โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ท่านอ๋องบัดซบ!!! «王爷! 您是昏庸人。» Ebook เล่ม5 มาแล้ว

นิยาย Dek-D

อัพเดต 19 ต.ค. 2566 เวลา 09.31 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2566 เวลา 09.31 น. • ลูกแกะขนปุย
“เฮ้อ…เยี่ยหยางหนอ ๆ เจ้าฟันองค์ชายสามไม่พอ ยังฟันแล้วทิ้งอีก ช่างน่าเห็นใจตู๋กูฉิงลั่วจริง ๆ” เยี่ยหยาง “…” เปิ่นหวางไม่ได้ฟันเขาแล้วทิ้ง แต่เปิ่นหวางถูกฟันแล้วชิ่งต่างหาก!!!

ข้อมูลเบื้องต้น

ท่านอ๋องบัดซบ «王爷! 您是昏庸人。»

ใครจะคิดว่าอ๋องน้อยผู้น่ารักจะเติบโตมาได้เสเพลเยี่ยงนี้

เพื่อหลีกหนีบัลลังก์ เขาจึงเลือกเป็นคนบัดซบที่สุดในแผ่นดิน

เพราะเขาไม่ใช่คนของแผ่นดินผืนนี้

กลับเป็น…

จอมเวทหนุ่มวัยสามสิบจะถูกบีบ จดต้องหนีตาย แต่ดันไม่ตายกลับมาอาศัยร่างที่หน้าตาเหมือนกับวัยเด็กของตนราวกับฝาแฝด

ใช่แล้ว…เขากลายเป็นเด็กหนุ่ม ที่แปะป้ายด้วยตำแหน่งท่านอ๋อง แถมมีโอกาสถูกลากไปฆ่าได้ทุกเวลา

แค่นั้นไม่คณามือจอมเวทผู้นี้ เขาจะหาทางกลับบ้านไปให้ได้ ไปไล่เตะตาแก่บ้าอำนาจคนนั้นให้ได้ สัญญาด้วยเกียรติของเจ้าบ้านตระกูลวินเซอร์ที่เขาเพิ่งได้ตำแหน่งมาสองวันเลย

งานนี้จากคุณชายผู้หยิ่งยโสกลายเป็นท่านอ๋องสถุล เสเพล หาคำชมไม่ได้ ในแผ่นดินไม่มีใครรู้จักคำว่าคนบัดซบที่ดีเป็นยังไงเท่าชินอ๋องผู้นี้ จนพังพอนเหลืองจับเขายัดเข้าสำนักฝึกยุทธ แต่เขาก็จะเป็นท่านจอมยุทธบัดซบให้ดู

คำเตือน!!! พระเอกเรื่องนี้ค่าตัวแพงมากกกกก

==================================================================

วรรณกรรมออนไลน์ การคุ้มครอง

งานวรรณกรรมเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ ลิขสิทธิ์ 2537 ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองทันทีที่ได้สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน และเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการบริหารจัดการสิทธิของตน ซึ่งได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ กับอีกห้าสิบปีภายหลังผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย ถ้าผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ลิขสิทธิ์ในงานนั้นจะมี อายุการคุ้มครอง 50 ปี นับจากสร้างสรรค์หรือโฆษณา ดังนั้นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อนมิฉะนั้นอาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

=============================================================

คำศัพท์ สำนวน และรายละเอียดเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้
มาตราเวลา
1 เค่อ = 15 นาที
1 ก้านธูป = 15 นาที หรือ 1 เค่อ
1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง

มาตราเงินตรา
1 ก้วนเหรียญทองแดง = 1000 อีแปะ
1 ก้วนเหรียญทองแดง = 1 ตำลึงเงิน
1 ตำลึงเงิน = 1 ก้วนเหรียญทองแดง
1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน

ยามเวลา
ยามจื่อ 23.00 น. - 24.59 น.
ยามโฉ่ว 01.00 น. - 02.59 น.
ยามอิ๋น 03.00 น. - 04.59 น.
ยามเหม่า 05.00 น. - 06.59 น.
ยามเฉิน 07.00 น. - 08.59 น.
ยามซื่อ 09.00 น. - 10.59 น.
ยามอู่ 11.00 น. - 12.59 น.
ยามอุ้ย 13.00 น. - 14.59 น.
ยามเซิน 15.00 น. - 16.59 น.
ยามอิ่ว 17.00 น. - 18.59 น.
ยามซวี 19.00 น. - 20.59 น.
ยามไฮ่ 21.00 น. - 22.59 น.

คำศัพท์ภาษาจีนที่ใช้ในเรื่อง

ในวัง :
หวงตี้ – คำเรียกฮ่องเต้
หวงช่าง - ฝ่าบาท (คำเรียกหวงตี้)
หวงโฮ่ว – พระอัครมเหสี, ฮองเฮา
หวง/หวงจื่อ - องค์ชาย (เป็นการเรียกโดยไม่ระบุถึงตำแหน่งหรือยศที่ได้รับ)
กุ้ยเฟย – พระมเหสี/พระสนม(รองจากหวงกุ้ยเฟยและฮองเฮา)
ไท่จื่อ – องค์ชายรัชทายาท
ชินอ๋อง - ตำแหน่งองค์ชายที่มอบให้แก่พี่ชายน้องชายของฮ่องเต้
(พระโอรสในชินหวังจะมีตำแหน่งเป็นชินอ๋องต่อจากพระบิดา)
จิ้นอ๋อง - องค์ชายตำแหน่งรองจากชินอ๋อง
ซื่อจื่อ - บุตรชายในชินอ๋องที่จะได้รับตำแหน่งชินอ๋องต่อ
ฉ่างจื่อ - บุตรชายในจิ้นอ๋อง
กงจู่ – องค์หญิง
เจิ้น – คำเรียกแทนตัวเองของฮ่องเต้
ปี้เซีย – คำเรียกจักรพรรดิ/ฮ่องเต้ เวลาขุนนางคุยกับจักรพรรดิ/ฮ่องเต้
หวางเยี่ย – คำที่ใช้เรียกเชื้อพระวงศ์(ชาย)
เปิ่นหวาง – คำที่เชื้อพระวงศ์(ชาย)ใช้เรียกตัวเอง
เปิ่นกง – คำที่เชื้อพระวงศ์(หญิง)ใช้เรียกตัวเอง
เฉิน – คำเรียกแทนตัวเองของพวกขุนนาง
เหนียงเหนี่ยง – ใช้เรียกพระสนมและฮองเฮา

ขุนนาง :
ไท่ฝู - ราชครู(ประจำตัวตัวฮ่องเต้/พระจักรพรรดิ)
ต้าซือถู - อุปราช(ตำแหน่งเทียบเท่าอ๋อง)
ต้าซือคง – อัครเสนาบดีฝ่ายพลเรือน
ต้าซือหม่า – เสนาบดีฝ่ายการศึก (สูงกว่าต้าเจียงจวิน)
ถิงเว่ย - ขุนนางที่รับผิดชอบดูแลการพิจารณาการสอบสวนและการศาล
ต้าซือหนง - ขุนนางที่รับผิดชอบดูแลเสบียงและการคลัง
เส้าฝู่ - ขุนนางที่รับผิดชอบดูแลการจัดเก็บภาษีของแผ่นดิน
ต้าเจียงจวิน – แม่ทัพใหญ่ (อยู่ภายใต้สังกัดต้าซือหม่า)
เจียงจวิน – แม่ทัพ ซ่างซู –
เจ้าเมือง กงกง - ขันที
(ชื่อ)จวิน - แม่ทัพ… (ในกรณีที่ไม่สนิท)

ทั่วไป :
กูเหนียง – แม่นาง
เสี่ยวกูเหนียง - แม่นางตัวน้อย
เหลาเหย่ - ตาแก่, ตาเฒ่า
เจี่ยเจีย – พี่สาว
เม่ยเมย - น้องสาว
ต้าเกอ – พี่ชายคนโต
เอ้อร์เกอ – พี่ชายคนรอง
ฟูเหริน/ฮูหยิน – ภรรยา
อ้ายเหริน - คนรัก/ผู้เป็นที่รัก (ในสมัยก่อนมักจะใช้สำหรับสามี-ภรรยาเรียกกัน)
เซี่ยงกง/ฟูจวิน - (ภรรยาเรียกสามี)
กงจื่อ - คุณชาย (ใช้สำหรับเรียกบุรุษที่มียศสูงเช่นพวกขุนนางและองค์ชาย)
เสี่ยวไหจื่อ - เด็กน้อย
เจี้ยเช่าเหริน - พ่อสื่อแม่สื่อ

ท่านอ๋องบัดซบ : ปฐมบท - กบฏ

ท้องฟ้าโปร่งสายลมพัดเอื่อยเย็นสบาย แสงแดดส่องกระทบผืนน้ำสีน้ำเงินครามราวกับอัญมณี คลื่นทะเลหมุนเกลียวซัดกระทบกราบเรือเป็นจังหวะ เป็นฟองคลื่นสีขาวแตกฟ่องละลายหายไป มีเรือสำราญลำใหญ่ล่องลดเลี้ยวอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรกว้างไพศาลสุดลูกลูกตา

เสียงสังสรรค์เฮฮาสนุกสนานดังมาจากบนเรือสำเภาใหญ่ของชินอ๋องที่พาพระชายาเอก และอ๋องน้อยมาประพาสดูความแปลกใหม่ของบรรยากาศนอกเมืองหลวง

บนลำเรือต่างมีบ่าวไพร่มากมายเกือบร้อยคนที่คอยติดตามมารับใช้เจ้านายอย่างใกล้ชิด แต่เสมือนพวกเขาก็ได้มาพักผ่อนด้วยไม่ต่างกัน นับว่าพากันมาเที่ยวกันยกตำหนักอ๋อง

“เสด็จแม่ ๆ พี่ปลาตัวหย้ายใหญ่” นิ้วมือสั้นป้อมชี้ไปที่มัจฉาตัวไม่น้อย แทบจะทับผู้ใหญ่คนหนึ่งขาดอากาศหายใจตายได้ โผกระโดดโลดแล่นจากท้องทะเล

“น่ารัก… หยางหยางชอบ” เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วถ้อยพาทีของอ๋องน้อย ชวนให้ทุกคนที่ได้ยินเก็บรอยยิ้มไว้ไม่มิด คือ มู่หรงเยี่ยหยาง

เชื้อพระวงศ์ตัวจิ๋ว น่ารักน่าเอ็นดู แขนขาสั้น ๆ อ้วนป้อมเป็นข้อป้องน่าฟัด ทุกคนที่เห็นการเติบโตของเจ้าก้อนแป้งขาวต่างเห็นแววความฉลาด เฉียบคม และมากพรสวรรค์ตั้งแต่วัยเยาว์ อีกทั้งยังเป็นที่รักของทุกคนไม่เว้นเสด็จลุงแท้ ๆ ผู้เป็นองค์รัชทายาทองค์ปัจจุบันและเสด็จอา รวมทั้งถังฮองเฮาผู้เป็นเสร็จย่าก็เอ็นดูหลงใหลความน่ารักของเด็กชายหัวปักหัวปำ

“หลงหมิง ดูลูกหยางสิเพคะ เห็นทีกลับไปครานี้ เราสองคนคงต้องทานปลากันอีกนาน”

