โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สงครามการค้าไม่จบ ธุรกิจต้องรอดให้ได้ ‘PJUS’ ชูแบรนด์ไทยฝ่าภาษีสหรัฐ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และนโยบายภาษีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สหรัฐอเมริกาในฐานะตลาดใหญ่ของสินค้าไทยกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญในหลากหลายมิติ

“ฐานเศรษฐกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ นายประมุข เจิดพงศาธร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท PJUS GROUP ผู้จัดหาและนำเข้าสินค้าไทยสู่ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และหน่วยงานรัฐในสหรัฐอเมริกา เพื่อถอดมุมมองเชิงลึกถึงผลกระทบจากภาษีทรัมป์ การแข่งขันที่ดุเดือด และทิศทางธสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ

นายประมุขในฐานะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ(HTA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และผู้ทำธุรกิจในสหรัฐมากว่า 28 ปี สะท้อนภาพเศรษฐกิจอเมริกาว่า กำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วราวรายวัน ปัจจัยทางการเมืองและความมั่นคงส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจ ตั้งแต่กรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไปจนถึงผลพวงจากเหตุลอบยิงอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนหน้านี้ซึ่งนำไปสู่การกวาดล้างผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น

เศรษฐกิจสหรัฐผันผวน-รีเทลแห่ปิดตัว

“การส่ง National Guard ลงพื้นที่ในหลายรัฐ ทำให้ผู้คนไม่กล้าออกจากบ้าน แม้แต่คนที่ถูกกฎหมายแต่มีญาติผิดกฎหมายก็ระวังตัว ยอดขายรีเทลเลอร์ในปีที่ผ่านมาลดลงถึง 12-14%” นายประมุข กล่าว

พร้อมชี้ว่าภาวะดังกล่าวทำให้ผู้ค้าปลีกจำนวนมากต้องยื่นขอ Chapter 11(กฎหมายล้มละลายของสหรัฐ ที่อนุญาตให้ธุรกิจยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ในขณะที่กำลังจัดทำแผนปรับโครงสร้างหนี้เพื่อฟื้นฟูกิจการ)เพื่อป้องกันการล้มละลาย

ขณะเดียวกัน นโยบายภาษีการค้าตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐ ที่เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 กลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมผู้ส่งออกไทย นายประมุขมองว่า แม้อัตราภาษีจะใกล้เคียงกับประเทศอาเซียนอื่น แต่เมื่อผนวกกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในภูมิภาค ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบอย่างมาก

บาทแข็งค่ากระทบขีดแข่งขันสินค้าไทย

“เวลานี้เงินบาทแข็งค่าอยู่ราว 31 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้โรงงานไทยต้องขายแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ ขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่น จีน ค่าเงินอ่อนกว่า แข่งขันได้ดีกว่า” เขากล่าว พร้อมชี้ว่าผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในอินเดียก็ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐสูงถึง 50% จากกรณีอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ไม่ยอมซื้อจากสหรัฐ ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในอินเดียเพื่อหวังค่าแรงหรือวัตถุดิบราคาถูกได้รับผลกระทบด้วย

ในมิติการแข่งขัน เวลานี้ คู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ คือ เวียดนาม ซึ่งทำการตลาดเชิงรุกในแทบทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มและข้าวพันธุ์ ST25 ที่มีความนุ่มใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย แต่ราคาถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ราคาข้าวไทยยังสูงจากการพยุงราคาและโครงสร้างตลาด

“ถ้าข้าวไทยแพงเกินไป ผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปใช้ของเวียดนามทันที และเขาบริหารเศรษฐกิจได้ดี GDP โต 7-9% ต่อปี ต่างจากไทยที่โตเพียง 2%” นายประมุข กล่าว

เป้าปีนี้โต 15-20% จับตลาดบนสู้ศึก

สำหรับ PJUS Group ปีที่ผ่านมาแม้เผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่ธุรกิจยังเติบโตได้จากการยึดกลยุทธ์สร้างแบรนด์ระยะยาว ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 15-20% โดยมุ่งตลาดบน ในกลุ่มสินค้า All Natural และ Organic ซึ่งลูกค้ามีกำลังซื้อสูงและไม่อ่อนไหวต่อราคา สินค้าหลักครอบคลุมตั้งแต่ข้าวหอมมะลิ ข้าวชนิดต่างๆ น้ำมะพร้าว กะทิ ไปจนถึงผลไม้อบแห้ง โดยจุดขายสำคัญคือข้าวบรรจุระบบไนโตรเจน ป้องกันมอดได้ 100%

ในด้านราคา แม้แบรนด์ใหญ่หลายรายจะปรับขึ้นเต็มอัตราภาษีตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ PJUS เลือกปรับขึ้นเพียงครึ่งเดียว เพื่อรักษาฐานลูกค้าและใช้เป็นเครื่องมือการตลาด

เปิดออร์เดอร์ NSL–เพิ่มคำสั่งซื้อเจ้าเดิม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือการเปิดออร์เดอร์ใหม่ให้กับ NSL (บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯของไทย) จำนวน 100 ตู้ ในหมวดเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว ภายใต้แบรนด์ของ PJUS โดยเริ่มในปีนี้ทันที เพื่อพิสูจน์ศักยภาพและความโปร่งใสของธุรกิจ รวมถึงการขยายออร์เดอร์กับ Thai Coconut ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์หลักในสินค้าน้ำมะพร้าวกล่อง

“ผมเลือกผลิตตามใบสั่งซื้อจริงจากห้างในอเมริกา ถ้าสินค้าไม่ตอบโจทย์ตลาดหรือความต้องการของคู่ค้าต่อให้สวยแค่ไหนก็ขายไม่ได้” นายประมุข กล่าว พร้อมเผยแผนนำทีมการตลาดและลูกค้าต่างชาติเข้าเยี่ยมโรงงานในไทย เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการจริงอย่างต่อเนื่อง

เครือข่ายแกร่งครอบคลุมทุกตลาด

ปัจจุบัน PJUS มีเครือข่ายจำหน่ายครอบคลุมทั้ง ฝั่ง West Coast และ East Coast ในสหรัฐ กลุ่มลูกค้าหลักคือ Hispanic และขยายสู่ตลาด Multicultural (ตลาดที่มีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม และสัญชาติ) ช่องทางออนไลน์ Amazon และ Weee รวมถึงร้านอาหารไทยกว่า 300 แห่ง และยังเป็นผู้ชนะการประมูลส่งสินค้าให้เรือนจำสหรัฐต่อเนื่อง 3 ปี

“โลกการค้าเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงคราม ภาษี เงินเฟ้อ และเทคโนโลยีใหม่ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเร็ว ยึดความขยัน และสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง “เราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องเตรียมพร้อมเสมอ” นายประมุข กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...