โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

องครักษ์ของจักรพรรดิโรมัน ไม่เพียง "อารักขา" แต่ยัง "เปลี่ยนตัว" จักรพรรดิด้วย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 มิ.ย. 2566 เวลา 01.13 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2566 เวลา 06.25 น.
องครักษ์เปรโตเรียนอัญเชิญคลอดิอุสขึ้นเป็นจักรพรรดิ - วาดโดย Lawrence Alma-Tadema (ภาพจาก Wikimedia Commons)

หน่วยองครักษ์เปรโตเรียน (Praetorian Guard) มีหน้าที่คุ้มกันวังหลวงและเป็น “องครักษ์” ของจักรพรรดิแห่งโรมัน แต่บ่อยครั้งพวกเขาเป็นตัวแปรสำคัญของอำนาจการปกครองจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณ

เปรโตเรียน ก่อตั้งขึ้นโดย จักรพรรดิออกุสตุส (Augustus) (27 ก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 14)ในยุคเริ่มต้นสมัยจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) เหตุการณ์รุมสังหารซีซาร์เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทรงสร้างกองทหารส่วนพระองค์นี้ขึ้นมา โดยพัฒนาจากทหารเฝ้าเต็นท์หรือที่พักของแม่ทัพ/นายพลตั้งแต่สมัยสาธารณรัฐ (Roman Republic)

จากทหารประจำการกว่า 400,000 นาย ที่กระจายอยู่ตามค่ายทั่วจักรวรรดิโรมัน หน่วยเปรโตเรียนนับว่าเป็นกองกำลังฝีมือดีที่สุดในจักรวรรดิและรับคำสั่งหรือขึ้นตรงต่อจักรพรรดิเท่านั้น พวกเขารับค่าจ้างสูงสุดในบรรดาทหารอาชีพทั้งหมด มีเครื่องแบบพิเศษประดับด้วยสีม่วง (สีประจำตัวของจักรพรรดิโรมัน)

ต้นสมัยจักรพรรดิออกุสตุส หน่วยเปรโตเรียนจะออกปฏิบัติงานตามพระราชวังและอาคารสำคัญอย่างลับ ๆ คุ้มครองจักรพรรดิและสมาชิกราชวงศ์พร้อมทั้งเป็นตำรวจปราบการจลาจลเมื่อถึงคราวจำเป็น ต่อมามีเปรโตเรียนทั้งหมด 9 กองพัน แต่ละกองพันประกอบด้วยทหาร 500 นาย โดยมี 3 กองพันที่ประจำการที่กรุงโรมและคอยตรวจตราชุมชนใกล้เคียงด้วย ส่วนที่เหลือถูกส่งไปทั่วอิตาลีและเมืองสำคัญของจักรวรรดิ

แม้จะเป็นทหารระดับสูงฝีมือดี แต่ด้วยหน้าที่และลักษณะการปฏิบัติงานทำให้เปรโตเรียนไม่ค่อยได้ลงสนามรบบ่อยนัก กระนั้นพวกเขาก็มีส่วนร่วมในสงครามอยู่บ้างหากต้องติดตามจักรพรรดิไปยังสมรภูมิแนวหน้า เช่น การติดตามจักรพรรดิโดมิเชียน (Domitian) ไปรบในดินแดนเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) และจักรพรรดิทราจัน (Trajan) ในสงครามพิชิตดินแดนดาเชีย (Dacia)

จักรพรรดิมาร์คัส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius) ผู้ใช้เวลาหลายปีในดินแดนลุ่มน้ำดานูบทำสงครามมาโครมานนิค (Marcomannic Wars) ก็ใช้เปรโตเรียนเป็นหน่วยรบหนึ่งที่ติดตามพระองค์ไปทำศึกด้วย รวมถึง จักรพรรดิออเรเลียน (Aurelian) ในสงครามทำลายกลุ่มอำนาจพัลมีรา (Palmyra) แห่งซีเรีย พระองค์สามารถยัดเยียดความพ่ายแพ้แก่กองทัพพัลมีราอย่างง่ายดาย ด้วยกองทัพที่ประกอบด้วยหน่วยเปรโตเรียนและกองทหารม้าเปรโตเรียนอันแข็งแกร่ง

สำหรับการพิทักษ์องค์จักรพรรดินั้น หน่วยเปรโตเรียนสามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะแทบไม่ปรากฏเหตุการณ์การลอบสังหารจักรพรรดิโดยศัตรูหรือบุคคลภายนอกเลย เพราะจักรพรรดิที่มีประวัติถูกลอบสังหาร ผู้ก่อการคือ หน่วยของพวกเขาเอง…

ไม่เพียงเท่านั้น มีหลายเหตุการณ์ที่หน่วยเปรโตเรียนซึ่งประจำการอยู่ในกรุงโรมมักแทรกแซงและเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาภายในของจักรวรรดิโรมัน ดังเรื่องราวต่อไปนี้

มีกรณีการสังหารผู้นำเปรโตเรียน หรือ เปรโตเรียน พรีเฟค (Praetorian Prefect) ชื่อ เซจานุส (Sejanus) ในสมัยของ จักรพรรดิไทเบริอุส (Tiberius) (ค.ศ. 12-37) ซึ่งผู้ก่อการคือ กลุ่มทหารในหน่วยนั่นเอง ผู้ดำรงตำแหน่งพรีเฟคคือคนที่รับใช้จักรพรรดิอย่างถวายชีวิต รับการแต่งตั้งและคำบัญชาจากจักรพรรดิโดยตรง นี่จึงเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่เผยให้เห็นว่าภายใต้หน้าที่พิทักษ์ราชบัลลังก์ของเหล่าเปรโตเรียน จักรพรรดิไม่อาจไว้วางใจคนเหล่านี้ได้อย่่างเต็มพระทัยเช่นกัน