ชินหวางเฟยผู้เป็นภรรยาและมารดาใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำลายเจ้าตัวน้อยที่ชี้มือชี้ไม้ชอบใจไปที่เหล่าปลาทั้งหลาย แต่น้ำลายเจ้าตัวกับไหลย้อยยืดเก็บอาการไม่มิด

เด็กน้อยดวงตาแวววาวเป็นประกายระยิบระยับ จนบรรดาปลาทั้งหลายที่แหวกว่ายบริเวณนั้น รู้สึกรัศมีไอสังหารที่ไม่ชอบมาพากลที่แผ่ออกมาจากเจ้าตัวน้อย ต่างทยอยว่ายหนีตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดรักษาชีวิตของพวกมัน

“พี่ก็คิดเช่นนั้น วังของเราคงต้องขยาดปลาไปอีกนานเชียว ฮ่าฮ่าฮ่า” ชินอ๋องยืนอยู่ด้านหลังหวางเฟยหัวเราะอย่างมีความสุข

สายตารักใคร่มองพระชายาและท่านชายน้อยด้วยแววตาอบอุ่น โอบกอดทั้งสองไว้ในอ้อมกอดหลวม ๆ ซึมซับบรรยากาศของทะเล

แต่…โบราณเคยมีคำพูดว่า ความสุขอยู่กับเราเพียงช่วงครู่ นั้นกลับเป็นความจริง

จู่ ๆ ท้องฟ้าที่เปิดกว้างกลับมืดทะมึน คลื่นลมกระโชกแรง ท้องทะเลปั่นป่วน ราวกับเงามืดได้ย่ำกลายเข้ามาหา สายฟ้าฟาดผ่ากลางมหาสมุทรอย่างแรงสร้างความน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก กลายเป็นเสียงฟ้าร้องลั่นสะท้านผืนน้ำ

เสียงระเบิดดังขึ้นกลางห้องเก็บเสบียงกลางท้องเรือ เรียกความแตกตื่นจากผู้คนบนเรือจนอกสั่นขวัญแขวน

เพราะพวกเขาหาได้อยู่บนพื้นดินที่เหยียบยืนได้ แต่อยู่บนพื้นน้ำ

หากพวกเขาต่างก็ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว หยิบจับอาวุธพร้อมรับมือกลับเรื่องที่คาดไม่ถึง สายตากวาดมองเตรียมป้องกันตัวเอง

เหล่ากิเลนกลุ่มองครักษ์ของชินอ๋องที่ขึ้นตรงต่อเขาเพียงคนเดียว กระโจนออกมาพร้อมสอดส่องหามือสังหาร แม้ก่อนหน้านี้เขาจะสนุกสนานไปกับพวกพ้องบนเรือก็ตาม

“คุ้มกันท่านอ๋อง!!!” เสียงองครักษ์ดังขึ้นอย่างรู้หน้าที่ เหล่ากิเลนกลุ่มองครักษ์ต่างแยกไปวางกำลังรอบตัวเรือ

“ท่านอ๋อง! ทางปลอดภัยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

“เปิ่นหวางปลอดภัย ทำไมถึงมีพลุระเบิดอยู่บนเรือได้?”

น้ำเสียงนุ่มนวลอันมั่นคงของมู่หรงหลงหมิงชินอ๋องแห่งราชอาณาจักรซีเว่ยสอบถามสาเหตุที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น เขากังวลว่าเหตุการณ์นี้จะทำอันตรายฮูหยินกับบุตรชายของเขา แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบ ระเบิดก็ดังขึ้นเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า พรากชีวิตคนของชินอ๋องไปไม่น้อยอย่างไม่รู้ตัว

ขบวนเรือแตกพ่ายไร้รูปแบบ ถูกโจมตีอย่างรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว มือสังหารมากมายที่แฝงตัวเข้ามาในฐานะลูกเรือปรากฏขึ้นอย่างไม่รู้ตัวลงมือเหี้ยมโหด เข้าเข่นฆ่าอย่างไม่ปรานี

กลิ่นคาวเลือดลอยฟุ้งกลางอากาศกลบกลิ่นอายเค็มของทะเล เรือหลายลำอับปางลงผู้คนหลายคนลอยคออยู่ในทะเล

องครักษ์หน่วยกิเลนของชินอ๋องเข้ารับมือกับมือสังหารที่แฝงตัวอยู่บนเรือ พุ่งฟาดฟันกับพวกมัน แม้พวกเขาฝีมือจะเป็นยอดฝีมือชั้นสูง แต่จำนวนกลับด้อยกว่าหลายส่วน คาดว่าพวกมันคงวางแผนมานานปีถึงแฝงตัวมาเป็นข้ารับใช้ในตำหนักชินอ๋องมากถึงเพียงนี้โดยไม่มีผู้ใดสงสัย

ดวงตาเมล็ดชิ่งประกายอ่อนโยนฉับพลันปะทุด้วยอายสังหาร กวาดมองผู้บุกรุกที่อาจหาญมาขัดขวางความสุขของครอบครัวพ่อแม่ลูก กระบี่อ่อนที่คาดอยู่บนเอวไม่คาดว่าจะได้ชักออกจากฝัก

มือซ้ายของชินหวางเฟยอุ้มบุตรชาย มือขวาถือกระบี่อ่อนพร้อมที่จะรุกและถอย

ในขณะที่ชินอ๋องรุดหน้าปกป้องลูกเมียของเขาอยู่เบื้องหน้า รัศมีปราณยุทธแผ่ซ่านปรากฏให้เห็นเงาของกิเลนสวรรค์ห้าธาตุ พุ่งตรงเข้าไปสังหารผู้บุกรุก

“ถงถงเจ้าบาดเจ็บหรือไม่” ชินอ๋องถามคู่ชีวิตของตนอย่างเป็นห่วง เขายืนหยัดอย่างมั่นคงบนดาดฟ้าเรือโคลงเคลง สายตารอบระวังมือสังหารที่องครักษ์กำลังรับมืออยู่รอบ ๆ

“ไม่เป็นไรหลงหมิง แล้วท่านล่ะ” พักตร์งามของชายาเอกเปื้อนเขม่าดำไปหมด ในอ้อมกอดพยายามบดบังภยันตรายให้ลูกชายตัวน้อย ปัดป้องคมดาบที่มุ่งเข้ามาด้วยกระบี่อ่อน

ดวงตาของอ๋องน้อยเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกตกใจ แต่ก็ว่าง่ายอย่างรู้ความไม่ตกใจจนร้องงอแง

ธงโจรสลัดกุ่ยไห่ที่ครองน่านน้ำในแถบนี้คู่กับธงสัญลักษณ์จิ้นอ๋องโบกสะบัดในกองเรือที่โอบล้อมเข้ามา

เสียงโห่ร้องตะโกนกู่ก้องดังจนคนของชินอ๋องต่างสิ้นหวัง ด้วยจำนวนคนที่ต่างกันหลายสิบเท่า อีกทั้งผู้บุกรุกต่างเป็นนักฆ่าสังหารมืออาชีพ ต่างกับพวกเขาที่เป็นบ่าวไพร่ที่มีวรยุทธติดตัวเล็กน้อย

กองเรือผู้บุกรุกทอดสมอจอดเรือเทียบกับขบวนเรือของชินอ๋อง พลาดไม้กระดานกว้างราวหนึ่งฉื่อ[1]ข้ามมาอย่างง่ายดาย เข็นฆ่าผู้คนอย่างเหี้ยมโหด สาวใช้ถูกฉุดลากไปขืนใจย่ำยี ท่ามกลางกองซากไร้ลมหายใจ

ประกายกระบี่ปะทะกันวูบวาบทั่วบริเวณ ชินอ๋องมู่หรงหลงหมิงตอบโต้รับมือกับนักฆ่าหลายคน ตัวเขาถือเป็นขุนนางบุ๋นคนหนึ่งแต่ใช่ว่าจะมือไม้อ่อนจับดาบจับกระบี่ไม่เป็น

“จิ้นอ๋องก่อกบฏ เขาทำไปเพื่ออะไรกัน!!! ในเมื่อข้าก็เคารพรักเขาดั่งพี่ชาย…”

ชินอ๋องคำรามอย่างครุ่นโกรธทั้งเสียใจ ไม่คิดเลยว่าวันที่มีความสุขสมบูรณ์พร้อมจะถูกลบออก ด้วยความกระหายอำนาจที่ไม่ใช่ของตนเหมือนพี่ชายต่างแม่ผู้นี้

ความจริงและความเสียใจผิดหวังประดังเข้าใส่ชินอ๋อง ไม่เพียงแค่ระเบิดที่จะคร่าชีวิตพวกเขา ยังมีมือสังหารที่แอบแฝงตัวอยู่ด้วย

จิ้นอ๋องไม่กลัวเลยที่จะเปิดเผยว่าตนก่อกบฏ ชูธงประจำตัวเด่นหราประกาศว่าเป็นตัวเอง เขาวางแผนมานานและทำได้ดีอีกด้วย ปกปิดหลอกลวง คิดฆ่าคนปิดปากกลางผืนน้ำ ดูยังไงก็ไม่คิดเหลือทางรอดให้เขา

เพียงแต่ลูกเมียเขาอีกฝ่ายก็ไม่คิดเก็บไว้ นัยน์ตาแดงก่ำของชินอ๋องผูกใจเจ็บที่เชื่อถือไว้ใจคนผิด ทำให้คนรักและรอบข้างเขาต้องพบจุดจบที่น่าอนาถเช่นนี้

ชายหนุ่มประมือไปหลายกระบวนท่าผลลัพธ์ช่วงชิงความได้เปรียบไม่น้อย ถึงแม้ว่าเขาจะมีฝีไม้ลายมือเก่งกาจแค่ไหน ก็เพลี่ยงพล้ำลงให้กับความโสมมของนักฆ่าจ้างวานที่ไม่เลือกวิธีสังหาร

คมกระบี่อาบยาพิษต่างทิ่มแทงเข้าจุดตายของเขาที่ยืนอยู่เบื้องหน้าภรรยาและลูก หมายปกป้องทั้งสองให้ได้มากที่สุด

พิษร้ายแรงแล่นเข้าสู่ร่างกายอย่างฉับไวยิ่งชินอ๋องขยับร่างกายมากเท่าไหร่ พิษก็กระจายไปทั่วร่างเร็วเท่านั้น ภาพสุดท้ายของชีวิตเขา คือ ชินหวางเฟย ภรรยาของเขาผู้ที่เก็บงำวิชากระบี่ยิ่งกว่าเขาร่ายรำวาดกระบี่แทงทะลุร่างของนักฆ่าที่ลงมือกับเขา ท่ามกลางม่านน้ำตาที่ไหลอาบหน้านางกับแววตาตกตะลึงของลูกน้อยวัยสามหนาว

วังชินอ๋องที่แยกตัวประกาศจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนนานแล้ว ขอไม่เข้าไปยุ่งพัวพันแย่งชิงบัลลังก์มังกรที่อาบไปด้วยเลือด

ความวุ่นวายต่าง ๆ นานาที่ต้องเเลกด้วยชีวิต กลับต้องเผชิญเคราะห์ร้ายกรรมซัดไม่ต่างกับเชื้อพระวงศ์คนอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

