โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จิตร ภูมิศักดิ์ เป็น dogmatic Marxist จริงหรือ? (5) จาก โฉมหน้าศักดินาไทยในปัจจุบัน ถึง 'วิถีการผลิตแบบเอเชีย' (Asiatic Mode of Production) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 08.06 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2567 เวลา 02.06 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

จิตร ภูมิศักดิ์

เป็น dogmatic Marxist จริงหรือ? (5)

จาก โฉมหน้าศักดินาไทยในปัจจุบัน

ถึง ‘วิถีการผลิตแบบเอเชีย’ (Asiatic Mode of Production)

เมื่อจิตรเสนอว่าสังคมทาสไทยก็ “มิได้เป็นระบบสังคมทาษโดยเนื้อหาทางการผลิต หากเป็นสังคมที่มีลักษณะบางอย่างของระบบเจ้าทาษเข้ามาครอบงำจากภายนอก”

หมายความว่าเขากลายเป็นนักลัทธิมาร์กซ์นอกคอกไหม

ถ้าตอบแบบพรรคปฏิวัติก็ต้องถือว่าแหกคอก อันเป็นลักษณะของชนชั้นนายทุนน้อยที่ไม่ค่อยยอมก้มหัวให้แก่สัจธรรมอย่างง่ายๆ

แต่หลังจากผมได้อ่านข้อเขียนของมาร์กซ์เรื่อง “การก่อรูปของเศรษฐกิจก่อนระบบทุนนิยม ” (Pre-capitalist economic formations) ทำให้ผมได้ข้อคิดในการวิพากษ์ความคิดและวิธีวิทยาของจิตรอย่างน่าตื่นเต้น

ข้อเขียนชิ้นนี้ของมาร์กซ์เป็นบทหนึ่งในบันทึกขนาดยาวเรียกว่า Grundrisse der Kritik der Politischen Okonomie หรือ วิพากษ์เศรษฐศาสตร์การเมือง ที่เขาบันทึกไว้ระหว่างปี 1857-1858 บทสั้นที่มีการตีพิมพ์แยกออกมาเป็นเล่มในภาษาอังกฤษราวปี ค.ศ.1965 แสดงถึงความเห็นของเขาที่มีต่อวิถีการผลิตทั้งหลายก่อนระบบทุนนิยมจะเกิดที่ละเอียดและสุกงอมที่สุดของเขา

มาร์กซ์ไม่ได้เอ่ยถึงมโนทัศน์ “วิถีการผลิตแบบเอเชีย” (Asiatic Mode of Production, AMP) ในข้อเขียนนี้เลย หากแต่มาจากวิวาทะและการนำเสนอโดยฝ่ายนำของพรรคบอลเชวิกตั้งแต่สมัยเลนินมา มีการอภิปรายถึงความหมายและนัยต่อการปฏิวัติของมโนทัศน์นี้

ซึ่งโดยสรุปคือนักทฤษฎีโซเวียตไม่เห็นด้วยกับมโนทัศน์วิถีการผลิตเอเชีย กล่าวได้ว่าความลำบากในการเข้าใจมโนทัศน์เอเชียติกนี้เพราะมันเป็นปัญหาวิวาทะทางการเมืองและยุทธศาสตร์ในการปฏิวัติของแต่ละประเทศในโลกที่สาม (Sawer 1977; Bailey and Llobera, 1981) มากกว่าเป็นปัญหาทางวิชาการของลัทธิมาร์กซ์

ในงานบันทึกชิ้นนี้มาร์กซ์เรียกหัวข้อย่อยตอนนี้ว่า “การก่อรูปของเศรษฐกิจก่อนระบบทุนนิยม ” (Pre-capitalist economic formations) มาจากการมองกลับไปจากจุดยืนของเขาในสังคมทุนนิยมที่การดำรงชีวิตของทุกคนล้วนต้องอาศัยทรัพย์สินด้วยกันทั้งนั้น และยุคนี้เท่านั้นที่ทรัพย์สินซึ่งมีฐานะนำและทรงพลังที่สุดคือกรรมสิทธิ์ส่วนตัว

เขาจึงค้นคว้าว่าในสังคมก่อนระบบทุนนิยมนั้นมีลักษณะของพัฒนาการในการแบ่งงานคือรูปแบบมากหลายของกรรมสิทธิ์อย่างไร

มาร์กซ์สังเคราะห์ความสัมพันธ์ทางการผลิตในสังคมออกมาที่มโนทัศน์ว่าด้วยกรรมสิทธิ์หรือทรัพย์สิน ซึ่งแสดงออกในระบบกฎหมาย ปรัชญาและระบบการเมืองการปกครองด้วย

