PTTGC-TOP-IRPC บวกคึก! รับค่าการกลั่นพุ่ง หลังจีนลดส่งออกเชื้อเพลิง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 ต.ค.69) ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีปรับตัวขึ้นอย่างคึกคัก รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคเอเชียที่ตึงตัวขึ้น หลังโรงกลั่นจีนระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันในเดือน ต.ค.2569 เพื่อรักษาระดับสินค้าคงคลังภายในประเทศ หนุนตลาดคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคจะลดลง และช่วยประคองส่วนต่างค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับสูง
โดย ณ เวลา 10:14 น. ราคาหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC อยู่ที่ระดับ 52.00 บาท บวก 1.75 บาท หรือ 3.48% ราคาสูงสุด 52.25 บาท ราคาต่ำสุด 50.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 701.38 ล้านบาท
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 73.75 บาท บวก 2.25 บาท หรือ 3.15% ราคาสูงสุด 74.50 บาท ราคาต่ำสุด 72.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 623.36 ล้านบาท
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 3.00 บาท บวก 0.08 บาท หรือ 2.74% ราคาสูงสุด 3.02 บาท ราคาต่ำสุด 2.92 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 163.19 ล้านบาท
สำหรับแรงซื้อหุ้นกลุ่มดังกล่าว ได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคเอเชียที่ตึงตัวขึ้น หลังโรงกลั่นจีนระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันในเดือน ต.ค.2569 เพื่อรักษาระดับสินค้าคงคลังภายในประเทศ ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคจะลดลง และช่วยหนุนส่วนต่างค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับสูง
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 1 ต.ค.2569 โดยอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมว่า โรงกลั่นน้ำมันของจีนระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันในเดือน ต.ค. ขณะที่ PetroChina ยกเลิกการส่งออกน้ำมันเบนซินและน้ำมันอากาศยานบางส่วน ท่ามกลางความพยายามรักษาปริมาณสำรองเชื้อเพลิงภายในประเทศ หลังระดับสินค้าคงคลังน้ำมันเบนซินและดีเซลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อมารอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 2 ต.ค.2569 ว่า การระงับส่งออกเชื้อเพลิงของจีนทำให้ภาวะอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในเอเชียตึงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าจากจีน ส่งผลให้ส่วนต่างค่าการกลั่นน้ำมันเบนซินในเอเชียปรับขึ้นเหนือ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบ Brent ขณะที่ตลาดน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว
ก่อนหน้านี้รอยเตอร์ระบุว่า ค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำ 10 ppm ในเอเชียปรับขึ้นแตะระดับสูงกว่า 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทาน เมื่อเทียบกับระดับประมาณ 22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนเกิดความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนภาวะตึงตัวของตลาดน้ำมันสำเร็จรูปทั้งในระดับภูมิภาคและตลาดโลก
ภาวะดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อ TOP ซึ่งมีธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจหลัก เนื่องจากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูงมีแนวโน้มสนับสนุน Market GRM และผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงกลั่น
ส่วน IRPC ซึ่งมีธุรกิจครบวงจรทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมี มีโอกาสได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน ขณะที่การฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนอัตรากำไรของบริษัท
ด้าน PTTGC ได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศเชิงบวกของหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี ประกอบกับมีปัจจัยเฉพาะตัวจากความคืบหน้าในการศึกษาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยกับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC
PTTGC เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2569 ว่า การศึกษาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดังกล่าวมีความคืบหน้าตามแผน และเข้าสู่ขั้นตอน Confirmatory Due Diligence พร้อมหารือเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม โดยคาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดหลักภายในเดือน ต.ค.2569 ทั้งโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนของธุรกรรม และมูลค่า Synergy ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ภายใต้กรอบการศึกษาปัจจุบัน ธุรกิจที่จะนำเข้าร่วมทุนครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยของ PTTGC และ SCGC รวมถึงโรงงาน Olefins Cracker โรงงานผลิต Polyethylene (PE) และ Polypropylene (PP) ตลอดจนการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นคาดว่า PTTGC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นสำคัญ
ดังนั้น ภาพรวมการปรับตัวขึ้นของหุ้น PTTGC, TOP และ IRPC จึงมีแรงหนุนสำคัญจากทิศทางค่าการกลั่นและภาวะอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในเอเชียที่ตึงตัว ขณะที่ PTTGC ยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากความคืบหน้าการปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีร่วมกับ SCGC ซึ่งตลาดอยู่ระหว่างติดตามความชัดเจนภายในเดือน ต.ค.นี้