ในขณะที่ทะเลสีเลือดไหลหนองย้อมมหาสมุทรซีไห่ ทางเมืองหลวงของราชอาณาจักรซีเว่ยกลับมีเมฆหมอกสีดำลอยปกคลุมทั่วทั้งผืนฟ้าดูมืดมน บรรยากาศมืดครึ้มอึมครึมอันน่าอึดอัดครอบคลุมทั้งเมือง ฟ้าฝนโหมกระหน่ำตกหนักมาร่วมสัปดาห์ไม่มีทีท่าจะหยุดลง

ถังอี้หงฮองเฮาแห่งราชอาณาจักรซีเว่ย เหม่อมองน้ำฝนที่สาดกระหน่ำผ่านหน้าตาบานใหญ่ สีหน้ากังวลของแม่ของแผ่นดินเผยออกมาอย่างชัดเจน

“หวงโฮ่ว ทรงพักผ่อนเถอะเพคะ”

“หลิวหยุนฟ้ากำลังเปลี่ยนสี ข้าเป็นห่วงพวกเขา”

“องค์รัชทายาททรงอ่านฎีกาพำนักอ่านฎีกาพำนักปลอดภัยอยู่ที่ตำหนักบูรพา มีองครักษ์หลวงมากมายคอยคุ้มกัน ชินอ๋องก็ทรงพาท่านอ๋องน้อยกับพระชายาไปประพาสที่ทะเลซีไห่ที่ทะเลซีไห่ ส่วนองค์ชายเจ็ดพระองค์ยิ่งไม่ต้องเป็นห่วงเลย พระองค์ก็ทรงทราบองค์ชายเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าจิ้งจอก ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนบนแผ่นดินใหญ่ยังไม่มีผู้ใดทราบเลย ทุกพระองค์กำลังมีความสุขในชีวิตของตัวเอง ฮองเฮาทรงอย่าวิตกกังวลพระทัยเลยเพคะ”

หลิวหยุนนางกำนัลคนสนิทผู้ติดตามถังอี้หงมาตั้งแต่เป็นคุณหนูสกุลถังมา จนกระทั่งนางเป็นมารดาของแผ่นดินในปัจจุบัน เวลาที่ใช้ร่วมกันดุจดั่งพี่น้อง

“ข้ารู้ แต่สุขภาพของฝ่าบาท…”

ฮองเฮาสกุลถังมองหน้าสหายสนิทเผยความกังวลใจที่ปิดไม่มิด

“เปิ่นกง[2]กลัวมีคนก่อกบฏ”

ถังอี้หงสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในเมืองหลวง ภายนอกดูเหมือนสงบ แต่กลับมีคลื่นพายุกำลังก่อตัวเตรียมโหมกระหน่ำ สีหน้ามารดาของแผ่นดินซีเว่ยเคร่งขรึมด้วยความกังวล สัญชาตญาณความเป็นแม่สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลังคุกคามลูก ๆ ของนาง จนหัวใจไม่อาจสงบ

“เต๋อเฟย นางกำลังทำอะไรกันแน่?”

เม็ดฝนโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ผู้คนที่เดินขวักไขว่สวนกันอยู่บนท้องถนนล้วนรีบร้อนก้าวเท้าอย่างว่องไว บรรยากาศเย็นยะเยือกท้องฟ้าดำมืดไม่นานฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่

ณ.โรงเตี๊ยมโหย่วซิ่ว

ชายหนุ่มรูปลักษณ์สง่างามนั่งปล่อยแรงกดดันที่มองไม่เห็นอยู่ในห้องลับของโรงเตี๊ยม ดวงตาของฉายแสงเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อได้ยินข่าวที่สายลับส่งเข้ามาพร้อมกับท้องฟ้าที่ส่งเสียงยินดีดังคำรามลั่นครืนใหญ่

ครืน ครืน!!!

“หึ ๆ ลงนรกไปแล้วสินะน้องชายของข้า”

น้ำเสียงอำมหิตไปปกปิดกลิ่นอายชั่วร้ายเอ่ยขึ้นราวกับเป็นเรื่องธรรมดาปกติ จากนั้นก็หันไปที่ประตูที่เคาะเรียกขออนุญาตคนด้านในห้อง

“เข้ามา”

บานประตูลับเปิดออกพร้อมร่างชายคนหนึ่ง “ข้าน้อยคารวะจิ้นอ๋อง”

ร่างในเสื้อคลุมสีดำก้มหัวเล็กน้อยเผชิญหน้ากับความเงียบ จึงรีบเอ่ยธุระของตน “จิ้นอ๋อง ทุกอย่างพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

น้ำเสียงแหบแห้งไม่บ่งบอกตัวตนรายงานสิ่งที่ลงมือทำตามแผนการที่วางไว้ อีกไม่นานทุกอย่างก็จะอยู่ในกำมือ

ชายรูปงามที่นั่งฟังชายชุดคลุมสีดำ คือ จิ้นอ๋อง โอรสคนแรกของจักรพรรดิเฉียนเฮ่า มู่หรงเฉียนเฮ่า ฮ่องเต้แห่งราชอาณาจักรซีเว่ย เขาเป็นองค์ชายพระองค์โตที่ถูกพระราชบิดากีดกันจากบัลลังก์ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลูกคนแรก และฐานันดรศักดิ์ภูมิหลังฝั่งมารดาก็ไม่ใช่ต่ำ ทำให้เขาเหมือนคนนอกจนสะสมความคับแค้นรอวันที่ทวงคืนความเป็นธรรมให้ตัวเอง

“ฟ้ามืดเมื่อไหร่ก็เริ่มได้”

น้ำเสียงไม่แยแสจ้องมองใบชาในถ้วยแก้วหลิวหลี เงยหน้าขึ้นจ้องตาชายชุดคลุม “ต้องสำเร็จเท่านั้นห้ามพลาดเด็ดขาด”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ชายชุดคลุมน้อมรับคำสั่งด้วยรอยยิ้ม หันหลังออกไปดวงตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ คล้อยหลังไปเขาก็พึมพำด้วยความตื่นเต้น

“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่เปิ่นหวางจะขึ้นเป็นโอรสสวรรค์แทนท่าน…เสด็จพ่อ

==========================================================================

สำหรับนายท่านนายหญิงคุณชายคุณหนูที่เคยเข้ามาอ่านก่อนทำการรีไรท์ เนื้อหาในเรื่องได้มีการเพิ่มรายละเอียด ปรับ และกระชับโครงเรื่องใหม่ทั้งหมด ข้าน้อยจึงขอแจ้งให้ทุก ๆ ท่านทราบมาณ.ที่นี้เจ้าค่ะ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านในชีวิตจริงที่แสนปวดหัวและวุ่นวายนะเจ้าคะ

ป.ล. รักและคิดถึงทุกท่าน

*แก้ไขครั้งที่1

[1] ฉื่อ หรือ เชียะ (尺 : chǐ) : 1 ฉื่อ เท่ากับ 10 ชุ่น ยาวประมาณ 1 ฟุต

[2]เชื้อพระวงศ์หญิง เช่น ไทเฮา ฮองเฮา พระสนมชั้นสูง องค์หญิง มักมีคำเรียกแทนตัวเองว่า “เปิ่นกง”

ท่านอ๋องบัดซบ : บทที่ 1 กลายเป็นยอดเสเพลแห่งวังหลวง

“บังอาจ!!!”

เสียงพูดคุยจอแจหยุดลงทันควัน ทุกคนต่างกลั้นลมหายใจดังเฮือกตกใจหัวใจแทบร่วงอยู่ที่พื้น แต่เมื่อหันมากับพบชินอ๋องเชื้อพระวงศ์ระดับสูงผู้ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับฮ่องเต้ตวาดเสียงดังขึ้นกลางวง

เหล่าเจ้าของเสียงนินทาทั้งหลายลูบอกอย่างโล่งใจ ทันทีที่พบว่าเป็นผู้ใด ต่างปรับสีหน้าท่าทางไม่ใส่ใจผู้มาใหม่เช่นเดิม

ก่อนหน้านี้พวกเขากลัวว่าจะเป็นผู้อื่น

ล่วงเกินเบื้องสูงท่านอื่น

แต่เป็นคนผู้นี้…

เหอะ ๆ

ผู้ไม่อาจหยุดปากเหล่าสหายเสเพลที่ร่วมดื่มกินเที่ยวเล่นของคนผู้นี้ได้ และเปิดหัวข้อสนทนาที่หมิ่นประมาทเชื้อพระวงศ์ของราชอาณาจักรซีเว่ยที่มีเพียงผู้เดียวที่สามารถเอ่ยปากนินทาได้ต่อ

คือ…ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยางแห่งราชอาณาจักรซีเว่ย

ชินอ๋องผู้นี้เป็นทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของชินอ๋องมู่หรงหลงหมิงกับพระชายาเอกป๋ายหยู่ถงที่ประสบเคราะห์กรรม ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์กบฏแถบคาบสมุทรชิงไห่เมื่อสิบปีก่อน

เขารับสืบทอดตำแหน่งของบิดาตั้งแต่เยาว์วัยไม่รู้ความ และเป็นเพียงผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมออกประพาสครั้งโน้น

เนื่องจากบิดาเป็นน้องชายแท้ ๆ โดยสายเลือดที่มีพระมารดาคนเดียวกันกับอดีตไท่จื่อ[1]มู่หรงเพ่ยจวินที่ตอนนี้ผู้คนต่างคาดว่าสิ้นลมไปตั้งแต่เยาว์วัย แต่สวรรค์ยังคงปรานีให้เด็กหนุ่มเหลือญาติสนิทอีกคน อย่างฉีอ๋องมู่หรงหย่งสือผู้เป็นน้องชายอีกคนของมู่หรงหลงหมิง ที่ตอนนี้เป็นฮ่องเต้บนบัลลังก์มังกรแห่งราชอาณาจักรซีเว่ย คอยคุ้มกะลาหัวให้ท่านอ๋องผู้ว่างงานผู้นี้

หลังเหตุการณ์ครานั้น ทำให้อ๋องน้อยน่ารักผู้เป็นที่รักของทุกคนเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้าอย่างสิ้นเชิง จากเด็กที่ร่าเริง สนุกสนาน กลายเป็นเด็กเงียบขรึมไม่พูดไม่จากับผู้ใด เป็นดั่งเรือใบไม้ล่องลอยเพียงลำพัง

ทุกคนรอบข้างต่างอดสงสารไม่ได้ และคิดว่าท่านอ๋องน้อยผู้นี้คงวิปลาส สติหลุดลอยไปกับภาพพระบิดาและพระมารดาที่ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา ทำให้ปิดกั้นตัวเองจากผู้อื่น

โศกนาฏกรรมในตอนนั้นกว่าจะหาตัวของอ๋องน้อยพบ ก็อีกสองปีต่อมาสภาพของเด็กชาย ก็ใกล้เส้นชีวิตขาดอยู่รอมล่อ

เด็กน้อยถูกฉุดแย่งเยื้อออกมาจากขอบเหวห้วงอเวจี ร่างกายทรุดโทรมซูบผอม เนื้อตัวสกปรกมอมแมน จนยากจะแยกได้ว่าเขา คือเชื้อพระวงศ์องค์น้อยที่ถูกตามหา

มีเพียงสร้อยหยกขาวกรงเล็บมังกรที่คล้องอยู่บนคอ เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันว่าพระองค์ คือ มู่หรงเยี่ยหยาง และใบหน้าที่ฮ่องเต้มู่หรงหย่งสือและไทเฮาหลิวอี้หงไม่เคยลืมเลือน ใบหน้าที่เป็นตัวแทนพี่ชายและลูกชายของพวกเขา