มาร์กซ์จึงติดใจวิธีการทางประวัติศาสตร์ (เช่นเดียวกับจิตรด้วยเช่นกัน) ที่ทำให้เขาสามารถพบว่าจริงๆ แล้วทรัพย์สินส่วนตัวอย่างเด็ดขาดนั้นเพิ่งเป็นรูปเป็นร่างอย่างจริงจังก็ในยุคระบบฟิวดัลของยุโรปเท่านั้น ก่อนหน้านั้นอันยาวนานมนุษย์ในสังคมการผลิตโบราณทั้งหลายมีระบบกรรมสิทธิ์ที่เป็นแบบรวมหมู่มากกว่า

นี่คือแรงบันดาลใจให้เขากลับไปค้นคว้าว่าอะไรที่สังคมโบราณมีแล้วสังคมสมัยใหม่ไม่มีบ้าง

กล่าวโดยสรุปมาร์กซ์พบว่ามีกรรมสิทธิ์และรูปแบบชุมชนสามแบบในอดีตก่อนระบบทุนนิยมจะเกิด โดยผ่านการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบกรรมสิทธิ์ ชุมชนแรกคือสังคมบุพกาล นี่คือยุคสังคมบุพกาลอันเป็นระยะแรกของมนุษย์ การรวมกลุ่มของมนุษย์กระทำไปภายใต้กลุ่มชาติกุลหรือเผ่าพันธุ์ การแบ่งแยกงานในสังคมยังเป็นแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเพราะระดับของปัจจัยและเครื่องมือในการผลิตก็ยังเป็นแบบหยาบและธรรมดาใกล้กับสภาพทางธรรมชาติมาก

น่าสนใจว่ามาร์กซ์สังเกตว่าในช่วงปลายของยุคนี้เริ่มมีการใช้ทาสมาเป็นแรงงานในครอบครัวด้วย

ดังนั้น ระบบกรรมสิทธิ์ก็ย่อมเป็นของชุมชนร่วมกัน การมีกรรมสิทธิ์ส่วนตัวจึงยังไม่มีเพราะไม่มีกลไกอะไรในสังคมรองรับมัน ยุคบุพกาลจึงกล่าวได้ว่าเป็นสังคมที่มีอยู่ทั่วไปมากที่สุดเพราะไม่มีลักษณะอะไรที่เป็นของเฉพาะที่เฉพาะกลุ่มได้เนื่องจากระดับและการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำที่สุด

ดังนั้น รูปแบบการถือครองแรกคือ กรรมสิทธิ์ชาติกุล (tribal ownership) ซึ่งสอดคล้องกับขั้นการผลิตที่ยังไม่พัฒนา ผู้คนอาศัยการล่าสัตว์และหาปลา เลี้ยงสัตว์หรือในขั้นสูงคือเกษตรกรรม

การแบ่งงานกันทำในขั้นนี้ยังเป็นแบบปฐมมากๆ ทรัพย์สินจึงมาจากการแบ่งปันกันระหว่างสมาชิกภายในชุมชนเอง

รูปแบบที่สองคือกรรมสิทธิ์คอมมูนโบราณและรัฐ (ancient communal and state ownership) ซึ่งเกิดจากการรวมกันของชนเผ่าหลายๆ เผ่าเข้าด้วยกันในเมืองโดยการทำข้อตกลงอย่างสันติหรือด้วยการพิชิตด้วยกำลัง ซึ่งรูปแบบนี้ก็ยังมีทาสควบคู่ด้วย

นอกจากกรรมสิทธิ์รวมหมู่ของชุมชน ยังค่อยๆ เกิดกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ และต่อมาคืออสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์สินส่วนตัว แต่ยังเป็นรูปแบบที่ไม่ปกติอันขึ้นต่อกรรมสิทธิ์ของชุมชน ความเป็นชุมชนจึงยังมีความสำคัญต่อการอำนวยให้ปัจเจกชนเข้าไปมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือที่ดินส่วนตัวหรือครอบครัวได้

สังเกตว่าเขาให้น้ำหนักความสำคัญแก่การดำรงอยู่ของชุมชนอย่างมาก ว่ามันเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนของการเกิดและพัฒนาระบบกรรมสิทธิ์ที่จะเป็นแบบส่วนตัวมากขึ้น

จุดหนักที่มาร์กซ์วิเคราะห์อย่างละเอียดได้แก่สังคมระยะต่อมาที่มีการพัฒนาและเติบใหญ่หลากหลายมากขึ้น

