(ยังไม่) นับหนึ่งแก้โลกเดือด พ.ร.บ.Climate Change ช้าไปอีก 1 ปี
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ประเทศไทยกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 หรืออีก 42 ปี ตามที่ประกาศไว้บนเวทีการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP27) ดังนั้น ในปี 2568 นโยบายภาครัฐ รวมถึง “พ.ร.บ.Climate Change” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญและหนุนให้ทุกอุตสาหกรรมปรับตัวลดคาร์บอน
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายอาทิตย์ เวชกิจ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ด้านอนุรักษ์พลังงาน และ Grid Modernization สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกรรมการสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม เกี่ยวกับทิศทางของไทยในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ยังค่อนข้างช้าพอสมควร โดยเฉพาะการจัดทำพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “พ.ร.บ.Climate Change”
“ในอดีตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนของทุกกิจการจะถูกรายงานในงบการเงินด้วยภาคสมัครใจ แต่หาก พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ จะกำหนดให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจในการขอข้อมูลดังกล่าวจากกิจกรรม 5 ประเภท ได้แก่ การใช้เชื้อเพลิง การผลิต การเกษตร ป่าไม้และการใช้ประโยชน์จากที่ดิน รวมถึงการจัดการของเสีย ซึ่ง พ.ร.บ.ยังไม่เริ่มนับหนึ่ง จึงยากต่อการทำระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme : ETS) และการกำหนดสิทธิในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละภาคอุตสาหกรรม”
พ.ร.บ.Climate Change ช้า
แต่หากเราได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถจากความร่วมมือระหว่างประเทศ และกลไกภายใต้กรอบอนุสัญญาที่เหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 40% ภายในปี ค.ศ. 2030 แต่ยังไม่ปรากฏกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน เนื่องจากเคยพูดคุยกันในหลายเวที พบว่าหากไทยจะวางกลไกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 40% ก็จำเป็นต้องเริ่มวางแผนขอสนับสนุนทางการเงิน กลายเป็นจุดอ่อนของประเทศทั้งภาคเอกชนและนักลงทุนไม่สามารถรับทราบทิศทางได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกรมลดโลกร้อน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล พ.ร.บ.ดังกล่าว ควรจะต้องเสร็จสิ้นและออกประกาศภายในปลายปี 2567 แต่จนถึงขณะนี้เพิ่งปิดรับฟังความคิดเห็นและอยู่ระหว่างการจัดทำข้อเสนอ ถือว่าขั้นตอนการจัดทำค่อนข้างล่าช้า ดังนั้น คาดการณ์ว่าเร็วสุดปลายปี 2568 น่าจะมีการประกาศและมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
ต่างชาติแห่ลงทุนเวียดนาม
ภาคพลังงานมีบทบาทสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ถึง 75% เพราะฉะนั้น ตัวเด่นในการดึงดูดการลงทุนได้ เราจะต้องสร้างความชัดเจนของแผนดำเนินงานต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ถือว่าไทยยังสอบไม่ผ่าน เนื่องจากยังขาดความชัดเจนทางด้านนโยบายในการสนับสนุนพลังงานสะอาด ทำให้นักลงทุนต่างชาติกังวลในการเข้ามาลงทุน เห็นได้จากกระแสการท่องเที่ยวและการลงทุนตัดสินใจเลือกประเทศเวียดนามมากขึ้น มีตัวเลขการเติบโตถึง 40% แต่ไทยกลับเห็นตัวเลข -2%
ขณะที่จำนวนการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมน้อยลง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ถูกบังคับโดยกระบวนการทางเศรษฐกิจ สังคม และการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผู้ซื้อเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดต่อการดำเนินการ
ดังนั้น แต่ละอุตสาหกรรมจะมีความตื่นตัวในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการถูกกดดันจากผู้ค้ามากน้อยขนาดไหน ซึ่งขณะนี้เริ่มมีความตื่นตัวเพิ่มมากขึ้น เช่น บริษัทเหมืองแร่ ส่วนหนึ่งเริ่มแจ้งเจตนารมณ์ในส่วนของเป้าหมายของบริษัทแล้ว ซึ่งผู้ที่อยู่ใน Supply Chain จะต้องปฏิบัติตามทั้งหมด
“การแก้ปัญหาโครงสร้างของประเทศเรา ยอมรับว่ายากมาก และต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐและเอกชนรวมถึงภาคประชาชน แต่ที่ผ่านมาถือว่ายังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากทุกกลุ่ม” นายอาทิตย์กล่าว
รัฐต้องเร่งปลดล็อก กม.
