โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวบ้านกะเบอะดินเฮ ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับเหมืองแร่ถ่านหิน

แนวหน้า

เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 17.00 น.

วันที่ 14 ก.พ.69 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองเชียงใหม่ ที่สั่งระงับมติที่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ ในการประชุมครั้งที่ 24/2554 เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2554 ที่มีมติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินในพื้นที่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำขอประทานบัตร ที่ 1/2543 ของบริษัท ๙๙ ธุวานนท์ จำกัด และต่อมา มติที่ประชุมฯในการประชุมครั้งที่ 36/2563 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2563 ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามคำขอของชาวบ้านที่อาศัยในหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 หมู่บ้านตุงลอย หมู่บ้านหนองกระทิง หมู่ที่4 หมู่บ้านยองกือ หมู่ที่ 8 หมู่บ้านขุน หมู่ที่20 ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และผู้อยู่อาศัยใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ จำนวน50ราย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ว่า คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ บริษัท ๙๙ ธุวานนท์ จำกัด ร่วมกันดำเนินโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ศาลปกครองสูงสุด ให้เหตุผลว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นนี้ว่า ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้มีการประเมินผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนต่าง ๆ ที่ใช้น้ำจากห้วยเดิมตลอดสายไม่มีการกล่าวถึงโลหะและกึ่งโลหะพิษในถ่านหิน และไม่มีการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพดินและน้ำที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำเหมืองเป็นกรดและการรั่วไหลของโลหะและกึ่งโลหะพิษลงสู่ดิน น้ำใต้ดิน และน้ำผิวดินในลักษณะแผนที่ความเสี่ยงเชิงพื้นที่และเชิงเวลา ไม่มีการประเมินความเสี่ยงและทำแผนที่ความเสี่ยงจากมลพิษอากาศให้ครอบคลุมมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนจากกิจกรรมที่ทำให้เกิดมลพิษทั้งหมดตลอดกระบวนการ อีกทั้ง ในการศึกษาจำกัดพื้นที่ศึกษาเฉพาะในรัศมี 3 กิโลเมตร จากโครงการ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่มีข้อมูลอ้างอิงและไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย และยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ได้มีประชาชนในหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 จำนวนมากแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอมก๋อย ร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภออมก๋อย และร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า มีการปลอมลายมือชื่อประชาชนหลายรายในบันทึกรายงานการประชุมประชาคมหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 ซึ่งในเวลาต่อมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้วได้มีรายงานผลการตรวจสอบ ที่ 141/2563 ลงวันที่ 24 มิ.ย.2563 โดยวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัทฯ มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเมื่อพิจารณารายงานการประชุม ทั้ง2ครั้ง ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ที่ยังคงพิจารณาตามข้อมูลเดิม ไม่ได้มีการตรวจสอบ หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อมูล ให้ถูกต้องครบถ้วน ในชั้นนี้จึงเห็นว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ฉบับสมบูรณ์) โครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอประทานบัตร ที่ 1/2543 ของบริษัท ๙๙ ธุวานนท์ จำกัด น่าจะมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้มติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่พิพาทน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองด้วยเช่นเดียวกัน

ศาลปกครองสูงสุด

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ศาลปกครองสูงสุด จึงเห็นว่าการให้คำสั่งของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ ตามมติทั้งสองครั้งดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป อาจทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบและประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ซึ่งความเสียหายที่เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น มักส่งผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนใกล้เคียงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน แม้ต่อมาภายหลังศาลจะพิพากษาเพิกถอนมติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ทั้งสองครั้งดังกล่าว ก็ไม่อาจแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบได้รับจากการบังคับตามผลของคำสั่งทางปกครองได้ อีกทั้ง หากศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ทั้งสองครั้งข้างต้น ก็จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจยังไม่สามารถออกประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหินให้แก่บริษัท ๙๙ ธุวานนท์ จำกัด และบริษัท ๙๙ ธุวานนท์ จำกัด ยังไม่สามารถเข้าดำเนินโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามที่ได้รับอนุญาตได้ ย่อมมิได้เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ แต่อย่างใด กรณีจึงมีเหตุผลอันสมควรที่ศาลปกครองจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามตามมติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ทั้งสองครั้งที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองเชียงใหม่

ศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสูงสุด
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...