นำร่อง “สวนยางรักษ์โลก” ปั๊มยอดขายคาร์บอนเครดิต
“ประเด็นสิ่งแวดล้อม” ได้กลายมาเป็นเงื่อนไขในการแข่งขันในสมรภูมิการค้าโลกยุคใหม่ แต่ละประเทศรวมถึงไทยต้องเร่งพัฒนามาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างแต้มต่อในเวทีโลก รักษาสถานภาพการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอันดับต้น ๆ ของโลก
โดยเฉพาะ “ยางพารา” พืชเศรษฐกิจดาวเด่น ยิ่งต้องวางอนาคตเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการสร้างรายได้เพิ่มจากการขาย “คาร์บอนเครดิตสวนยาง” ทั่วประเทศ 30 ล้านไร่อีกทางหนึ่ง แต่หากไม่ดำเนินการไทยเสี่ยงที่จะถูกคู่ค้าใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาสกัดการนำเข้าสินค้าไทย
ปัจจุบันข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ระบุว่า ไทยมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีการขายคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอนภายในประเทศ คือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction : T-VER) ที่พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 เพื่อสนับสนุนทุกภาคส่วน
แต่การขายภายในประเทศยังมีปริมาณไม่มาก เพราะตลาดคาร์บอนของไทยเป็นตลาดภาคสมัครใจซึ่งมีขนาดเล็ก มีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8.5 ต่อปี ส่วนใหญ่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายในประเทศไทยอยู่ในรูปแบบของการเจรจาต่อรอง (over-the-counter: OTC) ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอยู่ระหว่าง 15-200 บาทต่อตัน
ล่าสุด ภาคเอกชนโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ร่วมพัฒนา “Thailand Carbon Credit Exchange Platform” เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักของประเทศไทย สำหรับการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานภาคสมัครใจของประเทศไทยองค์การจะเป็นผู้ให้คำรับรองและทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน จากมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะรวมถึงการรับรองโครงการเครดิตสวนยาง ภาคป่าไม้ประเภทต่าง ๆ
ไม้ยางแชมป์กักออกซิเจน
นายณกรณ์ ตรรกะวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า จากการวิจัยพบว่ายางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่มีการกักเก็บคาร์บอนได้ดี สามารถเก็บได้ตั้งแต่อายุต้นยาง 1-18 ปี โดยเฉพาะในช่วง 1-5 ปีแรกก่อนเปิดกรีด จะสามารถช่วยชาวสวนในการเพิ่มรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตในช่วงก่อนเปิดกรีดได้
กยท.จึงได้จัดทำโครงการนำร่อง เพื่อเป็น “ต้นแบบสวนยางทั่วประเทศ” โดยใช้พื้นที่สวนยางที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กยท. ประมาณ 22 ล้านไร่ เข้าร่วมลงทะเบียนกับ อบก. จัดทำโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา 11,000 ไร่ ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับการรับรองมาตรฐานสวนยางสากล อาทิ FSC (Forest Stewardship Council) เป็นมาตรฐานที่นานาชาตินำมาใช้กับไม้และป่าไม้ที่สามารถขายคาร์บอนได้
สำหรับการขายคาร์บอนทั้งหมดต้องผ่านการประเมิน โดยปี 2565 กยท.จะรวบรวมทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย T-VER และในปี 2566-2567 เพื่อขอรับรองเพื่อให้สามารถขายในตลาด carbon market และนำไปสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC) ภายใน พ.ศ. 2573
ปลูกกระท่อมแซมสวนยาง
ขณะเดียวกันได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลจัดทำ “คู่มือการบริหารจัดการสวน” ให้เข้าเงื่อนไขการขายคาร์บอนเครดิต อีกทั้งยังมีโครงการ “ปลูกพืชกระท่อมแซมในสวนยางพารา” โดยทดสอบปลูกกระท่อมสายพันธุ์ก้านแดง 100,000 เมล็ด สร้างรายได้เสริมและวางแผนขยายผลสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศด้วย
“การพัฒนาสวนยางต้นแบบที่ได้รับการรับรองเพื่อเข้าสู่ตลาดอย่างจริงจัง คาดว่าจะใช้เวลา 2 ปี และนำระบบดิจิทัล rubberway มาพัฒนามาตรฐานผลผลิตน้ำยางสดของเกษตรกร สร้างอำนาจต่อรองการซื้อขาย สร้างโอกาสด้านการแข่งขันทางการค้า ไม่ใช่รอแค่ขายยางเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป”
หนุน EEC นำร่องก่อนถูกแบน