เยี่ยหยางกลายเป็นเด็กเงียบขรึมอยู่หลายปี จนทุกคนรอบข้างต่างกังวลเป็นห่วง จนห้าขวบเริ่มตีคน เจ็ดขวบดื่มเหล้า เก้าขวบกล้าเหยียบหอโคมเขียวโคมแดง กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มเกเร เป็นคนเหลาะแหละ ดูไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวที่สุด นำหน้าเหล่าคุณชายที่วัน ๆ เอาแต่กินเล่นผลาญเงินทอง

เป็นยอดคุณชายเสเพล สำมะเลเทเมา ที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างด่าลับหลัง บางคราก็โพล่งต่อหน้าเจ้าตัว สร้างข่าวคราวชื่อเสียงเสียหาย จนไม่มีหน้าให้เสียได้อีก ไม่ว่าจับปลา ชนไก่ แข่งลูกเต๋า ตีจิ้งหรีด ทุบตีเตะคนโดยไม่รู้สึกรู้สา ไม่มีความเกรงกลัว เขาล้วนทำมาแล้วทุกสิ่ง

ความสามารถด้านนักเลงอันธพาล เขากลับเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้า เหล้านารีแดงยันพยัคฆ์คำรามไม่อาจทำให้เด็กชายดื่มแล้วเมามายแม้แต่น้อย คอทองแดงเหมือนยกซดน้ำแกง

ชินอ๋อง-มู่หรงเยี่ยหยางเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในหมู่ของพวกเสเพลในเมืองหลวง โจรผู้ร้าย นักต้มตุ๋นหลอกลวงกับชิดเชื้อสนิทสนมท่านอ๋องผู้นี้ดังสหาย นักเลงอันธพาลไม่มีใครที่ไม่เคยเสวนากับเขา

คำว่าตัวบัดซบที่ดีเป็นอย่างไร คงมีแค่ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยางเท่านั้นที่สามารถอธิบายได้ถึงแก่นแท้ของความหมายได้

แต่ถึงแม้เขาจะเลวร้ายบัดซบถึงแก่นเพียงใด ผู้คนด่าว่าสาดเสียเทเสียเพียงใด ก็ไม่เคยมีใครตายในน้ำมือฝ่าเท้าของชินอ๋อง ทำให้ฮ่องเต้ได้แต่จนใจ ปิดตาข้างหนึ่งหลับตาอีกข้างโบกมือปล่อย ๆ เขาไปอย่างช่วยไม่ได้

“ชินอ๋องมาแล้ว นั่ง ๆ” เหล่าคุณชายสหายเสเพลตบเก้าอี้ชวนนั่งอย่างเป็นกันเอง คุณชายทั้งหลายนี้เป็นกลุ่มคนประเภทกินอิ่มทั้งวัน ไร้ประโยชน์เสียจริง

“เปิ่นหวาง[2]มาแล้ว” มู่หรงเยี่ยหยางที่ส่งเสียงดังมาตั้งแต่หน้าประตูก้าวฉับ ๆ นั่งลงตรงเก้าอี้ว่างอย่างไม่ถือยศศักดิ์ไม่ห่วงภาพพจน์ มือคว้าป้านสุรายกขึ้นดื่มแต่หัววัน แล้วค่อยต่อบทสนทนาสบถว่าสหายปากไร้หูรูดชุดใหญ่

“นี่! พักนี้พวกเจ้าเหิมเกริม ปากกล้าขึ้นไม่น้อย นินทาเปิ่นหวางโจ่งแจ้งเกินไปแล้ว ๆ”

“ไม่ว่าอย่างไร เปิ่นหวางก็ยังเป็นเชื้อพระวงศ์คนหนึ่ง หากปากพวกเจ้าไม่มีรูด จับจูงขาตัวเองขึ้นศาล ดาบพาดลำคอ ก็ไม่ต้องมาร้องห่มร้องไห้พามารดาพี่สาวน้องสาวมาอ้อนวอนข้าเลยนะ!”

ชินอ๋องหุบพัดยกมันตบกะโหลกสหายเสเพลที่พูดจาไม่เข้าหูเขาอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้ แต่ความจริงก็ไม่ได้ใส่ใจคำพูดนินทาของเหล่าสหายคุณชายทั้งหลาย ทั้งไม่ถือตัวพูดเล่นสนทนากันอย่างสนิทสนม

“โถ่!!! ท่านอ๋อง”

“หยุด! ข้าขี้เกียจฟังพวกเจ้าพล่ามจนน้ำลายแตกฟอง” ท่านอ๋องยื่นมือเอื้อมหยิบจับตะเกียบคีบจ้วงอาหารเข้าปาก

“อื้อ… ฝีมือเหล่าเหยียนไม่ผิดหวังจริง ๆ รสชาติเลิศรสกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเคย” มู่หรงเยี่ยหยางเอ่ยปากชมพ่อครัวประจำบ่อนซีเป่าชางที่เขาเข้ามาใช้บริการจนเป็นลูกค้าประจำ “จริงสิ เมื่อครู่พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกัน”

“ก็เรื่องที่องค์รัชทายาทไง เขาได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้ไปศึกษาวิถีทางเต๋ายุทธที่เทียนถูหวู่” หนึ่งในผู้ร่วมวงโต๊ะทานอาหารบอก “พวกเราเลยกำลังเปรียบเทียบท่านกับไท่จื่ออยู่พอดี”

“นี่พวกเจ้า!!! ข้าระดับไหนกัน ลู่เฉินไม่มีทางเทียบข้าได้อยู่แล้ว”

มู่หรงเยี่ยหยางแย้งทันควัน พร้อมยืดอกภาคภูมิใจในตัวเอง เพื่อนร่วมโต๊ะที่เห็นท่าทางนั้น ก็กลอกตามองบนมองเอือมพร้อมกัน จากนั้นค่อยเอ่ยชมเชยท่านอ๋องสหายสูงศักดิ์ และคนผู้นั้นก็คือ คุณชายเซียว บุตรชายหัวหน้าองครักษ์วังหลวง ผู้ขึ้นชื่อความเสเพลไม่แพ้กัน เป็นลูกไล่ลูกตามจอมบัดซบไปทุกหนทุกแห่งอย่างเซียวอวี้

“ไม่มี ๆ ไม่มีใครเทียบท่านได้หรอก ยอดคุณชายเสเพลแห่งวังหลวง”

“เฮอะ… เจ้าพูดไม่ดูหนังหน้าตัวเอง” เยี่ยหยางแขวะ

จากนั้นชินอ๋องหลานรักฮ่องเต้ก็อยู่กินอยู่เล่นกับแก๊งคุณชายเสเพลของเมืองหลวงจนมืดค่ำ ได้พาตัวเองกลับตำหนักชินอ๋อง กลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า ตัวเองก็กำลังถูกจับมัดไปร่ำเรียนพร้อมกับองค์รัชทายาท ด้วยพระราชโองการของฮ่องเต้ เพื่อดัดนิสัยสันดานเสียที่ยากจะแก้ไขของเขาเอง

“เจียงกงกง วันรุ่งไปส่งราชโองการให้ชินอ๋องให้เจิ้นด้วย” มู่หรงหย่งสือฮ่องเต้แห่งราชอาณาจักรซีเว่ย ตวัดพู่กันอักษรในราชโองการตัวสุดท้ายด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เอง สายตามีเลศนัยจ้องมองราชโองการ

หึ ๆ หยางเอ๋อร์ คราวนี้เจ้าเสร็จเจิ้นแน่!

….

รัชสมัยหย่งสือปีที่สิบ มีพระราชโองการถึงชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยาง

“ด้วยโองการแห่งฟ้า รัชสมัยปีที่สิบ เดือนอ้าย ฮ่องเต้มู่หรงหย่งสือทรงมีพระราชบัญชาให้ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยางแห่งราชอาณาจักรซีเว่ย เดินทางไปศึกษาร่ำเรียนวิชาที่เทียนถูหวู่สมาพันธ์พิทักษ์ฟ้าดินและมาตุภูมิ พร้อมกับไท่จื่อมู่หรงลู่เฉิน หากขัดขืนราชโองการให้เข้ารับตำแหน่งขุนนางขั้นหก เจ้าหน้าที่ตรวจสอบราชการแผ่นดิน และเข้ารับหน้าที่ตั้งแต่วันนี้ นี่คือราชโองการ!!!”

…ตุบ…

ผู้ที่ต้องรับราชโองการหมดสติทั้ง ๆ ที่อยู่ในท่าคุกเข่ารับราชโองการหน้าตำหนักชินอ๋อง

“เอ่อ… น้อมรับราชโองการ ขอพระองค์อายุยืนหมื่น ๆ ปีหมื่น ๆ ปี”

เจี้ยนฝู๋พ่อบ้านประจำจวนชินอ๋องอดีตองครักษ์ใบหน้าทะมึนทึมคิ้วเข้ม มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้แต่ทำใจปลงตก เดินออกไปรับราชโองการแทนเจ้านายของตน

จนกระทั่งเหล่ากงกงขันทีของฮ่องเต้จากไปแล้ว ถอนหายใจเบา ๆ เอ่ยปากบอกกล่าวท่านอ๋องนายท่านของตนที่ยังเสแสร้งเป็นลมหมดสติสมจริงสมจังอยู่ที่พื้นให้กลับเข้าจวนได้เสียที เพราะคนดูงิ้วของพระองค์แยกย้ายกลับไปหมดแล้วด้วยวิธี…

“ท่านอ๋องมีหนอนอยู่ที่พื้นขอรับ”

“อ๊าก! ไหนหนอน ๆ ทำไมเจ้าไม่บอกข้าเร็วกว่านี้”

“ข้าเกลียดหนอน!!!”

