โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เตือน“รัฐบาล”ระวัง“พัง”ยอมสหรัฐฯ

สยามรัฐ

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 23.45 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 23.45 น.

“รมว.พาณิชย์”เผยทีมไทยแลนด์ยื่นข้อเสนอ 0% ภาษีทรัมป์รอบใหม่ พร้อมแผนเยียวยาผลกระทบ “กมธ.พาณิชย์ฯ วุฒิสภา”เตือนรัฐบาล ยอม “สหรัฐฯ”ทุกอย่าง หวังแลกประโยชน์ ระวังพังซ้ำรอย “อินโดฯ-เวียดนาม”

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.68 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าในคืนวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ ได้เจรจาผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยในที่ประชุมได้มีการนำข้อเสนอจากไทยไปพูดคุยเพิ่มเติม ซึ่งไทยได้เสนอการลดภาษีนำเข้าสินค้าสำหรับสหรัฐฯ เป็น 0% ในสินค้าหลายหมื่นรายการ พร้อมทั้งมีข้อเสนออื่นๆที่ยื่นให้สหรัฐฯ พิจารณาเพิ่มเติม

ส่วนแผนเยียวยาผลกระทบจากภาษีที่สหรัฐฯ อาจกำหนดกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนเยียวยาผลกระทบจากการขึ้นภาษี โดยได้พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก 2 สมมติฐาน ได้แก่ 1.สมมติฐานที่ภาษีถูกเก็บในอัตรา 36% 2.สมมติฐานที่ภาษีถูกเก็บในอัตรา 20% ซึ่งเทียบเท่ากับเวียดนามที่เป็นคู่แข่ง

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าสินค้าใดจะได้รับผลกระทบบ้าง โดยจะต้องมีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือที่เหมาะสม และกำลังรอผลจากการเจรจาภาษี ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งในแง่ของสินค้าและแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ

ด้าน นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่อินโดนีเซียยอมหั่นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหลือ 0% ซึ่งส่งผลให้สหรัฐฯ ลดภาษีให้เหลือ 19% จาก 32% ว่า ตนมีความเห็นว่าการเลียนแบบกลยุทธ์ของอินโดนีเซียและเวียดนามที่ "ยอมทุกอย่าง" นั้น จะส่งผลกระทบต่อ SME ของไทยอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในภาคเกษตรและปศุสัตว์ ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของประเทศ หากเปิดเสรีมากเกินไป จะทำให้ SME ไทยที่อยู่ในภาวะลำบากอยู่แล้วจากการที่เศรษฐกิจตกต่ำมาหลายปี ยิ่งประสบปัญหาหนักขึ้นไปอีก จนอาจถึงขั้นล้มหายตายจาก และกระทบถึงความมั่นคงทางทหารของประเทศได้

“ผมคิดว่าการเจรจาที่เปิดให้ซะหมดเลย แล้วไม่ได้มองถึง SME ของชาติ ของประชาชนที่กำลังลำบาก เพราะเศรษฐกิจของเราตกต่ำมาหลายปี เราต้องแก้ไขเรื่อง SME ให้สามารถอยู่รอดได้ เพราะหนี้สาธารณะเราเยอะ แม้มูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับเวียดนามที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 30% ผมคิดว่าไทยไม่ควรเลียนแบบเวียดนาม เนื่องจากต้องต่อรองในหลายสิ่งที่ไทยเสียเปรียบ ซึ่งจะกระทบกลุ่ม SME หรือความมั่นคงของภูมิภาค” นายวิวรรธน์ กล่าว

ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ฯ กล่าวอีกว่า ตนขอเสนอว่า ไทยควรยอมรับการถูกเก็บภาษีที่ 36% ซึ่งไทยสามารถชดเชยให้ผู้ส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ ด้วยการลดภาษีช่วยเหลือ 10% และหาแหล่งเงินกู้ราคาถูกมาชดเชย โดยรัฐบาลต้องแบกรับภาระส่วนหนึ่ง เอกชนผู้ส่งออกต้องบูรณาการส่วนหนึ่ง และธนาคารต้องให้ความช่วยเหลืออีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะดีกว่าการยอมทุกอย่างแล้วมากระทบวงกว้าง โดยเฉพาะกับ SME ของไทย

นายวิวรรธน์ กล่าวต่อว่า มีสินค้าบางประเภทจากสหรัฐฯ ที่ไทยสามารถให้ภาษี 0% ได้อย่างไม่มีปัญหา คือ ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะส่งผลดีต่อเกษตรกรไทย ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง และช่วยแก้ปัญหา PM 2.5 ที่เกิดจากการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดตามตะเข็บชายแดน เพื่อชดเชยการขาดแคลนในประเทศได้ เนื่องจากไทยมีความต้องการปุ๋ยเคมีประมาณ 7 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียง 4 ล้านล้านตันต่อปี การนำเข้า 3 ล้านล้านตันต่อปี จะช่วยลดการบุกรุกพื้นที่ป่า และลดฝุ่น PM 2.5 ได้ นอกจากนี้ การเปิดเสรีในส่วนของ พลังงาน และ เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องยนต์หรือเครื่องบิน ก็เป็นสิ่งที่ไทยขาดแคลนและจำเป็นต้องนำเข้าอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยลดการเกินดุลการค้าได้

“ผมอยากให้ทีมประเทศไทยทำอะไรด้วยความรอบคอบ อย่าเร่งรีบ ผมว่าทั้งอินโดฯ หรือเวียดนาม มีส่วนเร่งรีบ และเลยกลายเป็นว่าสิ่งที่อยากจะได้ อย่างที่ทราบข่าวมาว่าเวียดนามต่อรองขอให้เหลือ 11% เท่านั้น แต่ได้มา 20% ตัวเองเสนอทุกอย่างเลย” นายวิวรรธน์ กล่าว

นายวิวรรธน์ กล่าวด้วยว่า ในระยะยาว ไทยสามารถหาตลาดใหม่ๆ ได้ เช่น ตลาด EU หรือตลาดแอฟริกา ซึ่งอาจทดแทนตลาดสหรัฐฯ ได้บางส่วน แต่หากรัฐบาลสามารถชดเชยเรื่องภาษีหรือเรื่องดอกเบี้ย ทำให้ต้นทุนถูกลง 16% แต่ยังสามารถขายสินค้าได้ในราคาเดิม ก็ไม่จำเป็นต้องยอมทุกอย่าง เพราะจะกระทบ SME ไทยในที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...