โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดหุ้นได้-เสีย “สงครามตะวันออกกลาง” ตึงเครียด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 03.14 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 03.14 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน ภายหลังกองทัพสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบภายใต้ชื่อ "Operation Epic Fury" เข้าโจมตีประเทศอิหร่านเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพุ่งเป้าไปที่กรุงเตหะรานและหัวเมืองสำคัญ รวมถึงเมืองนาทันซ์ (Natanz) ซึ่งสำนักข่าว BBC รายงานว่าเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยอาวุธนิวเคลียร์ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต นำไปสู่การสิ้นสุดการปกครองที่ยาวนานกว่า 36 ปี

โดยสื่อของอิหร่านได้ออกมายืนยันข่าวดังกล่าวแล้ว ในเวลาต่อมากองทัพอิหร่านได้ตอบโต้กลับอย่างดุเดือด ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรทั้งในอิรัก คูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และอิสราเอล แรงสั่นสะเทือนจากภาวะสงครามทำให้ตลาดทุนทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก ดัชนีตลาดหุ้นหลักฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวลดลงราว 1% ขณะที่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ดันราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 2.4% เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ที่ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเกือบ 9-10% สู่ระดับ 72 และ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตาคือ โอกาสในการประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ถึง 30% ของปริมาณการบริโภคน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังทวีปเอเชียอย่างจีนที่ 38% และอินเดียที่ 15% ทางด้าน Bloomberg Economics ประเมินกรณีเลวร้ายที่สุด (Extreme Scenario) หากมีความขัดแย้งบานปลายจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานทะลุระดับ 108-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่านั้นได้ทันที

สำหรับประเทศไทย ภาวะราคาพลังงานที่สูงขึ้นถือเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางรวมกันสูงถึง 72.4% ของมูลค่านำเข้าจากภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังต้นทุนภาคการผลิตและทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอร์เรเตอร์ จำกัด ประเมินสอดคล้องกันว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) จะมีความแข็งแกร่งและทนทานกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (ENERG + PETRO) เป็นสัดส่วนใหญ่สุดถึง 31% จึงได้รับแรงพยุงจากความผันผวนของราคาน้ำมันขาขึ้น

ประกอบกับหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานของไทยยังมีมูลค่า (Valuation) ที่น่าสนใจ ทั้งค่า P/E และ P/BV ที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงมีอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูง

ด้าน บล.ลิเบอร์เรเตอร์ ประเมินแนวรับของ SET Index ไว้ที่ 1,480 จุด และแนวต้านที่ 1,580 จุด พร้อมเปิดเผยสถิติในอดีตที่ชี้ว่า SET Index มักผันผวนในช่วงเกิดสงครามก่อนจะฟื้นตัวกลับได้เสมอ อาทิ สงครามอิรัก-คูเวต (2 ส.ค. 1990) ดัชนีปรับลง 31.8 จุด ก่อนกลับตัวในวันที่ 24 ส.ค. 1990, สงครามสหรัฐฯ-อิรัก (20 มี.ค. 2003) ดัชนีปรับลง 3.1 จุด ก่อนกลับตัวในวันที่ 25 มี.ค. 2003 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน (24 ก.พ. 2022) ดัชนีปรับลง 33.7 จุด ก่อนกลับตัวในวันที่ 9 มี.ค. 2022

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางความผันผวนจาก "Operation Epic Fury" นักวิเคราะห์แนะนำให้เลือกลงทุนในกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ (Sentiment เชิงบวก) โดยเฉพาะกลุ่มต้นน้ำอย่าง PTTEP ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากความกังวลด้านอุปทานตึงตัว รวมถึงหุ้นที่อิงราคาโภคภัณฑ์ พลังงาน และปิโตรเคมี ได้แก่ PTT, TOP, SPRC และ STA

นอกจากนี้ กลุ่มเดินเรือและโลจิสติกส์ อาทิ RCL, PSL และ TTA ยังได้รับผลบวกจากอัตราค่าระวางเรือที่ปรับเพิ่มขึ้นจากการเร่งตัวของการขนส่ง อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ยืดเยื้อ กลุ่มโรงกลั่นอาจได้รับผลกระทบทางลบจากการนำเข้าน้ำมันดิบ เนื่องจากโรงกลั่นส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักและคาดว่าค่าขนส่งจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีสินค้าคงคลังรองรับไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมแล้วก็ตาม

ด้าน บล.เอเซีย พลัส แนะนำกองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมันในสหรัฐฯ เช่น XLE US (DR: SPENGY80) และ ETF ที่เน้นลงทุนในธุรกิจค้าอาวุธสงครามอย่าง ITA US

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มที่ได้รับ Sentiment เชิงลบในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น BGRIM และ GPSC ที่แม้ 70% ของการผลิตจะใช้ก๊าซในอ่าวไทย พม่า และมาเลเซีย แต่ส่วนที่เหลือยังคงต้องเผชิญกับต้นทุนก๊าซนำเข้าที่แพงขึ้นตามราคาตลาดโลก

รวมถึงหุ้น GLOBAL และ TASCO ตลอดจนกลุ่มขนส่งทางอากาศและสายการบิน เช่น AOT, THAI และ AAV ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากทั้งราคาน้ำมันและการยกเลิกเที่ยวบินในพื้นที่สงคราม

นอกจากนี้ กลุ่มส่งออกแม้จะมีสัดส่วนไม่มากแต่ก็อาจได้รับผลกระทบจากค่าขนส่งที่แพงขึ้น กลุ่มท่องเที่ยวอย่าง CENTEL และ MINT ที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาลที่คาดว่าผู้ป่วยจากตะวันออกกลางจะชะลอการเดินทางมารักษา และกลุ่มไฟแนนซ์ที่เปราะบางต่อภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น MTC, SAWAD และ TIDLOR

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...