โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

(ยังไม่) นับหนึ่งแก้โลกเดือด พ.ร.บ.Climate Change ช้าไปอีก 1 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ม.ค. 2568 เวลา 05.27 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. 2568 เวลา 05.05 น.
อาทิตย์ เวชกิจ

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ประเทศไทยกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 หรืออีก 42 ปี ตามที่ประกาศไว้บนเวทีการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP27) ดังนั้น ในปี 2568 นโยบายภาครัฐ รวมถึง “พ.ร.บ.Climate Change” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญและหนุนให้ทุกอุตสาหกรรมปรับตัวลดคาร์บอน

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายอาทิตย์ เวชกิจ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ด้านอนุรักษ์พลังงาน และ Grid Modernization สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกรรมการสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม เกี่ยวกับทิศทางของไทยในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ยังค่อนข้างช้าพอสมควร โดยเฉพาะการจัดทำพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “พ.ร.บ.Climate Change”

“ในอดีตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนของทุกกิจการจะถูกรายงานในงบการเงินด้วยภาคสมัครใจ แต่หาก พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ จะกำหนดให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจในการขอข้อมูลดังกล่าวจากกิจกรรม 5 ประเภท ได้แก่ การใช้เชื้อเพลิง การผลิต การเกษตร ป่าไม้และการใช้ประโยชน์จากที่ดิน รวมถึงการจัดการของเสีย ซึ่ง พ.ร.บ.ยังไม่เริ่มนับหนึ่ง จึงยากต่อการทำระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme : ETS) และการกำหนดสิทธิในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละภาคอุตสาหกรรม”

พ.ร.บ.Climate Change ช้า

แต่หากเราได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถจากความร่วมมือระหว่างประเทศ และกลไกภายใต้กรอบอนุสัญญาที่เหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 40% ภายในปี ค.ศ. 2030 แต่ยังไม่ปรากฏกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน เนื่องจากเคยพูดคุยกันในหลายเวที พบว่าหากไทยจะวางกลไกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ NDC 40% ก็จำเป็นต้องเริ่มวางแผนขอสนับสนุนทางการเงิน กลายเป็นจุดอ่อนของประเทศทั้งภาคเอกชนและนักลงทุนไม่สามารถรับทราบทิศทางได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกรมลดโลกร้อน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล พ.ร.บ.ดังกล่าว ควรจะต้องเสร็จสิ้นและออกประกาศภายในปลายปี 2567 แต่จนถึงขณะนี้เพิ่งปิดรับฟังความคิดเห็นและอยู่ระหว่างการจัดทำข้อเสนอ ถือว่าขั้นตอนการจัดทำค่อนข้างล่าช้า ดังนั้น คาดการณ์ว่าเร็วสุดปลายปี 2568 น่าจะมีการประกาศและมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

ต่างชาติแห่ลงทุนเวียดนาม

ภาคพลังงานมีบทบาทสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ถึง 75% เพราะฉะนั้น ตัวเด่นในการดึงดูดการลงทุนได้ เราจะต้องสร้างความชัดเจนของแผนดำเนินงานต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ถือว่าไทยยังสอบไม่ผ่าน เนื่องจากยังขาดความชัดเจนทางด้านนโยบายในการสนับสนุนพลังงานสะอาด ทำให้นักลงทุนต่างชาติกังวลในการเข้ามาลงทุน เห็นได้จากกระแสการท่องเที่ยวและการลงทุนตัดสินใจเลือกประเทศเวียดนามมากขึ้น มีตัวเลขการเติบโตถึง 40% แต่ไทยกลับเห็นตัวเลข -2%

ขณะที่จำนวนการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมน้อยลง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ถูกบังคับโดยกระบวนการทางเศรษฐกิจ สังคม และการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผู้ซื้อเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดต่อการดำเนินการ

ดังนั้น แต่ละอุตสาหกรรมจะมีความตื่นตัวในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการถูกกดดันจากผู้ค้ามากน้อยขนาดไหน ซึ่งขณะนี้เริ่มมีความตื่นตัวเพิ่มมากขึ้น เช่น บริษัทเหมืองแร่ ส่วนหนึ่งเริ่มแจ้งเจตนารมณ์ในส่วนของเป้าหมายของบริษัทแล้ว ซึ่งผู้ที่อยู่ใน Supply Chain จะต้องปฏิบัติตามทั้งหมด

“การแก้ปัญหาโครงสร้างของประเทศเรา ยอมรับว่ายากมาก และต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐและเอกชนรวมถึงภาคประชาชน แต่ที่ผ่านมาถือว่ายังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากทุกกลุ่ม” นายอาทิตย์กล่าว

รัฐต้องเร่งปลดล็อก กม.