แบบแรก ได้แก่กรรมสิทธิ์แบบเอเชีย

แบบที่สอง คือชุมชนกรีกโรมัน

และแบบที่สาม คือชุมชนเยอรมัน ยุคนี้ความสัมพันธ์ทางการผลิตซับซ้อนและแสดงออกในหลายรูปแบบตามการขยายตัวของชุม ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ครอบคลุมสังคมฟิวดิลและศักดินา มาร์กซ์อธิบายลักษณะของทรัพย์สินที่เริ่มเปลี่ยนไปโดยกล่าวว่า มนุษย์มีความสัมพันธ์กับที่ดินแบบง่ายๆ พวกเขาถือว่าที่ดินทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของประชาคมหรือของชุมชน ซึ่งทำการผลิตและผลิตซ้ำในพื้นที่ดังกล่าวโดยอาศัยแรงงานมนุษย์ที่เป็นสมาชิกของชุมชน

ปัจเจกชนหรือสมาชิกแต่ละคนของชุมชนจึงเป็นเพียงตัวเชื่อมระหว่างชุมชนกับทรัพย์สินที่ดินใน 2 รูปหรือฐานะ คือ (1) แบบเป็นเจ้าของ กับ (2) เป็นผู้ถือครอง ในทรัพย์สินที่ดินของชุมชน

การแบ่งปันปัจจัยการผลิตและผลผลิตจากการใช้แรงงานเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ (มาร์กซ์ 2561)

ผมนำข้อเขียนเรื่อง “การก่อรูปของเศรษฐกิจก่อนระบบทุนนิยม” ของมาร์กซ์มาอภิปรายในที่นี้เพื่อนำไปสู่การประเมินความคิดและวิธีการของจิตรในการวิเคราะห์สังคมไทยว่าเป็นแบบกลไกหรือคัมภีร์หรือไม่

ประเด็นสำคัญหนึ่งของมาร์กซ์ในงานชิ้นนี้คือเขาไม่ได้มองวิวัฒนาการของสังคมอย่างเป็นเส้นตรงและก้าวไปตามลำดับขั้นตายตัวอย่างที่นักศึกษาลัทธิมาร์กซ์จำนวนมากเชื่อกัน

ในงานนี้เขาเริ่มที่ชุมชนบุพกาลซึ่งรวมกลุ่มเป็นชาติกุลหรือเผ่าพันธุ์ ปัจจัยการผลิตยังเป็นกรรมสิทธิ์ของส่วนรวม

จากนั้นชุมชนโบราณจึงพัฒนาเข้าสู่สังคมชนชั้นต่างๆ กัน เขาเสนอว่ามีสามรูปแบบของกรรมสิทธิ์

แบบเอเชียยังเป็นของชุมชนส่วนรวมมาก กรรมสิทธิ์ส่วนตัวน้อยหรือไม่มี

กรรมสิทธิ์แบบโรมันและเยอรมันมีวิวัฒนาการของกรรมสิทธิ์ไปเป็นของปัจเจกบุคคลมากขึ้นจนเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวที่มีกฎหมายรองรับ สองรูปแบบหลังนี้ที่จะสามารถพัฒนาเข้าสู่ระบบทุนนิยมสมัยใหม่ต่อไป

ส่วนรูปแบบเอเชียนั้นมาร์กซ์พูดทำนองว่าไม่เห็นเงื่อนไขและความสามารถภายในสังคมเองที่จะดำเนินเข้าสู่ระบบทุนนิยมได้

แต่เขาไม่ได้วิจารณ์ว่าเป็นจุดอ่อนหรือปัญหาของระบบเอเชีย หากแต่ประเด็นหลังนี้กลายเป็นแนวคิดและทฤษฎีที่นักวิชาการทั้งลัทธิมาร์กซ์และไม่มาร์กซ์นำมาใช้โจมตีหรือสนับสนุนปัญหาการเปลี่ยนผ่านจากระบบศักดินาสู่ทุนนิยม ว่าทำไมถึงเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ หรือทำไมถึงเปลี่ยนผ่านแล้วไม่สำเร็จ

ดังเช่นการเกิดทฤษฎีสังคมกึ่งเมืองขึ้น-กึ่งศักดินาที่นำเสนอโดยเหมาเจ๋อตุงแห่งพรรคคอมมิวนิวต์จีนและรับต่อมาโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

เมื่อการศึกษาปัญหาระยะเปลี่ยนผ่านจากสังคมศักดินาไทยสู่ทุนนิยมยกระดับมากขึ้นในทศวรรษปี พ.ศ.2510 เป็นต้นมา วิวาทะระหว่างนักวิชาการไทยในคำถามว่าหลังจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่งเป็นต้นมา ตามมาด้วยการปฏิรูปสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมา ระบบเศรษฐกิจการเมืองสยามได้เปลี่ยนไปเป็นระบบอะไร ยังเป็นระบบศักดินาหรือเป็นทุนนิยม หรือเป็นกึ่งศักดินากึ่งทุนนิยม

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าคนที่นำแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยวิถีการผลิตแบบเอเชียมาใช้คนแรกคือ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา แห่งกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมือง (จุฬาฯ) ทั้งนี้ เพี่อเลี่ยงการวิเคราะห์สังคมอย่างเป็นเส้นตรงดังที่ฝ่ายลัทธิมาร์กซ์ของ พคท. ได้ใช้กันอยู่

