"อรรถวิชช์" อัดพรรคการเมือง "บินหลบเรดาร์" แก้ รธน. ทั้งฉบับ เสี่ยงกระทบสถาบันฯ สูญงบหมื่นล้าน
">
20 ม.ค.69 กรุงเทพฯ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 เปิดเผยถึงความกังวลต่อท่าทีของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่ามีความแปลกใจที่หลายพรรคการเมืองพยายามบินหลบเรดาร์ในเรื่องนี้ แม้จะมีการประกาศว่าจะปกป้องหมวด 1 และหมวด 2 ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ในทางปฏิบัติกลับพูดจาสลับไปมาไม่ตรงตามข้อเท็จจริง
โดยเฉพาะประเด็นการทำประชามติที่พยายามผลักดันให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งนายอรรถวิชช์มองว่าเป็นการทิ้งของเก่าไปหาของใหม่โดยไม่มีร่างรัฐธรรมนูญมารองรับล่วงหน้า และตั้งข้อสังเกตถึงพรรคภูมิใจไทยที่เป็นเจ้าของแนวคิดคำถามในบัตรสีเหลืองว่าเป็นการให้เช็คเปล่าแก่กระบวนการที่ยังไม่ชัดเจน
"สิ่งที่ผมแปลกใจกับทุกพรรคการเมืองคือ หลายคนบินหลบเรดาร์เรื่องนี้ ท่านบอกว่าจะปกป้องหมวด 1 และหมวด 2 แต่ความจริงแล้วพูดกลับไปกลับมา คำถามในบัตรสีเหลืองที่ถามว่า เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นั่นคือการทิ้งของเก่าแล้วไปของใหม่โดยไม่มีร่างอะไรมาก่อนเลย พรรคภูมิใจไทยเป็นคนคิดคำถามนี้ ซึ่งที่จริงควรจะถามว่าตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไป เห็นชอบหรือไม่ที่จะแก้ไข ถ้าถามแบบนี้มันถึงจะไปได้ หรือจะแก้เรื่องไหนก็บอกมาเลย ไม่ใช่ให้เช็คเปล่าแบบนี้ อันนี้คือสิ่งที่หลายพรรคไม่ชัดเจน แต่สำหรับรวมไทยสร้างชาติ ผมยืนชัดเจนและไม่มั่วครับ
ปัจจุบัน สว. แต่งตั้งเลือกนายกฯ ไม่ได้แล้ว เพราะบทเฉพาะกาลหมดอายุไปแล้ว แต่ยังมีเรื่องการแต่งตั้งองค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน ที่มาจากหลายสาขาอาชีพและโหวตตามเสียงข้างมากของ สว. จนแทบไม่ต้องดูบรรทัดฐานคำพิพากษาเก่า ทำไมไม่มีใครกล้าหาญมาพูดเลยว่าจะเอาอย่างไร จะตัดอำนาจส่วนนี้ไหม แล้วจะรู้ตัวตนของแต่ละพรรคเลย เพียงแต่ทุกคนบินหลบเรดาร์ คือถ้าพรรคฝั่งขวาบอกปกป้องหมวด 1 หมวด 2 แต่พฤติกรรมกลับเป็นการพูดอย่างทำอย่าง บอกจะแก้แต่ความจริงคือการฉีกรัฐธรรมนูญ"
นอกจากนี้ นายอรรถวิชช์ยังมองว่า แนวทางของพรรคประชาชนที่ต้องการเริ่มร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งหากดำเนินการตามขั้นตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญวางแนวทางไว้จะต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง โดยใช้งบประมาณครั้งละประมาณ 3,000 ล้านบาท รวมแล้วเป็นเงินเกือบ 10,000 ล้านบาท และพรรคภูมิใจไทยก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ซึ่งถือเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศ เพียงเพราะนักการเมืองไม่กล้าแสดงความชัดเจนว่าจะแก้ไขในจุดใดบ้าง หากบอกว่าจะปกป้องหมวด 1 หมวด 2 แล้วค่อยไปโหวตในการทำประชามติคราวหน้า คำถามคือ แล้วทำไมไม่ทำคราวนี้เลย จะสูญเสียงบประมาณประเทศไปทำไม
ที่สำคัญที่สุดคือความเสี่ยงในช่วงระหว่างทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ในวงวิชาการได้ เนื่องจากหมวด 1 และหมวด 2 ถูกนำเข้าสู่กระบวนการแก้ไขไปแล้ว นายอรรถวิชช์เน้นย้ำว่าหากความมั่นคง โครงสร้างของรัฐ และสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องไปผูกติดกับเสียงข้างมากในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ถือเป็นเรื่องที่อันตรายต่อประเทศอย่างยิ่ง