เจี้ยนฝู๋เหนื่อยใจปลงตกกับนายท่านของตน เขาไม่อยากให้เจ้านายเล่นงิ้วหลอกลวงผู้คนเลย แต่ทำยังไงได้ ชีวิตเชื้อพระวงศ์อยู่ยากจริง ๆ

เล่นละครกันทุกวัน

เล่นจนเขาไม่รู้แล้วว่านิสัยไหนของท่านอ๋องจริง นิสัยไหนเสแสร้ง เพราะมันดูเสแสร้งไปหมดแล้ว

เฮ้อ…เหนื่อยใจจริง ๆ

หากวิญญาณนายท่านมองเห็น เขาหวังว่าท่านจะเข้าฝันไปอบรมสั่งสอนโอรสท่านบ้าง…

ข่าวสารแพร่สะพัดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งในวงการซุบซิบตอนนี้รู้กันตั้งแต่ชนชั้นสูงยันขอทานชวบ้านมีสองเรื่อง คือ

หนึ่ง…ไท่จื่อมู่หรงลู่เฉินเตรียมตัวเดินทางไปศึกษาวิชาเซียนยุทธตามวิถีทางเต๋ายุทธที่เทียนถูหวู่

สอง…ชินอ๋องทรงเป็นลมทันทีที่ได้พระราชโองการคำสั่งฟ้าดิน ที่ให้หวางเย่ท่านนี้ร่วมเดินทางไปศึกษาที่เทียนถูหวู่พร้อมกับองค์รัชทายาทและสือหลงโหยวบุตรชายหัวหน้าองครักษ์หน่วยพิเศษสือ

สองวันถัดมา ณ.ตำหนักเหลียงซิน ที่พำนักของไทเฮาหลิวอี้หง

“ไทเฮา ได้โปรดช่วยกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไร้ความสามารถ ศึกษาสิ่งใดก็ไม่เคยสำเร็จ อายุอานามก็ล่วงเลยมามากแล้ว เกรงว่าการไปเทียนถูหวู่จะทำให้ราชสำนักต้องขายหน้า เสด็จอาต้องเสื่อมเสียเกียรติ”

เสียงร้องโอดครวญชักแม่น้ำทั้งห้าของชินอ๋องดังทั่วตำหนักเหลียงซิน ด้วยเสียงดังที่กลัวว่าจะดังพอกลัวว่าผู้คนจะไม่ได้ยินทั่วถึง จะไม่รับรู้การปฏิเสธของตน ราวกับอยากให้มันได้ยินถึงพระกรรณผู้ออกราชโองการด้วยซ้ำไป แต่ท่าทีนิ่งเฉยที่ได้รับกลับมาจากผู้เป็นย่า ไม่ว่าเยี่ยหยางจะร้องอาละวาด หรือ โวยวายเพียงใดก็ตาม

“เยี่ยหยางเจ้ามีกี่หัวกัน? อายเจีย[3]ไม่ยุ่งเรื่องราวในราชสำนักมานานแล้ว” น้ำเสียงเรียบเย็นสบายเอ่ยถาม “ราชโองการไม่ใช่สิ่งที่ใครก็สามารถขัดได้ แล้วก็เทียนถูหวู่ก็เป็นสำนักฝึกเซียนยุทธอันดับหนึ่งในใต้หล้า”

“เสด็จย่า หยางเอ๋อไม่อยากห่างจากท่านไปไหนไกล หลานอยากอู่มองหน้าเสด็จย่าทุกวัน ท่านไม่รักหยางเอ๋อแล้วหรอถึงไล่หลานไปอยู่ห่างไกล ไม่เห็นแม้แต่เงาหลาน”

ทั้ง ๆ ที่อาศัยเส้นสายลับ ๆ กระจายข่าวกระจายลมปากให้ถึงพระเนตรพระกรรณ์ของโอรสสวรรค์ถึงเรื่องแย่ ๆ ที่โหมเข้าไป ให้พังพอนเหลืองหวาดหวั่น เพื่อที่จะถอดพระราชโองการถอนรับสั่งกลับคืนมา แต่ก็ไม่ได้ผล จนต้องตีอกชกหัวอยู่ที่นี่

แต่แผนรับมือทุกอย่างที่ร่ายออกไปกลับไม่ได้ผล

ชินอ๋องเรียกใช้กลยุทธ์แผนลูกแมวขี้อ้อนต่อทันที พร้อมบีบน้ำตาเรียกสั่งได้ประกอบเรียกความเห็นใจให้เห็น เด็กหนุ่มใช้วิธีเกาะเข่า ออดอ้อน ซบตักคนเป็นย่าราวกับเด็กสองขวบ

“ท่านย่า ท่านว่าแตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม้หวานใช่หรือไม่ขอรับ”

“เหลวไหล ข้าเป็นคนให้ฮ่องเต้ช่วยออกราชโองการนี้เอง เจ้าคงไม่ต้องให้ข้าต้องถอนคำพูด ถอนหงอกตัวเองใช่หรือไม่” ไทเฮาถังอี้หงมองเยี่ยหยางด้วยสายตาเอ็นดู นางชอบที่หลานชายมาออดอ้อนนัก แต่ต้องใจแข็งจัดการนิสัยเสียไม่เอาถ่านนี้ทิ้งให้ได้ เมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเพียงสีหน้าเรียบเฉยของไทเฮา

“หลิวกูกู[4] ท่านช่วยข้าอธิบายเหตุผลของข้าให้เสด็จย่าฟังหน่อยน้า” เยี่ยหยางส่งสายตาวิบวับขอความช่วยเหลือด่วนจากนางกำนัลอาวุโสคนสนิทของไทเฮาอี้หงอีกคน

“หม่อมฉันช่วยชินอ๋องไม่ได้จริง ๆ เพคะ” ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเอ่ยอย่างอ่อนอกอ่อนใจ พลางเดินยกขนมหวานมาให้เป็นของปลอบใจ

“อาหยาง เวลานี้แค่ช่วงปีใหม่เอง กว่าเจ้าจะไปก็หลังเทศกาลไหว้บรรพบุรุษ มีเวลาให้เจ้าให้เที่ยวเล่นอีกมากมาย เจ้าจะโวยวายไปไย”

ประโยคตัดคำของหญิงสูงวัยที่รูปร่างต่างจากช่วงวัยสาวไปเล็กน้อยอย่างคนดูแลตัวเองเป็นอย่างดีของอดีตโฉมงามอันดับหนึ่ง ทำให้หลานชายตัวแสบจนคำพูด พร้อมปฏิเสธตัดบทฉับ “มา มาทานขนมกับย่าดีกว่า”

เยี่ยหยางเดินออกจากพระตำหนักของไทเฮาด้วยอารมณ์เซ็งจัดแถมหงุดหงิดไม่น้อย เขาไม่ต้องการวิถีหรือหนทางใดที่แสดงให้เห็นว่า ตัวเองเก่งกาจมากความสามารถต้องการอำนาจแม้แต่น้อย

การแสดงออกถึงความไม่เอาไหนของตัวเอง มีจุดมุ่งหมายหวังหลีกเลี่ยง เขาไม่ต้องการไม่อยากยุ่งเกี่ยวเรื่องราวในราชสำนักอย่างชัดเจน สิบปีแห่งการตรากตรำอันหนาวเหน็บ จนได้ชื่อเสีย(ง)กระฉ่อนทั่วสี่ทะเลแปดดินแดนที่ยืนยันความเหนื่อยยาก แต่ก็ยังถูกดึงกลับเข้าไปในวังวนอยู่ร่ำไป

เพราะความจริงเขาเป็นคนจากแดนไกล ไกลมากห่างกันคนละระนาบคนละแผ่นดิน ด้วยการยืมคราบร่างตัวตนของชินอ๋องน้อยผู้นี้ แม้การกินความเป็นอยู่ดี แต่หาใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่ ตัวตนนี้ชวนหงุดหงิดน่ารำคาญชวนวุ่นวายจริง ๆ

เสียงฝีเท้าเร่งรีบเดินเข้าใกล้มาหาชินอ๋อง เป็นพระสนมและกลุ่มนางกำนัลที่เขาไม่ทราบระดับตำแหน่ง มีสีหน้าเหมือนถูกกระชากของรัก ใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวเขียวแทบจะวิ่งพุ่งเข้ามาหาเขา ทำให้เยี่ยหยางหยุดมือลง

ตอนนี้รอบกายเขาเต็มไปด้วยกลีบบุปผาสีสวยสดถูกฉีก บดขย้ำ เหยียบขยี้ นอนเกลื่อนกลาด น่าสงสารบนพื้นหญ้า

กลีบดอกหลุดร่วงกระจัดกระจายช้ำมือไม่น้อย ล้อมไปด้วยใบไม้ที่ถูกเด็ด ถอน ดึง ทึ้ง เขย่า จนร่วงกราวเหมือนฤดูใบไม้ผลิที่ผลัดใบจนโกร๋นเหลือแค่กิ่งก้านหัก ๆ

เด็กหนุ่มยืนกะพริบตาปริบ ๆ มองมือตัวเองที่ตอนนี้อยู่บนกิ่งไม้ที่พร้อมเด็ดดอกไม้แรกแย้มดอกเดียวและดอกสุดท้ายที่เหลืออยู่บนต้น

ครั้นได้สติ หลุดจากพะวง เยี่ยหยางยังไม่วายเด็ดบุปผาที่หลงเหลือ เดินเข้าไปหาพระสนมนางนั้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างไม่รู้สิ่งที่ตนกระทำ

“ถวายพระพรพระสนม พระองค์ทรงรีบร้อนไปไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมพบบุปผาแรกแย้มสวยงดงาม ช่างเหมาะกับโฉมงามสวยสะคราญเช่นท่านเหลือเกิน จึงตั้งใจนำมาถวายด้วยใจ ทรงโปรดรับน้ำใจของกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

เยี่ยหยางยิ้มกว้างยัดเยียดกิ่งประดับบุปผาใส่มือสาวงามที่ยืนนิ่งช็อก สายตามองตาดอกไม้แสนรักที่ถูกคนบัดซบย่ำยีเด็ดชีวิตเข็นฆ่า นอนไร้ชีวิตอย่างสงบในมือ แล้วหันหลังกลับ รุดชิ่งหนีจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่รอฟังเสียงชื่นชมที่กรีดร้องทะลวงแก้วหูปี้ดจนเต้นระริกดังไปทั้งวังหลวง

ฮ่องเต้มู่หรงหย่งสือที่ทรงงานในห้องอักษรถึงกับสะดุ้งตกใจ พู่กันในมือตวัดปืดจากบนลงล่างขีดฆ่าสิ่งที่เขียนมาหลายเค่อทิ้งหัวคิ้วกระตุกยิก ๆ เขายกมือกุมขมับ รู้สึกอยากทึ้งพระเศียรตัวเอง องค์ฮ่องเต้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สงบอารมณ์ แล้วหันไปหาขันทีคนสนิทที่ยืนอยู่ใกล้คอยรับใช้

“จางกงกง เจ้าอย่าลืมไปช่วยเตรียมสัมภาระกับพ่อบ้านตำหนักชินอ๋อง อย่าให้ขาดเด็ดขาด เตรียมให้พร้อมเตรียมให้ครบให้ท่านอ๋องอยู่ได้นานหลาย ๆ ปี”

พระสุรเสียงเหนื่อยใจเอ่ยกำชับอย่างหนักแน่นออกมา หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของพระองค์จะทำให้พระนัดดาคนดีเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง แต่ฝ่าบาทหารู้ไม่เลยว่าจะเป็นการปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยหลานบัดซบก่อเรื่อง

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ดี แล้วเรียกหมอหลวงให้เจิ้นด้วย”

“ทรงปวดพระเศียรอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?” จางกงกงถามไถ่พระอาการ แต่เขาคิดว่าองค์เหนือหัวปวดพระเศียร เพราะพระราชนัดดาของฝ่าบาทเองมากกว่า

ฮ่องเต้ฉุนที่จางกงกงรู้ทัน ขว้างฎีกาใส่กงกงคนสนิทที่ส่งสายตามาให้ ไล่ให้ไปหิ้วหมอหลวงมาคลายอาการปวดหัวเร็ว ๆ แต่ไม่วายต้องทิ้งฎีกามาครุ่นคิดว่าจะส่งอะไรไปปลอบใจสนมที่เศร้าโศกเสียใจจนขาดสติของเขาดี

“เฮ้อ…ปลูกจวี๋ฮวา[5]ให้นางสวนหนึ่งละกัน” มู่หรงหย่งสือหน่ายใจกับเรื่องวุ่นวายในวังหลังของตัวเอง เปร่งพระสุระเสียงเรียกขันทีคนสนิทอีกคน

“เจียงกงกง ถ่ายทอดรับสั่งเราออกไป พระราชทานสวนจวี๋ฮวาหน้าตำหนักหว่านเสียนของหลี่ซูเฟย”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

