กสม.เผยปชช.ส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงข้อมูลด้านต้นทุนค่าไฟฟ้า ขาดการมีส่วนร่วมด้านพลังงาน
กสม. เผยความคืบหน้าการสำรวจความเห็นเรื่องค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม พบประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าและขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการด้านพลังงาน
20 ก.พ. 2569- นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนถึงผลกระทบจากราคาค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน เช่น ปริมาณไฟฟ้าสำรองที่เกินความจำเป็น และรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่ทำให้ต้นทุนส่วนเกินถูกส่งต่อมายังบิลค่าไฟของประชาชน เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม กสม. จึงได้มีโครงการจัดทำข้อเสนอแนะในการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยได้เปิดตัวโครงการไปเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและรับฟังเสียงรอบด้านจากทุกภาคส่วน โดยจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนใหม่ เพื่อหาจุดสมดุลที่ลงตัวระหว่างความมั่นคงด้านพลังงานและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อสร้างมาตรฐานราคาค่าไฟฟ้าที่ยุติธรรมและยั่งยืน
ที่ผ่านมา กสม. โดยคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ แม่โจ้โพล (ภาคเหนือ) อีสานโพล (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และหาดใหญ่โพล (ภาคใต้) ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นประชาชนกว่า 4,000 คน ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผลสำรวจเบื้องต้นที่น่าสนใจ ดังนี้
(1) สถานะทางการเงินและภาระค่าไฟฟ้า พบว่ากลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งหรือประมาณร้อยละ 53.73 มีรายจ่ายใกล้เคียงกับรายได้ ส่วนอีกร้อยละ 40.49 มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ และมีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 5.78 ที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาถึงระดับภาระค่าใช้จ่าย พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มองว่า “ค่าไฟฟ้า” เป็นภาระทางการเงินอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ระบุชัดเจนว่าค่าไฟคือภาระหนักที่สุดเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายอื่น สะท้อนว่าความรู้สึกแบกรับภาระไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดเงินในบิลค่าไฟเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับระดับรายได้และจำนวนสมาชิกในครอบครัวด้วย
(2) พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและความเข้าใจต่อมาตรการของรัฐ ผลการสำรวจชี้ว่าประชาชนทุกภูมิภาคใช้ไฟฟ้าสูงสุดช่วง 18.00 – 21.00 น. ซึ่งเป็นช่วงกลับบ้านพักผ่อน เมื่อสอบถามถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบคิดค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาใช้งาน (Time of Use Tariff: TOU) พบว่าร้อยละ 77.19 ไม่รู้จักระบบค่าไฟตามช่วงเวลาใช้งาน (TOU) หรือระบบที่ช่วยให้ค่าไฟถูกลงหากปรับเวลาใช้ไฟ ข้อมูลนี้สะท้อนถึงช่องว่างขนาดใหญ่ในการสื่อสารที่รัฐต้องเร่งให้ความรู้แก่ประชาชน
(3) การเข้าถึงสิทธิการอุดหนุนค่าไฟฟ้าจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บิลค่าไฟไม่เกิน 315 บาท) พบว่ากว่าร้อยละ 68.62 ไม่เคยได้รับสิทธินี้เลย และร้อยละ 16.40 เคยได้รับ แต่ปัจจุบันหลุดเกณฑ์ไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่า “ใช้ไฟเกิน” เพราะสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและอุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็นมีมากขึ้น เช่น พัดลม แอร์ ตู้เย็น และจำนวนสมาชิกในครัวเรือนมากขึ้น ทำให้วงเงินช่วยเหลือเดิมไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตจริงในปัจจุบัน
(4) ผลกระทบในช่วงที่ค่าไฟฟ้าราคาสูง พบว่าผลกระทบที่รุนแรงที่สุดคือ ประชาชนต้องลดค่าอาหารและค่าเดินทางเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าไฟ รวมถึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่บ้าน (Work from Home) เนื่องจากกังวลเรื่องค่าไฟจากการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
นอกจากผลโพลแล้ว กสม. ยังได้จัดเวทีรับฟังความเห็นในภาคอีสาน ณ จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 และภาคใต้ ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ประชาชนร่วมกันสะท้อนปัญหา เช่น ประเด็นความโปร่งใสของโครงสร้างราคา ประชาชนกังวลเรื่อง ค่า Ft และค่าความพร้อมจ่าย ที่ต้องแบกรับภาระแทนโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง จึงเสนอให้รัฐเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงอย่างตรงไปตรงมา และทบทวนการคิดค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า ประเด็นความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกล ชุมชนคนจนเมืองและชาวเกาะที่ไม่มีสิทธิในที่ดิน ไม่สามารถติดตั้งมิเตอร์ถาวรได้ ทำให้ต้องจ่ายค่าไฟประเภทชั่วคราวในราคาที่สูงกว่าปกติมาก และประเด็นสิทธิการมีส่วนร่วม การร่างแผนพลังงาน (PDP) มักทำผ่านเว็บไซต์ซึ่งเข้าถึงยาก ประชาชนจึงต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมเวทียังตั้งคำถามถึง ความยุติธรรมของราคาค่าไฟเท่ากันทั่วประเทศ (Uniform Tariff) โดยเห็นว่าชุมชนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าซึ่งเสียสละพื้นที่และแบกรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ควรได้รับส่วนลดค่าไฟเป็นการชดเชย พร้อมเสนอให้รัฐชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อลดปริมาณไฟสำรองที่ล้นเกิน และเรียกร้องให้มี “กองทุนโซลาร์เซลล์” สนับสนุนการติดตั้งบนหลังคาเรือนโดยให้ประชาชนผ่อนชำระคืนในภายหลัง เพื่อลดภาระค่าไฟในระยะยาว
ผลสำรวจและความคิดเห็นดังกล่าวเป็นเพียงเสียงสะท้อนเบื้องต้นของโครงการฯ ซึ่งหลังจากนี้ กสม. จะยังเดินหน้าเก็บข้อมูลต่อเนื่อง โดยจะมีเวทีรับฟังความเห็นอีก 2 ครั้ง ได้แก่ ภาคเหนือ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคกลาง-ตะวันออก-ตะวันตก ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ปิดรับโพลสำรวจออนไลน์
เมื่อรวบรวมข้อมูลครบทุกภูมิภาคแล้ว กสม. จะนำข้อมูลทั้งหมดมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ เพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางไม่ให้ตกหล่นจากสิทธิขั้นพื้นฐาน และปรับปรุงโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าให้เป็นธรรมกับทุกคนอย่างแท้จริง