เช่น สังคมเอเชียไม่เคยผ่านยุคทาสมาก่อน แล้วเข้าสู่สังคมศักดินาแบบเอเชียได้เลย

ส่วนแนวคิดวิถีการผลิตแบบเอเชียนั้นสรุปดังนี้ คือ “การไม่มีกรรมสิทธิ์เอกชนในปัจจัยการผลิต เศรษฐกิจแบบพอยังชีพ รวมศูนย์อำนาจที่กษัตริย์ ชุมชนหมู่บ้านพอเพียงในตัวมันเอง โดยที่หัตถกรรมกับเกษตรกรรมไม่แยกจากกัน” (สมศักดิ์ 2525)

แต่สิ่งที่นักวิชาการไทยขาดไปได้แก่ แก่นอันเป็นหัวใจของวิธีวิทยาลัทธิมาร์กซ์ในเรื่องนี้อยู่ที่การค้นหาว่าในแต่ละยุคนั้นระดับของพลังการผลิตและการแบ่งงานในสังคมเป็นอย่างไร อันนำไปสู่การแสดงออกของรูปแบบของกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นตัวบอกชื่อแห่งยุคและวิถีการผลิต

ผมคิดว่าโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จิตรได้ลงมือศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะของพลังการผลิตและความหมายในการปฏิบัติของชนชั้นศักดินาที่เริ่มก่อรูปขึ้นในช่วงปลายชุมชนกสิกรรมต่อระบบศักดินาในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา การอ่านและตีความประวัติศาสตร์ไทยยุคต้นถึงกรุงศรีอยุธยานั้น เขาเน้นไปที่การค้นหาความเป็นมาและความต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่องกับชุมชนไทยกสิกรรมก่อนหน้านี้ หากมีการพัฒนาขึ้นใหม่ด้วยตามพลังการผลิต

เช่น เรื่องการยึดโคตรในชมรมกสิกรรมบุพกาล เหมาะกับชุมชนที่ยังเล็กและผู้มีอายุสูงสุดเป็นคนมีอำนาจดูแลได้ เมื่อสังคมก้าวจากชมรมกสิกรรมมาสู่ระบบผลิตแบบศักดินา ที่มีพื้นที่และคนมากขึ้น รูปการจัดตั้งของสังคมได้เปลี่ยนจากหน่วยโคตรมาเป็นหน่วยบ้านหรือเมือง

หมายความว่า “อำนาจปกครองเปลี่ยนจากการกำหนดด้วยโคตรวงศ์หรือสายโลหิตทางญาติ มาเป็นกำหนดด้วยอาณาเขตที่ดินบริเวณที่แน่นอนขนาดหนึ่ง” กว่าที่เจ้าเมืองผู้ทรงอำนาจสูงสุดใหม่ (ทางขอบเขตดินแดน) จะได้อำนาจและการยอมรับก็ต้องขับเคี่ยวต่อสู้กับเจ้าโคตรมานานหลายชั่วคน

แต่แม้จะเปลี่ยนรูปแบบจัดตั้งและเนื้อหาความสัมพันธ์ทางสังคมใหม่แล้ว ซากของประเพณีโคตรวงศ์ก็ยังคงดำรงอยู่ในระบบอำนาจเจ้าเมืองต่อไป

และนี่คือผลงานที่เป็นอัจฉริยะ (originality) ของจิตรในการวิเคราะห์ถึงการก่อรูปของเศรษฐกิจการเมืองก่อนระบบทุนนิยม อันเป็นแก่นของ “วิถีการผลิตแบบเอเชีย” ของมาร์กซ์ที่แท้มากกว่าการหาคำตอบที่เป็นสูตรตายตัวว่าสังคมไทยเป็นทุนนิยมหรือยัง

บรรณานุกรม

คาร์ล มาร์กซ์. 2561. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ แปล. การก่อรูปของเศรษฐกิจก่อนระบบทุนนิยม กรุงเทพฯ สมมติ.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. 2525. “สังคมไทยจากศักดินาสู่ทุนนิยม” ใน วารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 (มิถุนายน),หน้า 128-164.

Anne M. Bailey and Joseph R. Llobera. 1981. The Asiatic Mode of Production: Science and Politics. London: Routledge and Kegan Paul.

Marion Sawer. 1977. Marxism and the Question of the Asiatic Mode of Production. The Hague: Martinus Nijhoff.

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จิตร ภูมิศักดิ์ เป็น dogmatic Marxist จริงหรือ? (5) จาก โฉมหน้าศักดินาไทยในปัจจุบัน ถึง ‘วิถีการผลิตแบบเอเชีย’ (Asiatic Mode of Production) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...