โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"OSP" กำไร 3,667 ลบ. รายได้ต่างประเทศพุ่ง เดินหน้ารุกผลิตภัณฑ์ใหม่ หนุนเติบโต

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“OSP” กำไร 3,667 ลบ. รายได้ต่างประเทศพุ่ง เดินหน้ารุกผลิตภัณฑ์ใหม่ หนุนเติบโต

นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ Chief Executive Office บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยผลการดำเนินงานในปี 2568 โอสถสภาประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีวิสัยทัศน์และปรับสัดส่วนกำลังการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าระดับ 40% เป็นครั้งแรก ประกอบกับแรงหนุนจากการขยายตัวของสัดส่วนรายได้ในตลาดต่างประเทศซึ่งมีอัตรากําไรขั้นต้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย ผลักดันให้บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 3,503 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% (YoY)

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังรับรู้กำไรพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจในไตรมาส 1 ผ่านการจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายขวดแก้วในประเทศเมียนมา (MGE Group) จำนวน 295 ล้านบาท และมีการบันทึกค่าใช้จ่ายสุทธิจำนวน 130 ล้านบาท เพื่อดำเนินการรวมศูนย์การผลิตในไตรมาส 4 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ อยู่ที่ 3,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123.8% (YoY)

ขณะที่รายได้รวมในปี 2568 อยู่ที่ 26,101 ล้านบาท ลดลง 5.2% (YoY) โดยมีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศ จากการปรับโครงสร้างการขายและการจัดจำหน่ายในช่วงต้นปี เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำและเพิ่มเสถียรภาพในการวัดผลกิจกรรมทางการตลาดอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตามการปรับโครงสร้างดังกล่าวเริ่มส่งผลบวกอย่างชัดเจนในครึ่งปีหลัง โดยยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศกลับมาเติบโต 2.8% สะท้อนให้เห็นรากฐานที่แข็งแกร่งและพร้อมต่อยอดการเติบโตอย่างมั่นคงในปีถัดไป ขณะที่รายได้เครื่องดื่มในตลาดต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 4.8% (YoY) คิดเป็น 26.5% ของรายได้รวม โดยเฉพาะเมียนมาและลาวที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นในไตรมาสที่ 4 จากความแข็งแกร่งของแบรนด์และการใช้กลยุทธ์ที่สอดรับกับปัจจัยด้านฤดูกาล

ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม โอสถสภายังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในทุกเซกเมนต์ ครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังเฉลี่ยทั้งปีที่ 44.2% ใกล้เคียงกับปลายปีก่อน จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย แคมเปญการตลาดและสร้างแบรนด์ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ไทยชั้นนำอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ปรับกลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่าย (Route to Market) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยเฉพาะในช่องทางร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ โอสถสภาครองแบ่งการตลาดเฉลี่ยทั้งปีที่ 46.4% เพิ่มขึ้น 10.6% จากปลายปีก่อน นำโดยแบรนด์ ‘ซี-วิท และ ‘เปปทีน’ สะท้อนความแข็งแกร่งและความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล แม้ภาพรวมตลาดจะยังคงเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค แต่บริษัทฯ ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งตลาดสบู่เหลวอาบน้ำเด็กและอันดับสองตลาดแป้งเด็ก และสามารถขยายส่วนแบ่งทางการตลาดได้ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดจุดแข็งด้านความอ่อนโยนของแบรนด์ ‘เบบี้มายด์’ ขยายสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ (Adult segment) ภายใต้แบรนด์ อัลตร้ามายด์ บาย เบบี้มายด์ อาทิ สเปรย์ระงับกลิ่นกาย และทิชชู่เปียกสำหรับทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น โดยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นขึ้นแท่นเป็น ‘Best Seller’ ในร้านวัตสันผู้นำในตลาดสุขภาพและความงาม สะท้อนถึงความสามารถของแบรนด์ในการขยายฐานผู้บริโภคจากกลุ่มแม่และเด็กสู่กลุ่มคนวัยทำงานได้อย่างครบวงจร ตอกย้ำศักยภาพในการต่อยอดความแข็งแกร่งสู่โอกาสใหม่ได้อย่างแม่นยำ

นางสาวมุกดา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ก้าวต่อไปในปี 2569 โอสถสภายังคงมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจหลัก
อย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดจุดแข็งขององค์กรสู่โอกาสใหม่ ทั้งในตลาดต่างประเทศและภูมิภาคที่มีศักยภาพ ผ่านการพัฒนาพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับการยกระดับความเป็นเลิศในการดำเนินงานและการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในทุกมิติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอนาคต พร้อมพัฒนาประสบการณ์ผู้บริโภค และผลักดันการเติบโตควบคู่กับการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...