โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รมว.ยุติธรรมนำคณะหารือทวิภาคีไทย-ลาว กำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแนวชายแดน

VoiceTV

อัพเดต 27 ธ.ค. 2567 เวลา 03.22 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2567 เวลา 02.25 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางสาวมรกต ศรีสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียงจันทน์ พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน ป.ป.ส. เข้าร่วมการประชุมทวิภาคีไทย-ลาว เรื่อง ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 20 (ระดับรัฐมนตรี) ณ โรงแรมลาวพลาซ่า นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567

โดยในช่วงแรก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ ได้เข้าหารือข้อราชการกับ พลโทคำกิ่ง ผุยหล้ามะนีวง รองรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันความสงบแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและคณะ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แสดงความยินดีที่ลาวเป็นประธานอาเซียน ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่จะยกระดับความร่วมมือไทย-ลาว ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะยิ่งในเรื่องของการควบคุมเคมีภัณฑ์ และการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย-ลาว ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองประเทศมีความกังวล นอกจากนั้น ที่ประชุมยังได้หารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินงานด้านการบำบัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความก้าวหน้าของฝ่ายไทยที่จะดำเนินการวิจัยในเรื่องยาทดแทนยาบ้า รวมทั้งได้มีความเห็นร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดเพื่อประโยชน์ในการเป็นหลักฐานดำเนินคดี สืบหาแหล่งผลิตยาเสพติดดังกล่าว และวางแผนดำเนินการแก้ปัญหา รวมทั้งเห็นควรส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาทางเลือกโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด

จากนั้น พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เป็นประธานร่วมกับ พลโทคำกิ่ง ผุยหล้ามะนีวง รองรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันความสงบแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในการประชุมทวิภาคีไทย-ลาว เรื่อง ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 20 (ระดับรัฐมนตรี) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แสดงความขอบคุณรัฐบาลลาวที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ และมีความร่วมมือที่ดีกับไทยมาโดยตลอด พร้อมทั้งชื่นชมความสำเร็จในการผลักดัน ปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยการขยายความร่วมมือในการปราบปรามการค้ายาเสพติดและสารเคมีตั้งต้น (ASEAN Leaders’ Declaration on Enhanced Cooperation Against

Illicit Drug Trafficking and Precursor Chemicals) ที่ได้รับการรับรองในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 44 และ 45 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ณ กรุงเวียงจันทน์ประเทศลาว ซึ่งถือเป็นการกำหนดแนวทางของภูมิภาคในการปราบปรามยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นอกจากนั้น ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหายาเสพติดของไทย-ลาว ว่า “ปัจจุบัน ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย - ลาวที่มีพรมแดนติดต่อกันยาวกว่า 1,800 กิโลเมตร และมีลักษณะภูมิประเทศที่ซับซ้อน ทำให้เอื้อต่อการลักลอบขนส่งยาเสพติดและการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้พื้นที่กลายเป็นเส้นทางหลักสำหรับการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ภูมิภาคและตลาดโลก การปราบปรามการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย-ลาว จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อยับยั้งเครือข่ายการค้ายาเสพติด และลดผลกระทบต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของประชาชน

ในโอกาสนี้ ผมขอชื่นชมรัฐบาลลาว สำหรับความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหายาเสพติด และยกให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2564 และขยายต่อไปจนถึงปี 2568 ในส่วนของรัฐบาลไทยนั้น การแก้ไขปัญหายาเสพติดก็ยังคงเป็นนโยบายสำคัญลำดับแรก และมีการผลักดันปฏิบัติการต่าง ๆ เพื่อเร่งรัดและสร้างเสริมความเข้มแข็งและเข้มข้นให้กับการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงบริเวณชายแดน

สำหรับรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และความร่วมมือกับรัฐบาลลาว ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เชื่อมโยงและใกล้ชิดผูกพัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทั้งสองประเทศและนำไปสู่ความสำเร็จในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าว การประสานงานในการปฏิบัติการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติในพื้นที่ชายแดน และการส่งตัวผู้กระทำความผิดในคดียาเสพติดกลับประเทศต้นทาง การดำเนินการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดจำนวนยาเสพติดที่เข้าสู่ประเทศของเรา แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นในความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ และลดผลกระทบที่จะเกิดกับทั้งประเทศในภูมิภาค และนอกภูมิภาค ซึ่งเป็นประเทศปลายทาง นอกจากนี้ การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพิษภัยของยาเสพติดในชุมชนชายแดน การพัฒนาโครงการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด การสนับสนุนความร่วมมือในระดับชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ยังช่วยสร้างมาตรการและเครือข่ายการป้องกันยาเสพติดที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศลาว และขอให้สานต่อและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน การพัฒนากลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าว การส่งเสริมบทบาทของชุมชนบริเวณชายแดน และการผลักดันความร่วมมือในระดับภูมิภาค ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ามิตรภาพและความร่วมมืออันยาวนานระหว่างไทยและลาวเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เสริมสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคต่อไป“

จากนั้น ที่ประชุมได้ร่วมกันอภิปรายและรับรองผลการประชุมฯ (ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส) โดยได้ตกลงที่จะร่วมมือกันดังนี้

