โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จับตา ‘ทรัมป์’ ปี 2 เพิ่มอุณหภูมิเดือด ลุยครองเบอร์ 1 “ทหาร พลังงาน แร่หายาก”สะเทือนทั่วโลก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ครบ 1 ปี หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 “โดนัล ทรัมป์” ใช้เวลาเพียง 12 เดือน ชู America First รื้อทิ้งระเบียบโลกเก่าอย่างไม่แยแส ตั้งแต่การสะบั้นสัมพันธ์ถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศกว่า 60 แห่ง การเปิดฉากสงครามภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลามจากจีนสู่ประเทศคู่ค้าทั่วโลกในอัตราสูงลิ่ว 10-50% ล่าสุดยังปฏิบัติการเขย่าอธิปไตยด้วยข้อเสนอ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ ที่ทำเอาเดนมาร์กและยุโรปต้องรวมพลังสู้ศึกการค้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

ขณะที่ในมิติความมั่นคง ทรัมป์ฉีกตำรา“ตำรวจโลกทิ้ง” แล้วแทนที่ด้วยบทบาท “ผู้คุมดีล” (The Dealmaker) ทั้งการบีบยูเครนสู่โต๊ะเจรจา การถล่มนิวเคลียร์อิหร่าน และล่าสุดกับการสถาปนาตนเองเป็นประธานคณะกรรมการสันติภาพ หรือ “Board of Peace” ตลอดชีพ เพื่อผูกขาดอำนาจการบริหารจัดการพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลกที่ต้องแลกมาด้วย “ค่าคุ้มครอง” มหาศาล

สำหรับประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่คือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งจากกำแพงภาษี 19% ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก และถูกบีบให้ต้องเปิดตลาดรับสินค้าอเมริกัน และแรงกดดันให้ต้องเลือกข้างในบอร์ดสันติภาพโลก

ภาพลวงตาส่งออกไทยโต

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า“1 ปีทรัมป์” มีไฮไลต์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อไทยคือการถูกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตรา 19% ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ซึ่งในภาพรวมแม้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยไปสหรัฐที่เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 มากนัก (ส่งออกไทยไปสหรัฐ 11 เดือนแรกปี 2568 มีมูลค่า 65,318 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 30%) เป็นผลจาก

1.ผู้นำเข้าในสหรัฐเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่ภาษีจะปรับเพิ่มขึ้น และ 2.สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาสวมสิทธิ์ (Transshipment)ไทยส่งออก ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่าแม้ยอดส่งออกไทยไปสหรัฐจะเพิ่มขึ้น แต่การใช้กำลังการผลิตของผู้ประกอบการที่ผลิตเพื่อส่งออก ไม่ได้ปรับขึ้นตาม แต่ตัวเลขที่สูงผิดปกติมาจากสองปัจจัยหลักข้างต้น ขณะที่การเจรจาในรายละเอียดการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐหลังรับทราบภาษีที่ 19% ยังหยุดชะงักจากผลกระทบสถานการณ์การสู้รบไทย-กัมพูชาก่อนหน้านี้

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาเซียน

“ในเชิงตัวเลขการส่งออกไทยในภาพรวมไปทั่วโลกคาดจะขยายตัวได้ 10.5-11% (ตัวเลข 11 เดือนแรกขยายตัว 12.5%) แต่ในแง่เศรษฐกิจจริง ๆ เราแทบไม่ได้อะไรเลย ผมมองว่าภาษีทรัมป์ในปีที่แล้วเป็นภาพลวงตาสำหรับจีดีพีของไทย เพราะแม้ส่งออกจะเติบโตเป็นเลขสองหลัก แต่จีดีพีทั้งปีคาดจะโตไม่ถึง 2% แสดงให้เห็นถึงสินค้าที่ส่งออกไม่ใช่การผลิตที่เกิดขึ้นจริงในประเทศทั้งหมด”

1 ปีทรัมป์เขย่าโลก 3 ด้าน

ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ทรัมป์เขย่าโลกใน 3 เรื่องหลัก คือ 1.สงครามการค้า ที่ทรัมป์สั่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเพิ่ม ต่ำสุดที่ 10% และสูงสุดที่ 50% (เช่นบราซิล อินเดีย) จากเดิมภาษีทั่วไปที่สหรัฐเก็บจากทั่วโลกเฉลี่ยเพียง 3-4% 2.ภูมิรัฐศาสตร์ ทรัมป์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทั่วโลก ทั้งยูเครน-รัสเซีย การสนับสนุนอิสราเอล และการโจมตีอิหร่าน รวมถึงการออกกฎหมายรับประกันไต้หวันที่สร้างความไม่พอใจให้กับจีน