เราได้ยินการพูดสนับสนุนพลังงานสะอาดมาโดยตลอด แต่สิ่งที่รัฐบาลปฏิบัติจริงยังมองไม่เห็นชัดเจน จึงอยากให้รัฐบาลเดินหน้าแก้กฎหมาย กฎกระทรวงที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่พลังงานสะอาด ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ มี นายธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งมีคณะอนุกรรมการ 4 คณะรับผิดชอบประเด็นสำคัญ 4 ด้าน โดยเฉพาะด้านการผลักดันพลังงานสะอาด (Clean Energy)

โดยจะพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนพลังงานชาติ และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวพยายามที่จะผลักดันกฎหมายและปลดล็อกกฎหมาย รง.4 โซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป้าหมายหลังจากนี้คือการปลดล็อกกฎหมาย รง.4 สำหรับโซลาร์ฟาร์มและโซลาร์ลอยน้ำ

“การปลดล็อกโซลาร์รูฟท็อปส่งผลให้ภาคธุรกิจมีทางเลือกมากขึ้น แต่ยังไม่ได้เอื้อต่อการลดค่าไฟฟ้ามากนัก ทางที่ดีคือรัฐจะต้องวางระบบให้ทุกส่วนเข้าสู่พลังงานสะอาดให้ได้โดยเร็ว เราควรทำให้พลังงานสะอาดและพลังงานราคาถูกเป็นเรื่องที่ทำควบคู่กันได้” นายอาทิตย์กล่าว

ปรับแผน PDP ลดไฟฟ้าสำรอง

สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) จะต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยในแผน PDP2018 ได้กำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) เพียง 51% ซึ่งกว่าจะมี RE ได้ลากระยะเวลาไปกว่า 10 ปี เห็นได้ชัดว่านโยบายยังไม่เอื้ออำนวยต่อภาคธุรกิจและประชาชน

นอกจากนี้ ในแผนยังพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอีก 14 ปีข้างหน้าสูงเกินกว่าความเป็นจริง เป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก เพราะยิ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองมากเกินไปก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนค่าไฟแพงขึ้น เราจะลดค่าไฟได้ก็ต่อเมื่อพลังงานสะอาดเข้ามามีบทบาทและอยู่ในระบบมากขึ้นกว่านี้

ดังนั้น อยากให้รัฐปรับปรุงแผน PDP2024 พร้อม ๆ ไปกับการสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง และต้องมีการบังคับใช้ให้เร็วที่สุด เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติให้กลับคืนมา

หนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

สำหรับผมสนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กมาก ๆ เพราะใช้เทคโนโลยีแบบ SMR (Small Modular Reactor) เป็นอนาคตของพลังงานสะอาด ช่วยลดต้นทุนค่าไฟและมีความปลอดภัยสูง มีกำลังการผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ต่อโมดูล ขนาดเล็กเพียง 1 ใน 10 ของโรงไฟฟ้าทั่วไป สามารถ Self Cooling ได้ เนื่องจากมีระบบหล่อเย็นภายในตัว ระบายความร้อนได้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือความขัดข้องจากระบบ

ถ้าอยากจะให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ อาจจะขอใช้พื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าในเขตทหาร แต่เราต้องศึกษาให้ละเอียดจนกว่าจะมั่นใจในเทคโนโลยีและดำเนินการต่อได้

“ผมเชื่อว่าในที่สุดแล้วราคาค่าไฟมันจะควบคุมได้ในระยะยาว ถ้าจับมือกับพาร์ตเนอร์อย่างจีน อเมริกา รัสเซีย ขอรับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี พร้อมกับทำขนานไปกับการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนก็จะเป็นทางเลือกที่ดีมาก”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : (ยังไม่) นับหนึ่งแก้โลกเดือด พ.ร.บ.Climate Change ช้าไปอีก 1 ปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...