เราได้ยินการพูดสนับสนุนพลังงานสะอาดมาโดยตลอด แต่สิ่งที่รัฐบาลปฏิบัติจริงยังมองไม่เห็นชัดเจน จึงอยากให้รัฐบาลเดินหน้าแก้กฎหมาย กฎกระทรวงที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่พลังงานสะอาด ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ มี นายธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งมีคณะอนุกรรมการ 4 คณะรับผิดชอบประเด็นสำคัญ 4 ด้าน โดยเฉพาะด้านการผลักดันพลังงานสะอาด (Clean Energy)
โดยจะพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนพลังงานชาติ และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวพยายามที่จะผลักดันกฎหมายและปลดล็อกกฎหมาย รง.4 โซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป้าหมายหลังจากนี้คือการปลดล็อกกฎหมาย รง.4 สำหรับโซลาร์ฟาร์มและโซลาร์ลอยน้ำ
“การปลดล็อกโซลาร์รูฟท็อปส่งผลให้ภาคธุรกิจมีทางเลือกมากขึ้น แต่ยังไม่ได้เอื้อต่อการลดค่าไฟฟ้ามากนัก ทางที่ดีคือรัฐจะต้องวางระบบให้ทุกส่วนเข้าสู่พลังงานสะอาดให้ได้โดยเร็ว เราควรทำให้พลังงานสะอาดและพลังงานราคาถูกเป็นเรื่องที่ทำควบคู่กันได้” นายอาทิตย์กล่าว
ปรับแผน PDP ลดไฟฟ้าสำรอง
สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) จะต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยในแผน PDP2018 ได้กำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) เพียง 51% ซึ่งกว่าจะมี RE ได้ลากระยะเวลาไปกว่า 10 ปี เห็นได้ชัดว่านโยบายยังไม่เอื้ออำนวยต่อภาคธุรกิจและประชาชน
นอกจากนี้ ในแผนยังพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอีก 14 ปีข้างหน้าสูงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก เพราะยิ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองมากเกินไปก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนค่าไฟแพงขึ้น เราจะลดค่าไฟได้ก็ต่อเมื่อพลังงานสะอาดเข้ามามีบทบาทและอยู่ในระบบมากขึ้นกว่านี้
ดังนั้น อยากให้รัฐปรับปรุงแผน PDP2024 พร้อม ๆ ไปกับการสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง และต้องมีการบังคับใช้ให้เร็วที่สุด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติให้กลับคืนมา
หนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
สำหรับผมสนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก ๆ เพราะใช้เทคโนโลยีแบบ SMR (Small Modular Reactor) เป็นอนาคตของพลังงานสะอาด ช่วยลดต้นทุนค่าไฟและมีความปลอดภัยสูง มีกำลังการผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ต่อโมดูล ขนาดเล็กเพียง 1 ใน 10 ของโรงไฟฟ้าทั่วไป สามารถ Self Cooling ได้ เนื่องจากมีระบบหล่อเย็นภายในตัว ระบายความร้อนได้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือความขัดข้องจากระบบ
ถ้าอยากจะให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ อาจจะขอใช้พื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าในเขตทหาร แต่เราต้องศึกษาให้ละเอียดจนกว่าจะมั่นใจในเทคโนโลยีและดำเนินการต่อได้
“ผมเชื่อว่าในที่สุดแล้วราคาค่าไฟมันจะควบคุมได้ในระยะยาว ถ้าจับมือกับพาร์ตเนอร์อย่างจีน อเมริกา รัสเซีย ขอรับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี พร้อมกับทำขนานไปกับการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนก็จะเป็นทางเลือกที่ดีมาก”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : (ยังไม่) นับหนึ่งแก้โลกเดือด พ.ร.บ.Climate Change ช้าไปอีก 1 ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net