3.การถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศที่มีความสำคัญต่อโลกมากกว่า 66 องค์กร รวมถึงข้อตกลงปารีสในการลดโลกร้อน องค์การอนามัยโลก (WHO) โดยทรัมป์ มองว่าองค์กรเหล่านี้มีภารกิจที่ซ้ำซ้อน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่มีความจำเป็น สิ้นเปลืองงบประมาณ และดำเนินงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน และการผลักดันเป้าหมายต่าง ๆ ร่วมกันของนานาชาติ

จับตาปี 2 เพิ่มอุณหภูมิเดือด

ทั้งหมดนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ที่เรียกว่า NSS25 (National Security Strategy 25) โดยสหรัฐ จะไม่พยายามครอบครองโลกเหมือนเมื่อก่อน เพราะทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ แต่จะเลือก ครอบครองในส่วนที่จำเป็น และเกี่ยวข้องเฉพาะจุดที่ได้ประโยชน์ โดยเน้นความมั่นคง 3 ด้าน คือ ทหาร พลังงาน และแร่หายาก ที่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นในปีที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์

โดยมีเป้หมายหลักได้แก่ เวเนซุเอลา หรือในกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ที่สหรัฐต้องการยึดครองทั้งในแง่การทหาร และทรัพยากร เพื่อนำน้ำมันหรือแร่หายากออกมาใช้ และเพื่อสกัดอิทธิพลของจีนที่ก่อนหน้านี้เป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่จากเวเนซุเอลาถึง 80% ขณะที่อิหร่าน และการยึดครองเกาะกรีนแลนด์เป็นเป้าหมายในลำดับถัดไป แม้จะได้รับเสียงคัดค้านจากเดนมาร์กและประเทศในยุโรปก็ตาม

ทั้งนี้ทรัมป์ต้องการเกาะกรีนแลนด์ด้านทรัพยากร และเพื่อใช้เป็นด่านสกัดกั้นขีปนาวุธข้ามทวีป และกองเรือรบจากรัสเซียและจีนที่วนเวียนอยู่แถวนั้นด้วย ขณะเดียวกันทรัมป์กำลังสร้าง“Golden Dome” ซึ่งเหนือกว่า Iron Dome ของอิสราเอล เพื่อสกัดขีปนาวุธครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ยังเน้นเป็นประเทศที่ขายอาวุธ ซึ่งการเตรียมพร้อมทั้งอาวุธและระบบป้องกันนี้ สะท้อนว่าสหรัฐ พร้อมที่จะรบ และมีความสุ่มเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดสงครามในปีนี้ เนื่องจากนโยบายจะเปลี่ยนจากการพูดเป็นการปฏิบัติจริงมากขึ้น

ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจัยเสี่ยงอันดับ1

“นโยบายของทรัมป์ก็เหมือนการสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในบ้านตัวเอง (Golden Dome) พร้อมกับออกไปคุมบ่อน้ำมันและแหล่งทรัพยากรนอกบ้าน (เวเนซุเอลา/กรีนแลนด์) โดยไม่สนว่ากติกาเดิมของ องค์กรระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไร เพื่อให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่ที่สุดคนเดียว ซึ่งทุกเรื่องที่กล่าวมาจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า ราคาพลังงาน ค่าเงิน ราคาทองคำ ตลาดหุ้นและอื่น ๆ ที่จะยังผันผวนมาก ในปีนี้”

โดยสรุปความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ต่อโลกในทุกมิติในปีนี้ แซงหน้าในเรื่องภาษีทรัมป์ และมีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามในหลายจุด ซึ่งอาจทำให้จีดีพีโลกโตต่ำกว่า 3% โดยจุดที่น่าจับตามากที่สุดในเวลานี้คือการต้องการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ หากสหรัฐใช้กำลังยึดครองจะเป็นจุดจบของนาโต้

ทั้งนี้ส่วนตัวคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2569 จะขยายตัวได้เพียง 1.0-1.5% เท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ของไทยที่จะเข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง ควรตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อประเมินฉากทัศน์ความเสี่ยงเหล่านี้โดยเร่งด่วน และเตรียมแผนรับมือ

นอกจากนี้ไทยต้องใช้ยุทธศาสตร์ “ความเป็นกลางที่อยู่รอด” และกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าพลังงาน พร้อมสร้างเสน่ห์ให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความขัดแย้งเพื่อดึงดูดนักลงทุน

กังวลภาษีทรัมป์ยังป่วนโลกต่อ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาและเข้าสู่ปีที่สอง โลกและไทยกำลังเผชิญความผันผวนรุนแรงจากแนวคิด “Make America Great Again” ที่กลับมาด้วยความเข้มข้นมากกว่าเดิม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การค้า และการเมืองระหว่างประเทศ