(1) ยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามชายแดนไทย-ลาว

(2) ส่งเสริมให้มีการประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าแขวงชายแดนไทย-ลาว เพื่อติดตามความคืบหน้าในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง

(3) พัฒนาการดำเนินการของจุดตรวจ/จุดสกัดยาเสพติดในเส้นทางคมนาคมสำคัญใน สปป.ลาว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของด่านตรวจ รวมทั้งขอความร่วมมือ สปป.ลาว ตั้งด่านลอย/ด่านตรวจชั่วคราว บริเวณจุดตรวจ/จุดสกัดยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย-ลาว

(4) ส่งเสริมปฏิบัติการร่วมระหว่างกำลังป้องกันชายแดนของไทยและลาวในการตั้งด่านตรวจสกัดกั้นยาเสพติดตามลำแม่น้ำโขง

(5) จัดให้มีปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ร่วมกันระหว่าง ไทย ลาว และเมียนมา ในพื้นที่เสี่ยงของแต่ละประเทศ

(6) ร่วมมือกันติดตาม จับกุม และส่งตัวผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับของทั้งสองประเทศ

(7) จัดตั้งชุดปฏิบัติการสืบสวนเป้าหมายร่วมไทย-ลาว เพื่อทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ พร้อมทั้งขยายความร่วมมือในการสอบปากคำ การแลกเปลี่ยนข้อมูลพยานหลักฐานเพื่อขยายผลในการดำเนินคดีตามกฎหมาย และการตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายนักค้ายาเสพติด

(8) แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ โดยให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกันเป็นประจำ ผ่านกลไกความร่วมมือในทุกระดับ

(9) ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย แนวทางการประสานงานระหว่างกัน ห้วงเวลาการปฏิบัติ และแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกันเพื่อปฏิบัติการคู่ขนานในการปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้านที่มีการแพร่ระบาด และลาดตระเวนเพื่อการป้องปรามทางบกและทางน้ำ

(10) แลกเปลี่ยนตัวอย่างของกลางโดยเฉพาะในคดียาเสพติดรายสำคัญ เพื่อตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะ (Drug Profiling) ของยาเสพติดทั้งทางกายภาพและองค์ประกอบทางเคมี รวมทั้งพัฒนาการตรวจพิสูจน์ และการจัดทำฐานข้อมูลลักษณะเฉพาะของยาเสพติดให้เป็นไปตามรูปแบบมาตรฐานร่วมกัน

(11) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างจังหวัดของประเทศไทยและแขวงของ สปป.ลาว ผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ เพื่อสร้างหมู่บ้านปลอดยาเสพติดชายแดนไทย - ลาว และพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนในพื้นที่หมู่บ้านคู่ขนาน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งต่อความยั่งยืน

(12) จัดทำสื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ด้านยาเสพติดและกฎหมายยาเสพติด ในพื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรไทย - ลาว อย่างต่อเนื่อง

(13) สนับสนุนโครงการพัฒนาทางเลือกให้แก่ฝ่ายลาว ในพื้นที่ประสบปัญหาการลักลอบปลูกพืชเสพติด

(14) สนับสนุนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการพัฒนาศักยภาพด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้แก่ฝ่ายลาว

(15) สนับสนุนงบประมาณผ่านโครงการเสริมสร้าง และยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ (Letter Of Agreement : LOA) อย่างต่อเนื่องให้กับฝ่ายลาว

ทั้งนี้ ไทยยินดีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทวิภาคีไทย - ลาว เรื่อง ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 21 โดยจะได้หารือกันเพื่อกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการจัดการประชุมฯ ดังกล่าวต่อไป

ในช่วงสุดท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แสดงความเห็นและให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้

(1) ควรพัฒนาศักยภาพแล็ปเพื่อระบุและตรวจจับสารเคมีตั้งต้นได้อย่างแม่นยำ

(2) ควรยกระดับการติดตามและจับกุมนักค้ายาเสพติดรายสำคัญ โดยเฉพาะผู้ผลิต ซึ่งอาจจะจัดทำหมายจับ Most Wanted ขึ้น

(3) ควรมีการแลกเปลี่ยนผู้ต้องขัง เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ต้องขังสัญชาติลาวที่อยู่ในประเทศไทย จำนวน 1,096 คน และส่วนมากเป็นคดียาเสพติดจึงควรประสานงานการโอนตัวนักโทษ เพื่อรับนักโทษลาวกับประเทศ และโอนตัวนักโทษไทยในลาวกลับมายังประเทศไทยด้วย

(4) ควรพัฒนาระบบการป้องกันโดยเฉพาะด้านความต้องการเสพ (Demand) ของเยาวชนทั้ง 2 ประเทศ

(5) ควรพิจารณาสกัดกั้นเส้นทางการเงินเพื่อติดตามจับกุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้น ได้กล่าวปิดการประชุมฯ พร้อมทั้งแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยได้กล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชมรัฐบาลลาวที่มีความตั้งใจในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยลาวถือเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของไทยที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง สำหรับมติที่ประชุมในวันนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ อีกทั้งยังแสดงถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ผมเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์จากการประชุมครั้งนี้จะถูกนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมและก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...