เอฟเวอร์ตัน พบ แมนยู: บทเรียนจากโอลด์ แทรฟฟอร์ด สู่บททดสอบที่ ฮิลล์ ดิคกินสัน
ฟุตบอลมักจะมีอารมณ์ขันที่ร้ายกาจเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมันย้อนกลับมาฉายซ้ำในจุดที่เราคาดไม่ถึง
สำหรับแฟนบอลปีศาจแดง บาดแผลจากการโดน เอฟเวอร์ตัน บุกมาลูบคมถึงโอลด์ แทรฟฟอร์ด 0-1 เมื่อช่วงต้นฤดูกาลยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า "ฟุตบอลที่ครองบอลเหนือกว่า ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ชนะเสมอไป"
และในคืนวันจันทร์นี้ ณ สังเวียนใหม่อย่าง ฮิลล์ ดิกกินสัน สเตเดี้ยม ไมเคิล คาริค จะต้องพาลูกทีมไปเผชิญหน้ากับโจทย์เก่าในบรรยากาศใหม่ที่อาจจะเคี้ยวยากกว่าเดิม …
นี่คือประเด็นก่อนเกมที่น่าสนใจที่สุดของคู่นี้
"Carrick’s Bounce" กับกำแพงที่ชื่อว่าสถิติเยือน
นับตั้งแต่ ไมเคิ่ล คาร์ริค ก้าวขึ้นมารับไม้ต่อแบบชั่วคราว เขาเปลี่ยนโฉมหน้าของ แมนยูไนเต็ด ให้กลายเป็นทีมที่แพ้ยากและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ สถิติไม่แพ้ใครติดต่อกันในลีก (ชนะ 4 เสมอ 1) คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทำให้พวกเขาทะยานขึ้นมารั้งอันดับ 4 ของตาราง
แต่เบื้องหลังฟอร์มอันร้อนแรง มีตัวเลขหนึ่งที่ยังคงตามหลอกหลอน คาร์ริค เหมือนเงาตามตัว นั่นคือ "0%" ที่ไม่ใช่แค่การสั่งกาแฟอเมริกาโน่
"ปีศาจแดง" ลงเล่นเกมเยือนมาแล้ว 13 นัดในฤดูกาลนี้ (คาร์ริคคุม 2 เกม ชนะอาร์เซน่อล 3-2, เสมอ เวสต์แฮม1-1) พวกเขายังไม่เคยเก็บ "คลีนชีต" ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ค่าเฉลี่ยการเสียประตู 1.69 ลูกต่อเกมยามออกนอกบ้าน คือจุดเปราะบางที่เดวิด มอยส์ กุนซือจอมเก๋าของทอฟฟี่สีน้ำเงินย่อมมองเห็นและพร้อมจะโจมตี
Moyes’ Masterclass
เอฟเวอร์ตัน ของ เดวิด มอยส์ อาจไม่ได้มีสไตล์ที่สวยหรู พวกเขาอยู่อันดับ 9 ของตารางและมีฟอร์มในบ้านที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ (ไม่ชนะใครในบ้านตั้งแต่ต้นธันวาคม) แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือสถิติ xGA ที่ระบุว่าพวกเขาเสียประตูน้อยกว่าความน่าจะเป็นถึง 10.52 ลูก
นั่นหมายความว่าแนวรับที่นำโดย เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ และ จาร์ราด แบรนธ์เวต มีทักษะในการบีบให้คู่ต่อสู้ต้องฝืนยิงในมุมที่ไม่ถนัด หรือเก็บกวาดลูกกลางอากาศได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เกมนี้ มอยส์ จะไม่มี เจค โอไบรอัน ที่ติดโทษแบน และ แจ็ค กรีลิช ที่บาดเจ็บยาว แต่นั่นอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่หากเขาสามารถเซตเกม "Low Block" ที่บีบพื้นที่ตรงกลาง แล้วปล่อยให้ แมนยูไนเต็ด ครองบอลไปมาอย่างไร้จินตนาการเหมือนในนัดแรก
ปัจจัยตัดสิน: นาทีที่ 75 และ "เซชโก้" เอฟเฟกต์
สถิติที่น่าสนใจที่สุดของคู่นี้อยู่ที่ "ช่วงท้ายเกม"
- เอฟเวอร์ตัน : ทำประตูได้ถึง 34% ในช่วงหลังนาทีที่ 75
- แมนยูไนเต็ด: เสียประตูในช่วงเวลาเดียวกันถึง 35%
นี่คือช่วงเวลาแห่งความตายที่ คาร์ริค ต้องจัดการให้เบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตาม เขายังมีไม้ตายอย่าง เบนจามิน เซสโก้ กองหน้าฟอร์มฮอตที่เพิ่งสวมบทฮีโร่ซัดประตูตีเสมอในนาทีที่ 90+6 ในเกมนัดล่าสุด การมีกองหน้าที่รูปร่างสูงใหญ่และมีสัญชาตญาณในเขตโทษแบบ เซสโก้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเจาะรถบัสของ มอยส์ ที่มักจะยอมให้คู่แข่งครอสบอลจากด้านข้าง
เกมนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเลือกระหว่าง "ความปลอดภัย" หรือ "ความเสี่ยง" หากพวกเขาเลือกเคาะบอลไปมาเพื่อหวังครองเกม พวกเขาก็จะเดินเข้ากับดักของ มอยส์ เหมือนเดิม
แต่ถ้า คาร์ริค กล้าที่จะใช้ความสามารถเฉพาะตัวของตัวรุกอย่าง ไบรอัน เอ็มเบอโม่ หรือ มาเธอุส คุนญ่า เข้าทำลายแนวรับโดยตรง และชิงทำประตูแรกให้ได้ (ซึ่งแมนยูมี PPG สูงถึง 2.45 เมื่อนำก่อน) เกมนี้ก็มีสิทธิ์จบลงด้วยชัยชนะของทีมเยือน