ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัดข้ออ้างหุ้นสื่อมูลค่าน้อย ฟังไม่ขึ้น ชี้คุณสมบัติต้องห้ามเด็ดขาด
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ “นักเล่นหุ้น” เข้าสู่อำนาจทางการเมืองระดับชาติ - ท้องถิ่น ข้ออ้างหุ้นสื่อในพอร์ตน้อย-ราคาติดดอย-ไม่มีอำนาจครองงำ ข้ออ้างฟังไม่ขึ้น
2 กุมภาพันธ์ 2569 - สืบเนื่องจากศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส.ของ “จูน” นางสาวชญานันท์ จินดาเจี่ย ผู้สมัคร สส.ราชบุรี เขต 3 พรรคเพื่อไทย ถือหุ้นใน RS จำนวน 220 หุ้น มูลค่าหุ้น 0.17 บาท รวมเป็นราคม 37.40 บาท ทำให้เกิดข้อถกเถียงเป็นวงกว้าง ว่า ศาลฎีกาใช้เกณฑ์อะไรในการเพิกถอนสิทธิสมัคร สส. นั้น
ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ปัญหาเรื่องถือครองหุ้นสื่อหรือเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ได้กำหนดเป็นบทบัญญัติต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งในสนามการเมืองระดับชาติ และสนามการเมืองท้องถิ่น
เหตุที่เป็นเช่นนี้ การแยกนักการเมืองออกจากสื่อมวลชน เพราะป้องก้นการแทรกแซงสื่อไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ป้องกันไม่ให้นักการเมืองใช้สื่อในมือเอารัดเอาเปรียบทางการเมือง อันเป็นการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
จึงได้นำมาเป็นหลักเกณฑ์ข้อหนึ่งในการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส. รวมถึงกรณีผู้สมัครผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกท้องถิ่นด้วย
ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ ผลผลิตรัฐธรรมนูญถูกนำมาใช้ครั้งแรกในการเลือกตั้ง สส.ปี 2562 ปฎิรูปโครงสร้างผู้สมัครก่อนการเข้าสู่อำนาจรัฐโดยผู้สมัครจะต้องเคลียร์ตนเองก่อนสมัครรับเลือกตั้ง
การเคลียร์ตนเอง หมายถึง การตรวจสอบว่า ผู้สมัครรายนั้น เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ หรือไม่ และเป็นหน้าที่ของผู้สมัครรายนั้นโดยตรง
รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ยึดในวันสมัคร สถานะเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆหรือไม่ พิจารณาจากทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือหนังสือบริคณฑ์สนธิที่ได้จดทะเบียนต่อพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
วัตถุประสงค์หลัก ในการประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์
พูดภาษาชาวบ้าน คือ แม้เป็นเจ้าของวิทยุกระจายเสียงในตำบล คลื่นส่งถี่ระยะสั้น ย่อมเหมารวมถึง เพราะถือว่าเป็นสื่อมวสชนใดๆ
“เป็นบทบัญญัติเด็ดขาด” เป็นบุคคลต้องห้าม “มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.”ตาม รธน. มาตรา 98 (3) ประกอบ พรป.สส.มาตรา 42 (3)
ถือหลักเกณฑ์ข้อห้าม คือ “วันที่ได้ยื่นใบสมัคร”
บางคน พลาดพลั้งไป เพราะไม่ได้ตรวจสอบตนเองก่อนที่จะอาสาเป็นผู้แทนราษฎร หรือนักการเมืองท้องถิ่น ทำให้ถูก กกต.สอยในภายหลัง
ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐาน โดยตีความตามตัวบท “แม้ถือครองหุ้นสื่อเพียงหุ้นเดียว” เข้าข่าย เป็น“บุคคลต้องห้าม”มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สส. โดย กกต.ตัดสิทธิมิให้สมัครโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ในสนามท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกท้องถิ่น เคยถูก กกต.สอยภายหลัง ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเลือกตั้ง ใช้เหตุผลเดียวกันกับศาลฎีกา
แต่ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยโดยยึดหลักข้อกฎหมาย ส่วนข้อเท็จจริง ยึดหลัก “วัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อแท้จริง” แม้ในบริษัท หรือ หจก.จะจดทะเบียนครอบคลุมวัตถุประสงค์ทั่วไปหลายข้อ แต่ยึดหลักประกอบกิจการที่แท้จริง
ตัวแปรหลัก พิจารณาว่า บริษัททำกิจการสื่อหรือไม่ ยังดำเนินกิจการสื่ออยู่หรือไม่ ผู้สมัครถือหุ้นในวันสมัครหรือไม่ ถือหุ้นเองหรือผ่านนอมินี และมีอำนาจควบคุมกิจการหรือไม่
ส่วนใบอนุญาตประกอบกิจการที่รัฐออกให้ หากเป็นหนังสือพิมพ์ จะพิจารณาจาก ใบอนุญาตประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ ส่วนวิทยุ โทรทัศน์ พิจารณาจาก ใบอนุญาตจาก กสทช.