จักรพรรดิคาลิกูลา (Caligula) ที่ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 37-41 ถูกสังหารในวัย 28 ปี จากผู้สมรู้ร่วมคิดในสภา และความร่วมมือของเหล่าเปรโตเรียน จากนั้น หน่วยเปรโตเรียนได้อัญเชิญลุงของพระองค์ คือ คลอดิอุส (Claudius) ขึ้นครองบัลลังก์ต่อ การสนับสนุนคลอดิอุสของเปรโตเรียนสร้างความไม่พอใจให้วุฒิสมาชิกผู้ร่วมก่อการอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงของพวกเขา แต่ไม่มีใครสามารถขัดขวางได้เลย

ค.ศ. 69 “ปีแห่งสี่จักรพรรดิ” (Year of the Four Emperors) เปรโตเรียนเป็นส่วนหนึ่งของความวุ่นวายเช่นกัน เพราะพวกเขาสนับสนุน มาร์คัส เซวิอุส ออโธ (Marcus Salvius Otho) ให้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแทน จักรพรรดิกาลบา (Galba) พระองค์ถูกลอบสังหารโดย “องครักษ์” ของตนเอง ข้อเรียกร้องของเปรโตเรียนได้รับการตอบสนองจากจักรพรรดิพระองค์ใหม่ นั่นคือ สิทธิในการเลือกผู้บังคับบัญชาหรือพรีเฟคจากคนในหน่วยเอง

แต่ยังไม่ทันไร วิเทลิอุส (Vitellius) ก็สามารถโค่นออโธ และยุบเปรโตเรียนชุดดังกล่าวทันที ก่อนแทนที่ด้วยชุดใหม่ที่มีจำนวนถึง 16 กองพัน เวสปาเชียน (Vespasian) เปิดศึกกับวิเทลิอุสและโค่นล้มเขาได้สำเร็จ หน่วยเปรโตเรียนถูกปรับเป็น 9 กองพันอีกครั้ง พร้อมให้พระโอรส คือ ทิทุส (Titus) เป็นพรีเฟคเสียเอง เพื่อควบคุมหน่วยเปรโตเรียนอย่างเข้มงวด

ค.ศ. 193 หน่วยเปรโตเรียนรับค่าจ้างจาก ดีดิอุส ยูลิอานุส (Didius Julianus) ให้ลงมือสังหาร จักรพรรดิเพอร์ตินักส์ (Pertinax) ปีเดียวกันนี้เอง เซบติมุส เซเวอรัส (Septimius Severus) เข้ามาควบคุมสถานการณ์ในกรุงโรมอย่างเบ็ดเสร็จ

เมื่อเข้าสู่สมัยของ จักพรรดิเซเวอรัส(Severus) (ค.ศ. 193-211) เกิดระบบทหารเซนจูเรียน (Centurions) ซึ่งเป็นระบบการเลื่อนขั้นทางทหารที่แม้แต่ชาวนายากจนก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูง ๆ ในกองทัพได้ หน่วยเปโตเรียนถูกเปลี่ยนเป็น ทหารราชองครักษ์ (Imperial Guards) และเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่า กรุงโรมมีหน่วยนี้ประจำการอยู่ถึง 15,000 คน โดยดึงทหารกรำศึกจากกองทัพดานูบมาอยู่ในตำแหน่ง และยกเลิกระบบเดิมที่ทหารในหน่วยองครักษ์ต้องเป็นคนในคาบสมุทรอิตาลีเท่านั้น

กระทั่งศตวรรษที่ 4 รัชสมัย จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช(Constantine the Great) (ค.ศ. 306-337) พระองค์ให้ความสำคัญกับกองทัพม้ามากขึ้น และองครักษ์ส่วนใหญ่มักเป็นทหารรับจ้างชาวต่างชาติ หน่วยองครักษ์แบบเดิมจึงถูกยุบไปอย่างถาวร

ตลอดประวัติศาสตร์การแย่งชิงอำนาจภายในจักรวรรดิโรมัน จะเห็นว่า หน่วยองครักษ์เปโตเรียน มีบทบาทไม่น้อย ท่ามกลางการนองเลือดเพื่อชิงราชบัลลังก์ จักรพรรดิบางพระองค์ประสบความสำเร็จเพราะมีหน่วยนี้ให้การสนับสนุน จักรพรรดิองค์ใหม่ถูกประกาศให้สภาซีเนทและสาธารณชนโรมันรับรู้หลังได้รับความเห็นชอบจากหน่วยนี้ก่อนก็มี แน่นอนว่าช่วงเวลานั้นองค์กรทางการเมืองที่สำคัญอย่างวุฒิสภาโรมัน ก็ไม่สามารถต่อต้านหรือขัดขืนใด ๆ ได้เลยเช่นกัน

ถือเป็นอำนาจทางการทหารที่ครอบงำการเมืองภายในและดูจะผิดแผกไปจากเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งอย่าง จักรพรรดิออกุสตุส เป็นอย่างมาก…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

คอสมอส. (2560). Traces of Roman Civilization (แกะรอยอารยธรรมโรมัน).กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุ๊คส์.

ดาณุภา ไชยพรธรรม. (2560). จากรุ่งเรืองสู่ล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ: แพรธรรม.

สุริยา รัตนกุล, คุณหญิง. (2557). อารยธรรมโรมัน อารยธรรมตะวันตก.พิมพ์ครั้งที่ 3. นครปฐม: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล.

Heather, Peter. (2006). The Fall of the Roman Empire.London: Pen Book.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 สิงหาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...