โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นำร่อง “สวนยางรักษ์โลก” ปั๊มยอดขายคาร์บอนเครดิต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 เม.ย. 2565 เวลา 01.37 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 01.37 น.

“ประเด็นสิ่งแวดล้อม” ได้กลายมาเป็นเงื่อนไขในการแข่งขันในสมรภูมิการค้าโลกยุคใหม่ แต่ละประเทศรวมถึงไทยต้องเร่งพัฒนามาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างแต้มต่อในเวทีโลก รักษาสถานภาพการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอันดับต้น ๆ ของโลก

โดยเฉพาะ “ยางพารา” พืชเศรษฐกิจดาวเด่น ยิ่งต้องวางอนาคตเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการสร้างรายได้เพิ่มจากการขาย “คาร์บอนเครดิตสวนยาง” ทั่วประเทศ 30 ล้านไร่อีกทางหนึ่ง แต่หากไม่ดำเนินการไทยเสี่ยงที่จะถูกคู่ค้าใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาสกัดการนำเข้าสินค้าไทย

ปัจจุบันข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ระบุว่า ไทยมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีการขายคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอนภายในประเทศ คือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction : T-VER) ที่พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 เพื่อสนับสนุนทุกภาคส่วน

แต่การขายภายในประเทศยังมีปริมาณไม่มาก เพราะตลาดคาร์บอนของไทยเป็นตลาดภาคสมัครใจซึ่งมีขนาดเล็ก มีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8.5 ต่อปี ส่วนใหญ่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายในประเทศไทยอยู่ในรูปแบบของการเจรจาต่อรอง (over-the-counter: OTC) ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอยู่ระหว่าง 15-200 บาทต่อตัน

ล่าสุด ภาคเอกชนโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ร่วมพัฒนา “Thailand Carbon Credit Exchange Platform” เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักของประเทศไทย สำหรับการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานภาคสมัครใจของประเทศไทยองค์การจะเป็นผู้ให้คำรับรองและทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน จากมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะรวมถึงการรับรองโครงการเครดิตสวนยาง ภาคป่าไม้ประเภทต่าง ๆ

ไม้ยางแชมป์กักออกซิเจน

นายณกรณ์ ตรรกะวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า จากการวิจัยพบว่ายางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่มีการกักเก็บคาร์บอนได้ดี สามารถเก็บได้ตั้งแต่อายุต้นยาง 1-18 ปี โดยเฉพาะในช่วง 1-5 ปีแรกก่อนเปิดกรีด จะสามารถช่วยชาวสวนในการเพิ่มรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตในช่วงก่อนเปิดกรีดได้

กยท.จึงได้จัดทำโครงการนำร่อง เพื่อเป็น “ต้นแบบสวนยางทั่วประเทศ” โดยใช้พื้นที่สวนยางที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กยท. ประมาณ 22 ล้านไร่ เข้าร่วมลงทะเบียนกับ อบก. จัดทำโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา 11,000 ไร่ ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับการรับรองมาตรฐานสวนยางสากล อาทิ FSC (Forest Stewardship Council) เป็นมาตรฐานที่นานาชาตินำมาใช้กับไม้และป่าไม้ที่สามารถขายคาร์บอนได้

สำหรับการขายคาร์บอนทั้งหมดต้องผ่านการประเมิน โดยปี 2565 กยท.จะรวบรวมทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย T-VER และในปี 2566-2567 เพื่อขอรับรองเพื่อให้สามารถขายในตลาด carbon market และนำไปสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC) ภายใน พ.ศ. 2573

ปลูกกระท่อมแซมสวนยาง

ขณะเดียวกันได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลจัดทำ “คู่มือการบริหารจัดการสวน” ให้เข้าเงื่อนไขการขายคาร์บอนเครดิต อีกทั้งยังมีโครงการ “ปลูกพืชกระท่อมแซมในสวนยางพารา” โดยทดสอบปลูกกระท่อมสายพันธุ์ก้านแดง 100,000 เมล็ด สร้างรายได้เสริมและวางแผนขยายผลสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศด้วย

“การพัฒนาสวนยางต้นแบบที่ได้รับการรับรองเพื่อเข้าสู่ตลาดอย่างจริงจัง คาดว่าจะใช้เวลา 2 ปี และนำระบบดิจิทัล rubberway มาพัฒนามาตรฐานผลผลิตน้ำยางสดของเกษตรกร สร้างอำนาจต่อรองการซื้อขาย สร้างโอกาสด้านการแข่งขันทางการค้า ไม่ใช่รอแค่ขายยางเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป”

หนุน EEC นำร่องก่อนถูกแบน

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ความสำคัญกับการกักเก็บคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพาราซึ่งมีประมาณ 30 ล้านไร่

เมื่อปลายปีก่อน ทางสมาคมจึงได้ศึกษาและประเมินการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สวนยางสงเคราะห์แบบสมัครใจ (T-VER) ทำหลักเกณฑ์การประเมินคาร์บอนเครดิตในสวนยาง เพื่อสร้าง pilot project นำร่องในพื้นที่ 3 จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีสวนสงเคราะห์ 831,611 ไร่ เบื้องต้นคาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิต 51,240 ล้านตัน คิดเป็นรายได้ให้กับชาวสวนยางถึง 49,190 ล้านบาท และคาดว่าทั้งหมดมีพื้นที่ EEC ที่มีศักยภาพที่เข้าเงื่อนไขนี้ประมาณ 1.5 ล้านไร่