หลังจากเหตุการณ์นี้ก็กลายเป็นเรื่องเล่าระดับตำนานในวังหลังเพิ่มอีกเรื่องหนึ่งในภายหลัง ที่พระสนมคนหนึ่งแทบจะถลาเข้าหาสวนบุปผาที่ตัวเองเฝ้าทะนุถนอมทุกวี่ทุกวัน หวังให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตร หวังอวดพี่น้องนางสนม แต่ทว่าทั้งสวนกลับเหลือแค่ต้นใบโกร๋นไร้ดอก เหลือเพียงกิ่งก้านให้ดูต่างหน้า

ทำให้พระสนมหลายนางต่างสั่งให้คนของตัวเองเฝ้าอุทยานของตน สวนของตนกันอย่างแน่นหนา คอยตรวจตราระวังอย่าให้ชินอ๋องเฉียดเดินผ่านเข้ามาได้เด็ดขาด ราวกับเยี่ยหยางเป็นข้าศึกที่จะเข้ามาตีประชิดเมือง

*แก้ไขครั้งที่ 1

[1] องค์ไท่จื่อ หรือ หวงไท่จื่อ (皇太子) เป็นตำแหน่งองค์รัชทายาทมีสิทธิ์เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์คนถัดไป มักมีคำเรียกแทนตัวเองว่า “เปิ่นไท่จื่อ”

[2] อ๋อง หรือ หวาง (王) เป็นตำแหน่งบอกบรรดาศักดิ์ ระดับสมเด็จเจ้าพระยา ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งอ๋องโดยมากเป็นพระโอรส พระเชษฐา พระอนุชาในองค์จักรพรรดิ หรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากองค์จักรพรรดิ องค์ชายผู้ได้รับตำแหน่งอ๋องบางพระองค์ อาจมีอำนาจในการปกครองบริหารพื้นที่หรือเมืองที่ได้รับมอบหมาย หรืออำนาจทางการทหาร มักมีคำเรียกแทนตัวเองว่า “เปิ่นหวาง”

[3] คำเรียกแทนตัวเองของไทเฮาว่า “เปิ่นกง” บางครั้งอาจเป็น “อายเจีย” (哀家) แปลว่า ผู้น่าสงสาร เพราะเป็นม่ายร้างพระสวามี

[4] กูกู หมายถึง อาหญิง หรือ หญิงสาวตำแหน่งอาวุโส

[5] 菊花 [júhuā จวี๋ ฮวา] ดอกเบจมาศ

ท่านอ๋องบัดซบ : บทที่ 2 ท่านจึงต้องไปนานๆยิ่งนานก็จะยิ่งดี ไม่ต้องกลับมาก็ยิ่งดียิ่งกว่า

ในขณะที่ตัวก่อเหตุชิ่งหนีความโกลาหลที่ตัวก่อไว้ เยี่ยหยางตบอกปลอบใจตัวเองยกแขนเสื้อซับเหงื่อไคล พยายามปรับลมหายใจให้คงที่ เขาวิ่งสาวเท้าออกมากลับตำหนักอ๋องอย่างรวดเร็ว ไม่หวังดูผลงานที่ตัวเองก่อวีรกรรมชอกช้ำให้ผู้อื่นไว้

เฮ้อ…คิดว่าต้องฟังเสียงแหลมเล็กนั่นกรีดร้องให้ทรมานหูน้อย ๆ ของเปิ่นหวางแล้วสักอีก ดีที่เผ่นออกมาได้ทัน

เจ้าตัวรีบร้อนไม่ทันระวังชนเข้ากับหัวขบวนมนุษย์ไม่เบา เซจนหน้าแทบซบพื้น แต่มนุษย์ผู้นั้นกับยืนนิ่งตั้งตระหง่านดั่งกำแพงเมืองไม่ไหวติง

เยี่ยหยางอาศัยเกาะกำแพงมนุษย์พยุงตัวขึ้นเองพร้อมส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้กับไท่จื่อมู่หรงลู่เฉินญาติผู้น้องไร้อารมณ์ของเขา

“ไท่จื่อมู่หรงลู่เฉิน”

“ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยาง” น้ำเสียงเรียบนิ่งลึก ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ สีหน้าเรียบยิ่งกว่าน้ำเสียงไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

ใบหน้าอ่อนเยาว์นุ่มนวลดูแข็งกระด้างไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความหล่อเหลาสง่างามที่ฉายแววออกมาทั้งที่เยาว์วัย ดูทรงคุณวุฒิมากกว่าเยี่ยหยางอีก ทั้ง ๆ ที่อายุอ่อนกว่าเกือบสองปีเต็ม เขาเหลือบมองเยี่ยหยางอย่างเอือมระอาลูกพี่ลูกน้องผู้พี่คนนี้ที่ทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย

“จริงสิ เรื่องที่เจ้าต้องไปศึกษาที่เทียนถูหวู่ เป็นพระประสงค์ของฮ่องเต้หรือ?” เยี่ยหยางอดรู้สึกหมั่นไส้หนังหน้าลู่เฉินไม่น้อย ต่อให้ตัวตนจริง ๆ ของเขาจะเย่อหยิ่งมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มากเท่านี้

โอ๊ย…เจ้านี่มันหน้าน้ำแข็งหรือไง เจอหน้าทีไรก็ไร้อารมณ์อย่างกับผู้บรรลุรสมรรคาธรรมสวรรค์ชั้นเซียน วาจากล่าวน้อยคำยิ่งกว่า

“ข้าประสงค์จะไปศึกษาร่ำเรียนเอง” องค์รัชทายาทตอบกลับ

“อ๋อ ถ้างั้นเจ้าคงต้องการความสงบในการศึกษาเล่าเรียนใช่หรือไม่ เช่นนันข้าจะไปทูลฮ่องเต้ให้ถอดถอนราชโองการของข้า เจ้าจะได้มีสมาธิตั้งใจศึกษาอย่างดี”

เยี่ยหยางตบบ่ามู่หรงลู่เฉินรีบเสนอความคิดเห็น ไม่ปล่อยโอกาสดีที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นรอดไปได้ เขาคิดว่าชื่อเสียงที่ตัวเองเพียรสร้างสะสมมานานอาจมีประโยชน์ในครานี้

คนอย่างลู่เฉินคงไม่ต้องการยอดตัวบัดซบอย่างเขาไปเป็นตัวถ่วงของตัวเองการเรียนรู้ของเขาอย่างแน่นอน จึงพูดกล่อมให้อีกฝ่ายนึกรำคาญ ถ้ามีเขาไปด้วย

“ไม่ต้อง ข้าไม่ถือ” ลู่เฉินปฏิเสธข้อเสนอแนะของเยี่ยหยางอย่างไม่ไยดี ด้วยประโยคสนทนาสั้น ๆ แล้วก้าวเดินออกไปอย่างไม่สนใจสีหน้าชินอ๋องที่ยืนอึ้งแม้แต่น้อย

หากใครสังเกตให้ดีสักนิดจะพบว่ามุมปากขององค์รัชทายาทกระตุกยกขึ้นเล็กน้อยอย่างอารมณ์ดี แววตาเป็นประกายวูบหนึ่งก่อนกลับมานิ่งเรียบเหมือนเดิม

ส่วนคนที่คว้าโอกาสไม่สำเร็จอย่างท่านอ๋องบัดซบ ได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ

แต่ข้าถือ…ถือหนักมากด้วย

เยี่ยหยางกลับมาตั้งหลักที่ตำหนักชินอ๋องของตัวเองก่อน การไปเทียนถูหวู่เหมือนจะเป็นปัญหาก็เหมือนไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา แต่เรื่องนี้อาจสร้างความยุ่งยากลำบากให้เขาเล็กน้อย

ตัวเขาก็ไม่กล้าจะไปเจอฝ่าบาทให้ยกเลิกราชโองการ ฮ่องเต้สำหรับเขาให้ความรู้สึกน่าหวั่นเกรงไม่น้อย คล้ายความรู้สึกเหมือนเขาพบเจอเจ้านายเก่าที่ชวนขนหัวลุก ดังนั้นหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยงไม่เจอหน้าเป็นเรื่องดีที่สุด แม้ว่าเขาจะได้รับพระเมตตามาโดยตลอด แต่ในฐานะหลานชายกลับสนิทสนมพอสมควร

ชายหนุ่มในร่างของเด็กหนุ่มเยาว์วัย ไล่ผู้คนบ่าวไพร่ออกจากเรือนของเขา ไม่ให้ใครเข้ามาจนกว่าเขาจะเรียก ปิดประตูหน้าเรือนใหญ่ลง พร้อมกับคาถาเวทลงทับป้องกันคนสอดรู้สอดเห็น

สีหน้าบุคลิกไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเยี่ยหยางเปลี่ยนเป็นสีหน้านิ่งสงบ ดูเยือกเย็นเย่อหยิ่งขึ้นตามตัวตนที่แท้จริง ถึงแม้ความจริงเขาจะไม่ได้ดูหยิ่งยโสดังที่เห็นจากภายนอก

แต่อำนาจก็หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนแบบนี้ เป็นบุคลิกประจำตัวตามฉบับคุณชายจอมเวทเลือดบริสุทธิ์ตระกูลวินเซอร์ที่ตอนนี้คือ ผู้นำตระกูลที่ดำรงตำแหน่งได้แค่วันเดียว ก็ปลิวมาอยู่ที่นี่อย่างไม่รู้สาเหตุ

ตัวตนที่แท้จริงของเขาหาใช่ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยาง ที่แท้จริงกลับเป็น ‘เกรกอรี่ วินเซอร์’ ดยุคตระกูลศักดิ์สิทธิ์ของระนาบมนตรา ที่เกิดเหตุการณ์ความผิดพลาดบางอย่างของเวทมนตร์ ทำให้เขาปรากฏตัวในที่ระนาบแห่งนี้ ระนาบที่เรียกว่า หวู่เซียน

ระนาบหวู่เซียนเป็นระนาบที่มีพลังปราณยุทธเป็นใหญ่ แตกต่างจากระนาบมนตราที่พลังเวทมนตร์เป็นใหญ่

และเขาก็หาทางกลับไม่ได้

แต่ก็เป็นเรื่องดีที่เขาไม่ต้องตาย เด็กหนุ่มปลงกับตัวเอง เป้าหมายในชีวิตตอนนี้สำหรับเยี่ยหยางคือการกลับไปในที่ของตัวเอง และฟื้นชีวิตสหายที่เป็นเหมือนพี่น้องเป็นคู่อริของเขา

เยี่ยหยางเดินเข้าไปในห้องหนังสือของเรือน หน้าต่างทุกบานปิดสนิทเหมือนเจ้าของไม่ค่อยจะเข้ามาใช้งาน ซึ่งเป็นความจริงห้องนี้เป็นแค่ทางผ่านสำหรับเดินเข้าห้องใต้ดินที่เขาสั่งคนทำขึ้น โดยไม่มีใครรู้ว่าใต้ตำหนักแห่งนี้มีดินแดนใต้ดินอยู่ ผู้ที่รู้เรื่องราวถูกลบความจำทั้งหมดด้วยเวทมนตร์อย่างถาวร

ดินแดนใต้ดินตำหนักชินอ๋องมีทางเข้าหลายทาง ซึ่งเยี่ยหยางสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกของเขา แต่ละทางเข้าก็มีวิธีเข้าไปที่แตกต่างกัน ไม่มีทางที่ผู้คนทั่วไป แม้กระทั่งเจ้ายุทธภพของที่นี่จะผ่านเข้าไปได้ ถ้าไม่มีพลังเวทและรู้วิธีเข้ามาที่ถูกต้อง ดีไม่ดีกลายเป็นผีเฝ้ายามให้เขาใช้สอย

