“บัวหลวง” ชู CPAXT โตเด่น รับแรงหนุนแม็คโคร-โลตัสส์ แนะซื้อ เป้า 25 บาท
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 13.18 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 13.18 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) คาดว่าอัตราคำไรที่เพิ่มขึ้นของ makro และการควบคุมต้นทุนของ Lotus's จะช่วยให้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT จะยังรายงานกำไรเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ในไตรมาส 2/68 โดยทิศทางกำไรปี 68-69 ยังคงอยู่ในเส้นทางที่จะเติบโตได้เร็วกว่ากลุ่มฯ ส่วนใหญ่ หนุนโดยการสร้าง Synergy และการขยายสัดส่วนสินค้าแบรนด์ตนเอง แม้เผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงมากขึ้น
โดยอัตรากำไรของ makro และการลดต้นทุนของ Lotus's จะเป็นปัจจัยหนุนกำไรไตรมาส 2/68 โดยนักวิเคราะห์คาดกำไรหลักไตรมาส 2/68 ของ CPAXT อยู่ที่ 2.35 พันล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการก่อนหน้าที่ 2.4-2.5 พันล้านบาทเล็กน้อย เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ กำไรหลักมีแนวโน้มเติบโต 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (ลดลง 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจากปัจจัยฤดูกาล) การเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน คาดว่าได้แรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นของ makro ที่เพิ่มขึ้น 40 bps และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เข้มงวดขึ้นของ Lotus's
อย่างไรก็ดี บล.บัวหลวง ยังคงคาดการณ์ยอดขายค้าปลีกไตรมาส 2/68 จะอยู่ที่ 1.241 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) โดยแบ่งเป็น makro 6.88 หมื่นล้านบาก และ Lotus's 5.53 หมื่นล้านบาท โดยยอดขายสาขาเดิมน่าจะชะลอลงจากการเติบโต 1.0% ของ makro และ 0.5% ของ Lotus's ในโตรมาส 1/68 มาอยู่ในระดับทรงตัว
ยิ่งไปกว่านั้นในส่วนไตรมาส 2/68 เนื่องจากผลกระทบของยอดขายสินค้ากลุ่มหน้าร้อนเช่น เครื่องดื่มและเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็นที่อ่อนตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและโดยความต้องการซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ
ขณะที่นักวิเคราะห์คาดอัตราทำไรขั้นถันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 14.3% (จาก 14.1% ในไตรมาส 2/67) หนุนจากการปรับบัญชีและ Synergy ที่ได้จากการควบรวม makro-Lotus's อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายมีแนวโน้มอยู่ที่ 15.0%ลดลง 30 bps เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากการจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นของ Lotus's
นอกจากนี้การแข่งขันด้านราคาจำกัดการเติบโตของกำไรหลักปี 68 ที่ 5% โดยปรับลดประมาณการกำไรหลักลง 5% สำหรับปี 68, 5% สำหรับปี 69 และ 4% สำหรับปี 70 เพื่อสะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่รนแรงขึ้นขึ้นในกลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น ท่ามกลางการบริโภคที่ยังซะลอตัว ประมาณการใหม่ของกำไรหลักปี 2568 อยู่ที่ 1.16 หมื่นล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หนุนจากการ Synergy ขั้นตันมูลค่า 2.5 พันล้านบาท
แต่ทว่าส่วนใหญ่มาจากเงื่อนไขการค้ารูปแบบใหม่ที่จะเริ่มมีผลในครึ่งหลังของปี 68 อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มขยายตัวทั้ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีก่อนหน้าในครึ่งหลังของปี 68
เมื่อมองไปยังไตรมาส 3/68 นักวิเคราะห์คาดกำไรหลักจะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันอีกก่อน จากอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น (ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากปัจจัยฤดูกาล-เป็นช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกหนักที่สุดของปี)
อย่างไรก็ตามแม้จะถูกปรับลดประมาณการ แต่ CPAXT ยังมีแนวโน้มเติบโตกว่ากลุ่มฯส่วนใหญ่แม้จะปรับประมาณการกำไรหลักปี 68 ของ CPAXT โตเหลือ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่การเติบโตของกำไรยังเร็วกว่าเกือบทุกบริษัทในกลุ่มค้าปลีกที่นักวิเคราะห์ให้คำแนะนำ โดยคาดค่าเฉลี่ยกำไรรวมของกลุ่มจะลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยหุ้นเดียวที่มีการเติบโตเร็วกว่า CPAXT คือ CPALL ที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะโต 9%
โดยกลยุทธ์หลักของ CPAXT คือการขยายตัวของอัตราคำไร โดยเพิ่มสัดส่วนของสินค้าแบรนด์ตนเองในยอดขาย (ซึ่งโดยเฉลี่ยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงคว่าสินค้าอื่นราว 3%) สัดส่วนสินค้าแบรนด์ตนเองเพิ่มขึ้นจาก 14.4% ของยอดขายปี 66 มาอยู่ที่ 15.4% ในโตรมาส 1/68 นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15.5% ในปี 68 และ 16% ในปี 69
อย่างไรก็ตาม Synergy จากการควบรวม makro - Lotus's เป็นอีกปัจจัยหลักหนุนการเติบโตของกำไร นักวิเคราะห์คาดว่าจะรับรู้มูลค่า Synergy ขั้นต้นเพิ่มอีก 2.7 พันล้านบากในปี 69 หนุนให้กำไรโต 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มาอยู่ที่ 1.31 ที่ 8% อย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์แนะนำ "ซื้อ" โดยมีราคาเป้าหมายใหม่ ณ สิ้นปี 68 ที่ 25 บาท (ปรับลดลงจากเดิม 32 บาท)