“ที่วาง pilot project 3 จังหวัด EEC เพราะค่อนข้างพร้อม สามารถขายคาร์บอนเครดิตให้ภาคอุตสาหกรรมได้ทันที หากมีการ matching กันในการซื้อขายได้จริง จะสามารถขยายผลไปยังพื้นที่สวนยางทั่วประเทศที่มี 30 ล้านไร่ได้เร็วยิ่งขึ้น แต่น่าห่วงว่าหากอีกไม่เกิน 3 ปี รัฐบาลไม่กระตุ้นเรื่องนี้ สินค้าส่งออกอาจถูกแบน

ดังนั้น EEC ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ของรัฐบาล หากเอาสวนยาง 18 ล้านไร่ ทำโครงการคาร์บอนเครดิต จะยิ่งดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ แต่ปัจจุบันสมาคมเสนอไปก็ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่เกษตรกรชาวสวนยางก็มีรายได้เสริมโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย รัฐเองก็ไม่ต้องมาเสียเงินประกันรายได้ประมาณ 25,000 ล้านบาท/ปี”

สำหรับขั้นตอนการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต อบก.จะเป็นผู้ทำหน้าที่พิจารณา โดยสวนยางที่เข้าข่ายต้องมีคุณสมบัติเฉพาะ เป็นพื้นที่ที่ปลูกพืชเกษตรยืนต้นที่มีการปลูก ดูแล และจัดการอย่างถูกวิธี ทั้งรูปแบบการปลูกสวนเชิงเดี่ยว หรือสวนผสม ต้องไม่ตัดพืชก่อนครบอายุ

และต้องมีหนังสือแสดงสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย มีข้อมูลการใช้ปุ๋ยย้อนหลังในพื้นที่โครงการหรือข้อมูลอ้างอิงจากพื้นที่ใกล้เคียงไม่น้อยกว่า 3 ปี หากไม่มีข้อมูลการใช้ปุ๋ยสามารถใช้ข้อมูลอ้างอิงจากหน่วยงานราชการ ค่าจากงานวิจัย หรือค่าอ้างอิงที่ อบก.ให้การยอมรับ จึงจะสามารถขายคาร์บอนได้

“ศรีตรัง” นำร่องลดก๊าซเรือนกระจก

ในส่วนของภาคเอกชนก็มีความตื่นตัวในด้านนี้ไม่น้อย “ภาณุพงศ์ สิรโยภาส” ผู้จัดการกลุ่มฝ่ายความยั่งยืนองค์กร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA และ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างเข้าร่วมโครงการ T-VER โดยในส่วนของสวนยางจะคำนวณเนื้อไม้ เส้นผ่านศูนย์กลางต้นไม้ มาดูเกี่ยวกับจำนวนต้น กี่ต้น กี่ไร่

เพื่อนำมาเข้าสูตรคำนวณ ว่าต้นนี้สามารถดักจับตัวคาร์บอนได้เท่าไหร่ พอคำนวณออกมาแล้ว ก็ไปขอ external require แล้วไปขึ้นทะเบียนกับ อบก. ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องคาร์บอนเครดิตโดยเป้าหมายนอกจากดำเนินการในพื้นที่สวนยาง 38,000 ไร่แล้ว ยังมีพื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น ทั้งต้นสัก ยูคาลิปตัส อีก 2,000 ไร่ ที่คาดว่าจะเข้าร่วมโครงการนี้ได้เช่นกัน

“ตอนนี้เรามีแผนสนับสนุนโครงการก๊าซเรือนกระจกมาประกอบก่อนเพื่อดูว่าสามารถลดได้เท่าไหร่ จากสวนที่เรามีอยู่ เพราะในอนาคตมองว่าคาร์บอนเครดิตจะสำคัญมาก เพราะหลาย ๆ ประเทศมุ่งสู่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสหภาพยุโรปมี CBAM แม้ว่าจะยังไม่ได้เริ่มในสินค้ายางพารา จะเริ่มในกลุ่มเหล็ก ปุ๋ย แต่ในอนาคตก็อาจจะมีการขยายขอบเขตสู่สินค้ายาง และหลาย ๆ ประเทศมุ่งไปสู่เป้าหมาย net zero การจัดการการลดก๊าซคาร์บอน

ซึ่งการจะเข้าไปสู่จุดหมายนี้ได้ คาร์บอนเครดิตมีส่วนสำคัญมากที่จะเอามาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเทศไทยเองก็ประกาศ 2 เป้าหมายไปที่ COP26 ที่จะลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ในปี 2050 และ Net Zero Emission 2065 ซึ่งบริษัทจะดำเนินการล้อไปกับโรดเเมปของประเทศไทย ปีนี้ก็มีการขอการรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์จาก อบก.เพื่อให้การรับรองฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ก็มีการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าชีวมวลและโซลาร์รูฟท็อป เพื่อใช้ในโรงงานด้วย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...