บรรยากาศดินแดนด้านล่างต่างจากด้านบนลิบลับ กลิ่นอายต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เครื่องเรือนหลายชิ้นดูแปลกตา กลับตกแต่งหรูหราอย่างเข้ากันด้วยสีขาวเป็นส่วนใหญ่ตัดด้วยสีเทาและดำ

พื้นหินสีดำเงางามบางส่วนพื้นที่ถูกปูด้วยพรมสีน้ำเงินนุ่มเท้า กำแพงหินเรืองแสงส่องสว่างเหมือนเบื้องบนของไข่มุกฉายตะวัน

เยี่ยหยางเดินผ่านโถงทางเดิน ผ่านห้องเล็กห้องน้อยที่กั้นเป็นสัดส่วนเข้าไปในห้องหนึ่ง

ภายในห้องต่างจากห้องอื่นโดยเฉพาะไม่มีเครื่องเรือนมากมาย มีเพียงเตียงหยกหิมะเหมันต์ขนาดไม่ใหญ่ ที่เขาบังเอิญไปเจอในถ้ำหิมะลึกลงไปใต้ดินทางตอนเหนือ ตอนตามฮ่องเต้เสด็จประพาสเมื่อเจ็ดปีก่อน

กลางเตียงหยกมีบุรุษเพศผู้หนึ่งนอนหลับ นิ่งไม่ไหวติง เส้นผมสีเข้มนุ่มฟูดูยุ่งเหยิง เปลือกตาปิดสนิทไม่เห็นแวว ผิวที่เคยแทนคล้ำกลับขาวซีด เสียงหัวใจเต้นช้า ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าร่างนั้นไม่ไร้ลมหายใจ

“เซเวียร์ เจ้ามันนอนขี้เกียจเกินไปแล้ว” เยี่ยหยางเอ่ยน้ำเสียงเบา ๆ ทักทายร่ายไร้สติ เดินไปเทไวน์ใส่แก้วนั่งจิบอย่างสงบไปหนึ่งแก้ว ก็ลุกขึ้นไปทำสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบอย่างการปรุงยา

หลังจากมาเยี่ยมร่างอัศวินไร้จิตวิญญาณอย่างทุกครั้งที่ลงมาด้านล่าง ส่วนใหญ่เขาก็หมกตัวอยู่ในห้องปรุงยาห้องใหญ่ที่ถูกสร้างใหญ่กว่าห้องอื่น ๆ มีตู้หลายใบเรียงรายกันในห้อง ในตู้ต่างมีขวดมากมายเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ

หม้อขนาดต่าง ๆ ตั้งอยู่ตามมุมห้องทำด้วยวัสดุต่างกันไป ท้ายห้องปรุงยาเป็นประตูทะลุไปสู่ห้องเก็บเครื่องปรุงยาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร หรือแม้กระทั่งชิ้นส่วนอวัยวะของสัตว์ในห้องแคบยาวไปจนสุดทาง ที่ทะลุกว้างออกไปเสมือนป่าขนาดย่อมแห่งหนึ่ง ถูกปลูกด้วยพืชนานาพรรณ ตั้งแต่มีพิษร้ายแรงตั้งแต่กำเนิดยันพืชผักสวนครัวทั่วไปที่สามารถนำมาใช้ปรุงยา ด้วยแสงอาทิตย์จากไข่มุกฉายตะวันหล่อเลี้ยงพืชพรรณเหล่านี้

เยี่ยหยางโบกมือเรียกข้าวของทั้งหมดในห้องปรุงยา ราวกับถูกยกย้ายไปอยู่ในกล่องหนังใบใหญ่ที่มีถือสำหรับหิ้ว

ในพริบตากลายเป็นห้องโล่งมืด ๆ มีแสงลอดมาจากกล่องเท่านั้น กล่องหนังที่อยู่บนพื้นใบนั้น คือกระเป๋าหนังหน้าตาประหลาดสำหรับคนที่นี่ ถูกเปิดออก

เขาก้าวเท้าเข้าไปในกล่องที่มีความกว้างยาวเท่าตัวคนลอดผ่านเท่านั้น ตัวเยี่ยหยางค่อย ๆ หายลงไปในกล่องใบใหญ่ มือจับขอบกล่องหนังเอื้อมมืออีกจับอีกด้านปิดลงพร้อมแสงทั้งหมดหายไป

เด็กหนุ่มก้าวลงบันไดไปห้องปรุงยา ที่เมื่อครู่ถูกย้ายเข้ามา เพื่อเตรียมการสำหรับเดินทางไกลของเขา เยี่ยหยางสำรวจข้าวของว่าทุกอย่างถูกเป็นระเบียบจัดเรียบร้อยเหมือนเดิมหรือไม่

น้ำยามากมายประเมินคุณค่าไม่ได้ มีสรรพคุณชั้นเลิศยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเทียบยาของหมอเทวดาในยุทธภพ เขาต้องทยอยย้ายข้าวของส่วนตัวของเขาเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเข้ามาที่นี่ได้ แต่เผื่อเหตุไม่คาดฝันขึ้นเขาจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน เพราะตั้งใจจะลงหลักปักฐานที่ราชอาณาจักรซีเว่ย จึงทำให้เขาสร้างอาณาเขตของตัวเองไว้ที่นี่ แต่ต้องไปร่ำเรียนวิชาเซียนอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เยี่ยหยางจึงเก็บของสำคัญติดตัวไปด้วยทั้งหมด เหมือนก่อนที่จะมาปักหลักที่นี่

ในท้ายที่สุดกระเป๋าหนังใบใหญ่ถูกย้ายไปในห้วงมิติของเขาอีกที พ่อมดแม่มดน้อยคนนักที่จะมีห้วงมิติเป็นสมบัติส่วนตัวมีเพียงจอมเวท ที่มีพรสวรรค์ของสายเลือดเมอร์ลิน และไม่ใช่ทุกคนที่มีสายเลือดเมอร์ลินจะมีพรสวรรค์นี้

ห้วงมิติของพ่อมดแม่มดแต่ละคนก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป บางคนเป็นเหมือนกระเป๋าใบเล็ก ๆ ไว้เก็บของน้อยนิด บางคนกว้างใหญ่ราวกับใบหนึ่ง

การใช้ห้วงมิติขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและปริมาณของพลังเวท ห้วงมิติของเยี่ยหยางนั้นกว้างใหญ่ราวปราสาทหลังใหญ่ แต่ก็มีข้อจำกัด ถึงแม้จะกว้างใหญ่เพียงไหนก็ได้แค่เก็บข้าวของ

ตัวเขาไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเข้าไปอยู่ในห้วงมิติได้ สิ่งของสิ่งมีชีวิตอื่นที่เขาส่งเข้าไปสามารถเข้าไปได้ยกเว้นร่างกายเขา เยี่ยหยางสามารถย่างก้าวเข้าห้วงมิติได้แค่จิตวิญญาณเท่านั้น มันเลยเป็นเหมือนกระเป๋าใบโตมโหฬารที่พบพาไปไหนก็ได้อย่างที่ไม่มีใครรู้

ที่ระนาบหวู่เซียนก็มีมิติพบพาเช่นกัน เป็นอุปกรณ์สลักอักขระอย่างแหวนมิติ หรือกำไรมิติ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปลักษณ์เครื่องประดับ แต่พื้นที่จัดเก็บช่างน้อยนิด ยิ่งชิ้นไหนมีพื้นที่จัดเก็บมากราคาก็มหาศาลตามขนาด เขาเองก็มีแหวนมิติอยู่หนึ่งวง มีพื้นที่ขนาดจี๊ดลิดใส่วัวเข้าไปสักตัวก็เต็มแล้ว เขาเลยใส่สวย ๆ ใช้ปกปิดความลับที่เขามีห้วงมิติแทน

เยี่ยหยางเดินออกจากห้องใหญ่ที่เคยเป็นห้องปรุงยา มุ่งเข้าสู่ห้องนอนโปร่งกว้างสบายไม่เหมือนห้องที่อยู่ใต้ดิน เขาเอนตัวลงบนเตียงนุ่มสบายผิดกับตั่งเตียงของคนที่นี่นิยมกัน มันแข็งจนเขาปวดหลังไปหมด

หลังจากทรมานตัวเองอยู่พักใหญ่ เขาเลยสร้างอาณาจักรใต้ดินของตัวเองขึ้น ผ้าปูเตียงสีน้ำเงินเข้มเด้งขึ้นยุบลงตามน้ำหนักเจ้าของที่โถมลงมา เชิงเทียนที่ถูกจุดเป็นแสงสว่างแทนไข่มุกฉายตะวันดับลงทั้งหมดด้วยมือที่โบกร่ายของเจ้าของห้อง

เฮ้อ…ในวันนี้เขารู้สึกเหนื่อยไม่น้อยกับการสวมหน้ากาก เป็นมนุษย์ผู้รักการเสเพล ทำตัวเหลาะแหละ ทำตัวแย่ ๆ ไปวัน ๆ หน้ากากชั้นแล้วชั้นเล่าที่เขาต้องสวมไว้หนาจนด้านไปแล้ว ตั้งแต่รู้เรื่องฐานะ ตัวตนนี้สร้างความหนักใจไม่น้อย

…แต่ช่างมันเถอะ…เปิ่นหวางชินแล้วล่ะ

เวลาเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วเดือนกว่าที่เยี่ยหยางเก็บเนื้อเก็บตัวตั้งแต่มีราชโองการฟาดลงมาที่เขา เจ้าตัวก็ไม่สร้างเรื่องให้ทหาร ชาวบ้านได้หวาดหวั่น นับเป็นเรื่องดีที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงของราชอาณาจักรซีเว่ย ที่สงบสุขไม่มีเสียงร้องเรียนจนฎีกาสูงล้นศีรษะฮ่องเต้

ณ. ศาลาพักบริเวณ ประตูเสินอู่เหมินด้านทิศเหนือของวังหลวง

“เฮอะ!!!”