การเข้าสู่อำนาจรัฐหรือพูดภาษาชาวบ้าน คือ เล่นการเมือง นักช้อนซื้อหุ้น นักเล่นหุ้น หรือนักเทรดหุ้น ประเภทซื้อมาขายไป ในตลาดหลักทรัพย์ ต้องดูว่าขณะสมัคร ได้ถือครองหุ้นหรือไม่ เป็นหุ้นสื่อหรือไม่ โดย กกต.ตรวจสอบจากฐานข้อมูลจากนายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
มีตัวอย่าง ในคดีหุ้นสื่อ กรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.ปชป.นครนายก กรณีถือหุ้นในบริษัทลูก ที่มีสัดส่วนน้อย ไม่อาจไปกำกับควบคุมกิจการของบริษัทแม่ได้ ศาลฎีกาสั่งคืนสิทธิ์ให้
ส่วนคดีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ปม บจม.ไอทีวี จอดับ ไม่ได้ประกอบกิจการแท้จริง ทำให้รอดมาได้หวุดหวิด
กรณีหุ้นถือครองหุ้น ของจูน ชญานันท์ เพื่อไทย เล่นหุ้น เทรดหุ้น และยังถือหุ้น RS จำนวน 220 หุ้นมูลค่าหุ้น 0.17 บาท รวมเป็นราคม 37.40 บาท ขณะยื่นใบสมัคร
แม้จูน ชญานันท์ พรรคเพื่อไทย จะยกข้อต่อสู้ว่า หลงลืม มีราคาน้อย และไม่ได้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น โดยไม่มีอำนาจสั่งการกำกับควบคุมกิจการของ บริษัท RS แม้ข้อต่อสู้คล้ายคลึงกับนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ แต่มีข้อแตกต่าง จูน ชญานันท์ฯ ถือหุ้นสื่อในกิจการหลักที่นำมาซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยตรง แต่กรณีนายชาญชัยฯ ถือหุ้นสื่อในบริษัทลูกที่ไม่อาจไปกำกับควบคุมกิจการของบริษัทแม่ได้ ผลคดีศาลฎีกาออกมาจึงตรงข้ามกัน ไม่ได้วินิจฉัยสองมาตรฐาน
ศาลฎีกา วินิจฉัย ยึดหลักข้อกฎหมาย แม้จูน ชญานันท์ เพื่อไทย จะถือหุ้นสื่อ จำนวน 220 หุ้น มูลค่าหุ้น 0.17 บาท รวมเป็นราคม 37.40 บาท เป็นราคาน้อย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยตีความตามตัวอักษรและตีความโดยเคร่งครัด ผลคดีของจูน ชญานันท์ จึงออกมาเป็นลบพูดภาษาชาวบ้าน ศาลฎีกาไม่คืนสิทธิ์ให้จูน ชญานันท์
ถอดบทเรียนของนักเล่นหุ้น เทรดหุ้น ก่อนเข้าสู่อำนาจทางการเมือง จะต้องเคลียร์ตนเองให้ชัดแจ้งก่อนสมัครรับเลือกตั้ง เพราะขนาดหุ้นยังหลงลืม แล้วจะอาสามาเป็นตัวแทนประชาชน.