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ความสำคัญกับการกักเก็บคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพาราซึ่งมีประมาณ 30 ล้านไร่
เมื่อปลายปีก่อน ทางสมาคมจึงได้ศึกษาและประเมินการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สวนยางสงเคราะห์แบบสมัครใจ (T-VER) ทำหลักเกณฑ์การประเมินคาร์บอนเครดิตในสวนยาง เพื่อสร้าง pilot project นำร่องในพื้นที่ 3 จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีสวนสงเคราะห์ 831,611 ไร่ เบื้องต้นคาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิต 51,240 ล้านตัน คิดเป็นรายได้ให้กับชาวสวนยางถึง 49,190 ล้านบาท และคาดว่าทั้งหมดมีพื้นที่ EEC ที่มีศักยภาพที่เข้าเงื่อนไขนี้ประมาณ 1.5 ล้านไร่
“ที่วาง pilot project 3 จังหวัด EEC เพราะค่อนข้างพร้อม สามารถขายคาร์บอนเครดิตให้ภาคอุตสาหกรรมได้ทันที หากมีการ matching กันในการซื้อขายได้จริง จะสามารถขยายผลไปยังพื้นที่สวนยางทั่วประเทศที่มี 30 ล้านไร่ได้เร็วยิ่งขึ้น แต่น่าห่วงว่าหากอีกไม่เกิน 3 ปี รัฐบาลไม่กระตุ้นเรื่องนี้ สินค้าส่งออกอาจถูกแบน
ดังนั้น EEC ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ของรัฐบาล หากเอาสวนยาง 18 ล้านไร่ ทำโครงการคาร์บอนเครดิต จะยิ่งดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ แต่ปัจจุบันสมาคมเสนอไปก็ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่เกษตรกรชาวสวนยางก็มีรายได้เสริมโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย รัฐเองก็ไม่ต้องมาเสียเงินประกันรายได้ประมาณ 25,000 ล้านบาท/ปี”
สำหรับขั้นตอนการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต อบก.จะเป็นผู้ทำหน้าที่พิจารณา โดยสวนยางที่เข้าข่ายต้องมีคุณสมบัติเฉพาะ เป็นพื้นที่ที่ปลูกพืชเกษตรยืนต้นที่มีการปลูก ดูแล และจัดการอย่างถูกวิธี ทั้งรูปแบบการปลูกสวนเชิงเดี่ยว หรือสวนผสม ต้องไม่ตัดพืชก่อนครบอายุ
และต้องมีหนังสือแสดงสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย มีข้อมูลการใช้ปุ๋ยย้อนหลังในพื้นที่โครงการหรือข้อมูลอ้างอิงจากพื้นที่ใกล้เคียงไม่น้อยกว่า 3 ปี หากไม่มีข้อมูลการใช้ปุ๋ยสามารถใช้ข้อมูลอ้างอิงจากหน่วยงานราชการ ค่าจากงานวิจัย หรือค่าอ้างอิงที่ อบก.ให้การยอมรับ จึงจะสามารถขายคาร์บอนได้
“ศรีตรัง” นำร่องลดก๊าซเรือนกระจก
ในส่วนของภาคเอกชนก็มีความตื่นตัวในด้านนี้ไม่น้อย “ภาณุพงศ์ สิรโยภาส” ผู้จัดการกลุ่มฝ่ายความยั่งยืนองค์กร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA และ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างเข้าร่วมโครงการ T-VER โดยในส่วนของสวนยางจะคำนวณเนื้อไม้ เส้นผ่านศูนย์กลางต้นไม้ มาดูเกี่ยวกับจำนวนต้น กี่ต้น กี่ไร่
เพื่อนำมาเข้าสูตรคำนวณ ว่าต้นนี้สามารถดักจับตัวคาร์บอนได้เท่าไหร่ พอคำนวณออกมาแล้ว ก็ไปขอ external require แล้วไปขึ้นทะเบียนกับ อบก. ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องคาร์บอนเครดิตโดยเป้าหมายนอกจากดำเนินการในพื้นที่สวนยาง 38,000 ไร่แล้ว ยังมีพื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น ทั้งต้นสัก ยูคาลิปตัส อีก 2,000 ไร่ ที่คาดว่าจะเข้าร่วมโครงการนี้ได้เช่นกัน
“ตอนนี้เรามีแผนสนับสนุนโครงการก๊าซเรือนกระจกมาประกอบก่อนเพื่อดูว่าสามารถลดได้เท่าไหร่ จากสวนที่เรามีอยู่ เพราะในอนาคตมองว่าคาร์บอนเครดิตจะสำคัญมาก เพราะหลาย ๆ ประเทศมุ่งสู่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสหภาพยุโรปมี CBAM แม้ว่าจะยังไม่ได้เริ่มในสินค้ายางพารา จะเริ่มในกลุ่มเหล็ก ปุ๋ย แต่ในอนาคตก็อาจจะมีการขยายขอบเขตสู่สินค้ายาง และหลาย ๆ ประเทศมุ่งไปสู่เป้าหมาย net zero การจัดการการลดก๊าซคาร์บอน
ซึ่งการจะเข้าไปสู่จุดหมายนี้ได้ คาร์บอนเครดิตมีส่วนสำคัญมากที่จะเอามาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเทศไทยเองก็ประกาศ 2 เป้าหมายไปที่ COP26 ที่จะลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ในปี 2050 และ Net Zero Emission 2065 ซึ่งบริษัทจะดำเนินการล้อไปกับโรดเเมปของประเทศไทย ปีนี้ก็มีการขอการรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์จาก อบก.เพื่อให้การรับรองฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ก็มีการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าชีวมวลและโซลาร์รูฟท็อป เพื่อใช้ในโรงงานด้วย”