้าวต้มของท่านแม่ก็อร่อยมาก ข้าจะป้อนให้ท่านลุงเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”
มู่เจาหัวเราะ “ไม่ต้องหรอก เจ้าเอาตูดไก่ที่แม่ทิ้งเอาไว้ไปให้มันกินก่อนก็แล้วกัน”
เด็กน้อยสองคนกระโดดลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปที่ลานด้านหลัง ‘ตูดไก่’ ที่ทำให้สุกแล้ววางอยู่ในชามใบเล็ก ลู่หลินหยิบมันขึ้นมาแล้วมองหาเจ้าหมาน้อยขนปุย
จากนั้นพวกเขาก็เห็นขนฟูสีขาวนอนอยู่ใต้ต้นไม้จึงได้วิ่งไปหามัน ท่าทางมันจะหมดแรง ไม่รู้ก่อนหน้านี้วิ่งหนีสัตว์ร้ายตัวนั้นมานานเพียงใดจึงได้เอาแต่นอนเช่นนี้
เด็กสองคนนั่งยองๆ พลางเอามือลูบขนของมันเบาๆ “มันต้องหมดแรงเหมือนตอนที่ท่านแม่กับท่านลุงตกน้ำแน่เลย อย่างนั้นตูดไก่นี่เราจะเอาให้มันกินเลยดีหรือไม่ มันจะได้ฟื้นเร็วๆ”
ลู่ซือเห็นด้วย “ดีเลย พี่ชายป้อนมันเลยสิเจ้าคะ”
ลู่หลินป้อน (ยัด) อาหารน่าอร่อย (ตูดไก่) ใส่ปากเจ้าขนฟูสีขาวแล้วรอดูอย่างใจจดใจจ่อ