น้ำเสียงไม่พอใจอย่างมากค่อนขอดอยู่ในลำคอ พยายามบังคับไม่ให้ตัวเองแสดงออกผ่านสีหน้ามากเกินไปของสือหลงโหยว บุตรชายหัวหน้าองครักษ์หน่วยพิเศษสือ

แต่เวลายิ่งผ่านไปนานเท่าไร ใบหน้ายิ่งเขียวคล้ำสลับแดง ข้างกันเป็นองค์รัชทายาทมู่หรงลู่เลิน ที่นัดแนะเวลาเดินทางไปเทียนถูหวู่ด้วยกัน นั่งรออ่านตำราที่พกติดมืออย่างใจเย็น

จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม จากเวลาที่นัดแนะกันในยามเฉิน[1] ตอนนี้ยามซื่อ[2] แล้วยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัวของชินอ๋อง

ใกล้ยามอู่[3] มีรถม้าบึ่งตะบึงควบมาอย่างเร็วจนตัวรถกับม้าแทบจะปลิวหลุดออกจากกัน มาทางด้านหลังประตูเสินอู่เหมินทางทิศเหนือ ฮ่อมาจนฝุ่นฟุ้งกระจาย

รถม้าด้านหลังแทบปลิวซ้ายเซขวาถูกควบคุม ด้วยพ่อบ้านมือฝีชั้นยอดประจำตำหนักชินอ๋อง…เจี้ยนฝู๋ ด้วยสีหน้าเหมือนคนอยากร้องไห้ แต่รูปลักษณ์ใบหน้าทะมึนทึมคิ้วเข้มกับมองดูแล้วขัดกันพิลึกกึกกือ

เมื่อใกล้ถึงศาลาพักบริเวณใกล้ประตูเสินอู่เหมิน เจี้ยนฝู๋หยุดม้าเบรกจนขาคู่หน้ายกขึ้น ล้อหมุนเสียดสีกับพื้นดินติ้ว ๆ เป็นร่องลึกไม่น้อยด้วยฝีมือเก่าแก่มากความสามารถของตน

พ่อบ้านตำหนักชินอ๋องก็เหวี่ยงตัวลงทันที ก้าวหาบุคคลในศาลาพัก ทำความเคารพผู้สูงศักดิ์ “ข้าน้อยขออภัยไท่จื่อแทนชินอ๋องขอรับ”

“อืม”

“แล้วเจ้านายของเจ้าล่ะ!” เสียงกัดฟันกอดของสือหลงโหยว ถามหาตัวต้นเหตุให้เขาเสียเวลารอคอยโง่ ๆ อยู่ตรงนี้มานานกว่าสองชั่วยาม

“เอ่อ…” เจี้ยนฝู๋ไร้คำพูดจะบอกกล่าว ได้แต่หันไปมองในรถม้าไม่เอ่ยคำใด ‘ท่านอ๋องข้าน้อยขออภัย’

สือหลงโหยวก้าวฉับ ๆ ไปเปิดรถม้า สีหน้าเขามืดครึ้มอยากสังหารคนยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก ทั้งแดงเขียวม่วงจนยากจะบรรยาย

มือขวาชักกระบี่ติดตัว หวังฟาดฟันเจ้าตัวบัดซบที่ตอนนี้ยังนอนอุตุนอนสบายไม่รู้ตัวอยู่ภายในรถม้า ประกายกระบี่ฉายแววฉุนจัดตามเจ้าของฟาดเข้าหาชินอ๋องกะให้ได้เลือดดับความโมโห

คนนอนหลับขยับหลบเบี่ยงตัวโดยสัญชาตญาณ กระบี่พันฟันลงโดนผืนผ้านวมหนาที่บุรองภายในรถม้า เขาลืมตาตื่นกลิ้งงัวเงีย ยั่วโมโหคนโทสะสูงเฉียดฟ้าในรถม้าสภาพหักพังอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ “อ้าว… คุณชายสือ อรุณสวัสดิ์ยามเช้า หาว ๆ ง่วงชะมัด”

“นี่เจ้า!!!”

“ใช่ข้า มีอะไรหรือ?” เยี่ยหยางยังคงยียวนไม่เลิก เอียงคอถามด้วยท่าทีใสซื่อบริสุทธิ์

พรึบ!

“เจ้ามาก็ดีแล้ว จะได้ออกเดินทาง” ลู่เฉินเก็บหนังสือลงในอกเสื้อ สะพายย่ามสัมภาระส่วนตัวเดินไปหาม้าที่เตรียมไว้ เขาเหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้าตบเท้าข้างลำตัวม้าเบา ๆ ย่างออกเดิน ไม่พูดพร่ำให้เสียเวลาไปมากกว่านี้

สือหลงโหยวรู้สึกงุดหงิดอย่างไม่สามารถระบายออกมาได้ อัดอั้นเหมือนคนท้องผุไม่ได้ปลดทุกข์มาหลายวัน สีหน้ายับย่นบึ้งตึง เดินกระแทกตัวผ่านเยี่ยหยางไปหาม้าของตน พร้อมระเบิดอารมณ์ร้ายตลอดเวลาขึ้นม้าตามหลังมู่หรงลู่เฉินไป

พ่อบ้านของชินอ๋องลากจูงม้าที่เตรียมไว้มาให้เจ้านาย มองดูเยี่ยหยางที่กวนอารมณ์ผู้คนอย่างพึงพอใจแล้ว ขึ้นม้าตามหลังไปอย่างปีติยินดีที่ภารกิจส่งตัวชินอ๋องไปล่ำเรียนได้สำเร็จ

เยี่ยหยางขี่ม้าเหยาะ ๆ ออกนอกเมืองอย่างอาลัยอาวรณ์ อย่างน้อยเขาก็ใช้ชีวิตได้ดีอย่างสงบสุขหลายปีอยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้ ไม่มีชาวบ้านคนไหนที่เด็กหนุ่มไม่เคยคลุกคลีด้วย เขาย่างเท้าม้าช้าลงซึมซับบรรยากาศรอบ ๆ

เฮ้อ…อยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี กลายเป็นบ้านอีกหลังของเขาไปแล้ว น่าเสียดายที่ท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่ด้วย ถ้าหากเพื่อนรักสองคนของเขาอยู่ที่นี่ เขาคงไม่เหงาขนาดนี้

เยี่ยหยางมองตึกรามบ้านเรือนที่ต่างจากระนาบมนตรา วัฒนธรรมที่แตกต่าง ไม่คิดว่าเขาจะอยู่ที่ระนาบมิติแห่งนี้มาสิบกว่าปีแล้ว

ถึงแม้ว่าเขาจะทำตัวดูไร้สาระในสายตาผู้อื่น ไม่ทุกข์ร้อนกับเรื่องใด ๆ แต่ความในใจกับมีมากมาย

เขาปิดดวงตาลงเก็บซ่อนความคิด ลืมตาขึ้นมาก็เห็นผู้คนยืนอออัดแน่นถนนตลอดเส้น

ดูท่าจะมีละครให้เขาเล่นอีกเรื่อง…

“ท่านอ๋อง ท่านไปศึกษาที่เทียนถูหวู่เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนักไฉนถึงมีสีหน้าเช่นนั้น” เหล่าฮุ่ยผู้จัดการเหลาสุรา…รีบเปิดปากพูดคุยอย่างสนินสนม

ขณะที่เดินเคียงข้างก้าวไปข้างหน้า ด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังสนทนากับสหาย แต่ฟันที่ขบบดในปากแทบแตกต่างส่งเสียงน่าหวาดหวั่นว่ามันจะสึกหรอไม่น้อย ไม่ใช่ว่ามันอยากเสนอหน้ามาสนทนากับอ๋องท่านนี้ แต่มาเพราะความจำใจและต้องกล่าววาจาชวนระรื่นหวานหู เพื่อขับไสไล่ส่งชินอ๋องผู้นี้

เขาถูกชาวบ้านคนที่รู้จักหลายคนจับไม้สั้นไม้ยาวจับพัดจับผลูเป็นตัวแทนน้อมส่ง (ขับไสไล่ส่ง) อ๋องผู้นี้ เดินออกมาจากข้างถนนที่ฝูงชนมามุงดูการออกนอกเมืองของเยี่ยหยาง ท่านอ๋องที่รักยิ่งของชาวบ้าน?

“โอ้ เหล่าฮุ่ย…ท่านอย่าลืมสหายดื่มกินอย่างข้านะ ข้าจะรีบเรียนรีบกลับ ไม่ให้ท่านต้องคิดถึงอย่างเป็นห่วง” เยี่ยหยางกล่าวกลับมีน้ำเสียงสีหน้าอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง

“ไม่ได้ ๆ ท่านอ๋อง ท่านต้องค่อย ๆ ตั้งใจศึกษา และต้องค่อย ๆ ศึกษาอย่างละเอียดลออละเมียดละไม ไม่ต้องรีบร้อนช้า ๆ ต้องใจเย็น ๆ ยิ่งศึกษานาน ท่านยิ่งเก่งกาจยิ่งแตกฉาน ฉะนั้นท่านจึงต้องไปนาน ๆ ยิ่งนานก็จะยิ่งดี ไม่ต้องกลับมาก็ยิ่งดียิ่งกว่า”

เหล่าฮุ่ยรีบอธิบายทันทีด้วยกลัวว่าชินอ๋องผู้นี้จะรีบกลับมาสร้างความวุ่นวาย แต่ประโยคท้ายกับบ่นพึมพำเบา ๆ คล้ายไม่อยากให้อ๋องตรงหน้าได้ยิน

เยี่ยหยางทำสีหน้าไม่อยากจากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ชาวบ้านทั้งหลายตลอดทางต่างพูดโน้มน้าว ด้วยสีหน้าแสดงถึงความจริงใจและใจจริงอย่างสุดซึ้ง เค้นคำ เค้นความคิด พูดคำพูดคำจาคะยั้นคะยอส่งชินอ๋องด้วยความเต็มใจ

คำพูดของแต่ละคนล้วนไม่ซ้ำกัน พูดแต่ข้อดีของการไปเทียนถูหวู่เกลี้ยกล่อมไม่ให้ชินอ๋องเปลี่ยนใจ สีหน้าจริงใจที่สุด แต่ใครจะสังเกตแววตาวาบผ่านอย่างสนุกสนานที่เห็นแวบเพียงครู่ของคนที่อยู่ในใจของเหล่าชาวบ้าน

จากนี้ไป คนเหล่านี้คงเงียบเหงาคิดถึงเปิ่นหวางไม่น้อย

หลังจากขบวนเล็กที่ออกนอกเมืองหลวงผ่านพ้นไปจนลับตา ชาวบ้าน พ่อค้า คฤหบดี ขุนนางน้อยใหญ่คุณหนูฮูหยินทั้งหลายต่างถอนหายใจอย่างโล่งอกเฮลั่นออกมา

ทุกคนต่างสบสายตาอย่างรู้กันว่า ในที่สุดก็ส่งตัวบัดซบอย่างชินอ๋องผู้นี้ไปไกล ๆ ได้สักที

ผู้คนต่างร่ำสุราเลี้ยงฉลองกับการจากไปจากเมืองหลวงของชินอ๋อง ที่นำความสงบกลับคืนสู่เมืองหลวงอีกครั้ง ทุกตรอกซอกซอย ถนนทุกหนแห่งต่างพูดสนทนาอย่างยินดี เลี้ยงฉลองอย่างมีความสุข แสดงถึงวีรกรรมของเยี่ยหยางที่เพียรสร้างมาด้วยน้ำมือ

ชื่อเสียงท่านอ๋องบัดซบอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรซีเว่ยไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ผ่านการสะสมอย่างตั้งใจจากใจจริงมาเกือบสิบปีตรากตรำมาอย่างเหนื่อยยาก

ในขณะที่ในวังหลวงเหล่าพระสนมชายาวังหลังก็จัดงานเลี้ยงด้วยสีหน้าสดชื่นสดใส เรียกพี่สาวน้องสาวอย่างกลมเกลียว วางความบาดหมางลง ครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เมืองหลวงสงบเรียบร้อยได้หลายเดือน

ชินอ๋องช่างเป็นผู้ที่ผู้คนรักใคร่อย่างลึกซึ้งจริง ๆ

*แก้ไขครั้งที่1

[1] ยามเฉิน (辰:chén) เท่ากับเวลา 07.00 น. จนถึง 08.59 น.

[2] ยามซื่อ (巳:sì) เท่ากับเวลา 09.00 น. จนถึง 10.59 น.

[3] ยามอู่ (午:wǔ) เท่ากับเวลา 11.00 น. จนถึง 12.59 น.

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...