โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คนอีสาน 1 ใน 3 ยังไม่ฟันธง หาคนเหมาะสมเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่ได้ สะท้อนภาพวิกฤตความเชื่อมั่นตัวผู้นำ ชี้ อาจถึงยุคเปลี่ยนผ่าน หลัง ปชน. ผงาดแซงเพื่อไทย

THE STATES TIMES

อัพเดต 06 พ.ย. 2568 เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2568 เวลา 06.45 น. • Hard News Team

จากผลการสำรวจของศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ล่าสุดที่ทำการสำรวจในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นภาพการเมืองภาคอีสานที่น่าสนใจและแตกต่างจากหลายภูมิภาคอื่นของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประชาชนในภาคนี้ร้อยละ 32.40 หรือเกือบ 1 ใน 3 ยังคงมองว่า "หาคนที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้" ซึ่งเป็นสัญญาณที่สำคัญของวิกฤตความเชื่อมั่นต่อผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน

การที่ประชาชนกลุ่มใหญ่ยังไม่สามารถระบุบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้นำประเทศได้นั้น อาจสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลปัจจุบัน ความคาดหวังที่สูงขึ้นของประชาชนต่อคุณภาพผู้นำ หรือการขาดภาวะผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

จากผลการสำรวจ พบว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการสนับสนุนในอันดับที่ 2 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 19.70 ซึ่งเป็นผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันยังนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะยังไม่มีผลงานที่โดดเด่นตามที่ประชาชนคาดหวังมากนัก แต่ออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และการประกาศจะยุบสภาตามกรอบเวลาที่รับปากไว้ จึงทำให้มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นพอสมควร

ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ที่ได้อันดับ 3 ร้อยละ 18.55 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การสื่อสารและการสร้างภาพลักษณ์ของพรรคประชาชนในการเข้าถึงฐานเสียงภาคอีสาน แม้จะเป็นพรรคการเมืองที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ แต่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างความน่าเชื่อถือและรับการยอมรับจากประชาชน

แต่ที่น่าสนใจคือการที่นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย ได้รับการสนับสนุนเพียงร้อยละ 8.80 เท่านั้น ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำสำหรับพรรคการเมืองที่เคยเป็นกำลังสำคัญในภาคอีสานมาอย่างยาวนาน การลดลงของคะแนนนิยมในครั้งนี้อาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงของผู้นำพรรค ความเหนื่อยหน่ายจากการเมืองแบบเดิม หรือการขาดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พรรคการเมือง

ขณะที่ เมื่อพิจารณาถึงการสนับสนุนพรรคการเมือง พบว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดด้วยร้อยละ 26.05 แซงหน้าพรรคอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นเจ้าถิ่นภาคอีสานกลับได้เพียงร้อยละ 16.85 หล่นมาอยู่ในอันดับที่ 3 ขณะที่อันดับ 2 ร้อยละ 24.65 ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ได้ร้อยละ 15.75 ในอันดับที่ 4 แสดงให้เห็นถึงฐานการสนับสนุนที่มั่นคงในภาคอีสานเช่นกัน

การที่พรรคประชาชนสามารถสร้างฐานการสนับสนุนในภาคอีสานได้อย่างรวดเร็วนั้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสื่อสารนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนในภูมิภาคนี้ และอาจเป็นผลจากประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายพรรคการเมืองและนักการเมืองหน้าเดิม จึงต้องการเปลี่ยนแปลงให้นักการเมืองหน้าใหม่ขึ้นมาบริหารบ้าง

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจดังกล่าว ยังแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในภาคอีสาน โดยมีพรรคการเมืองหลายพรรคได้รับการกล่าวถึง ตั้งแต่พรรคใหญ่อย่างภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ไปจนถึงพรรคขนาดเล็กต่างๆ สิ่งนี้สะท้อนถึงการกระจายความนิยมทางการเมืองและความต้องการทางเลือกที่หลากหลายของประชาชน

และหากมองลึกถึงข้อมูลประชากรกลุ่มตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า (ร้อยละ 40.00) และประถมศึกษา (ร้อยละ 27.65) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท (ร้อยละ 33.25) และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป พ่อบ้านแม่บ้าน และเจ้าของธุรกิจ

ข้อมูลเหล่านี้สำคัญต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนภาคอีสาน โดยเฉพาะการที่ประชาชนกลุ่มนี้มีความสนใจและความตื่นตัวทางการเมืองสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความระมัดระวังในการเลือกสนับสนุนผู้นำหรือพรรคการเมืองด้วยเช่นกัน

ผลการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์การเมืองภาคอีสาน โดยเฉพาะคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคประชาชน และการคงอยู่ของพรรคภูมิใจไทย ในขณะที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยเป็นพรรคอันดับหนึ่งในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่

ขณะเดียวกัน การที่ประชาชนสัดส่วนสูงยังไม่สามารถระบุผู้นำหรือพรรคการเมืองที่เหมาะสมได้นั้น เป็นโอกาสสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ในการปรับกลยุทธ์ พัฒนานโยบาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการตอบสนองต่อความต้องการด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับภาคอีสาน

ดังนั้น การเมืองภาคอีสานจึงกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการปรับตัวและการแข่งขันใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางการเมืองไทยโดยภาพรวมในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ พรรคการเมืองที่สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนภาคอีสานจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขันทางการเมืองในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...