หัวใจสำคัญของแรงสั่นสะเทือนคือการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ซึ่งทรัมป์มองว่า สหรัฐฯ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการค้าโลก ขาดดุลเรื้อรัง เป็นหนี้จำนวนมาก และถูกคู่ค้าเอาเปรียบด้วยการนำสินค้าเข้ามาขาย แย่งงานคนอเมริกัน จนโรงงานต้องปิดหรือย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ มาตรการขึ้นภาษีจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้น ส่งผลให้กว่า 100 ประเทศได้รับผลกระทบโดยตรง ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด และการย้ายฐานการผลิตเกิดขึ้นอย่างสับสน

พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ ยังเดินหน้าดึงการลงทุนและโรงงานกลับประเทศ ควบคู่กับนโยบายด้านผู้อพยพ การศึกษา และแรงงานต่างชาติที่เข้มงวดขึ้นอย่างมาก ทั้งการจำกัดนักศึกษาจากประเทศคู่แข่ง การไม่ต่ออายุการทำงาน การเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมวีซ่าในอัตราสูง นโยบายเหล่านี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นายเกรียงไกรชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้เศรษฐกิจคือท่าทีของทรัมป์ต่อกติกาสากล สหรัฐฯ ตัดงบและถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อระบบความร่วมมือโลก ขณะที่นโยบายสิ่งแวดล้อมกลับทิศจากยุคโจ ไบเดน จากผู้นำลดโลกร้อน กลายเป็นการสนับสนุนพลังงานฟอสซิล ยกเลิกเป้าหมายลดคาร์บอนและการใช้รถไฟฟ้า ซึ่งกระทบต่อทิศทางอุตสาหกรรมโลกโดยตรง

อีกประเด็นคือ สไตล์การบริหารแบบใช้อำนาจฝ่ายบริหาร (Executive Order) อย่างเข้มข้น ข้ามกลไกตามรัฐธรรมนูญ จนถูกตั้งคำถามเรื่องอำนาจ โดยเฉพาะกรณีภาษีตอบโต้ที่ภาคธุรกิจและผู้บริโภคสหรัฐจำนวนมากยื่นฟ้อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูง ซึ่งผลตัดสินในอีก 6-7 เดือนข้างหน้าจะเป็นจุดชี้ชะตา หากศาลชี้ว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต อาจช่วยคลี่คลายความตึงเครียด แต่หากศาลเปิดทาง ก็อาจยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้ทรัมป์ใช้อำนาจรุนแรงกว่าเดิม

ผวาจากเทรดวอร์สู่สงครามจริง

ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ นายเกรียงไกรประเมินว่า โลกกำลังเห็นการขยับจากสงครามการค้าไปสู่ความเสี่ยงของ “สงครามจริง” ทั้งการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง ความพยายามควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างกรีนแลนด์ เพื่อสกัดอิทธิพลรัสเซียและจีน รวมถึงการใช้อำนาจแข็งกร้าวต่อประเทศที่มีทรัพยากรสำคัญ เช่น น้ำมัน ทองคำ และแร่หายาก สะท้อนลักษณะคล้าย “ล่าอาณานิคมสมัยใหม่” ที่ทำให้โลกอยู่ในภาวะคาดเดาไม่ได้

ผลกระทบดังกล่าวทำให้พันธมิตรดั้งเดิมอย่างยุโรปเริ่มทบทวนบทบาทสหรัฐ และหันมาสร้างความเข้มแข็งทางทหารของตนเอง ขณะที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจผ่านการขึ้นภาษีกลายเป็นเครื่องมือต่อรอง ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้

เพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจ-ส่งออกไทย

สำหรับไทย นายเกรียงไกรเตือนว่า แม้จะอยู่ห่างจากจุดขัดแย้ง แต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ โดยเฉพาะยุโรปซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญลำดับต้น ๆ ของไทย ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจะกดดันการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม ทางออกของไทยในปีที่สองของทรัมป์ คือการ “ตั้งรับเชิงรุก” ต้องมีทีมเศรษฐกิจที่เข้าใจโลก เข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ และทำงานบูรณาการระหว่างกระทรวงอย่างใกล้ชิด

“หากขาดคนเก่ง มีประสบการณ์ และมีคุณธรรม จะยิ่งทำให้การรับมือแรงกระแทกจากโลกที่ผันผวนรุนแรงขึ้นเป็นเรื่องยากกว่าเดิม และอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในเกมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนโฉมอย่างรวดเร็ว” นายเกรียงไกร กล่าวย้ำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...