SCB EIC ขยับคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 โต 1.8% รับแรงหนุนเศรษฐกิจโลก–การเมืองนิ่ง
SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% ตามแรงหนุนส่งออกและลงทุนเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพการเมืองในประเทศที่ดีขึ้น
SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ปรับดีขึ้นเป็น 1.8% (เดิม 1.5%) ในภาพรวมยังมีทิศทางชะลอตัวลงจากปีก่อน อัตราการเติบโตยังคงต่ำกว่าในอดีตและศักยภาพระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก และปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยเฉพาะความเปราะบางของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs รวมถึงแรงส่งภาครัฐอาจทำได้จำกัดในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่
มุมมองการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนไทยปรับดีขึ้น ตามทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกตลอดจนแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่อง จากกระแสการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ราว 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67%YOY โดยเฉพาะความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพสูง เช่น Data center ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เครื่องใช้ไฟฟ้า และการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ EV ส่งผลให้การก่อสร้างภาคเอกชน เช่น สิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์และโรงงานมีแนวโน้มเติบโตตาม
ในกรณีฐาน ไทยจะได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค.2569 โดยยังมีความเสี่ยงการเมืองที่ต้องติดตาม พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพขึ้น สร้างความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนการเมืองไทยลงได้บ้าง โดยรัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. หลังแถลงนโยบาย และอาจประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ล่าช้าบ้างราว 1-2 เดือน ซึ่งจะกระทบความต่อเนื่องของเม็ดเงินลงทุนภาครัฐในช่วงไตรมาส 4 โดยนโยบายพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังจากหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดานและความเสี่ยงเครดิตเรตติง คาดหวังว่าทิศทางการผลักดันนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศระยะยาวจะมีความชัดเจนขึ้นหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย
อย่างไรก็ดี ยังคงมีความเสี่ยงทางการเมืองต้องติดตามในระยะข้างหน้า จากกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายและการจัดเลือกตั้งใหม่ รวมถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจทำให้การประกาศใช้ล่าช้าไปต้นปีหน้า
อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะปรับลดลงอีกสู่ 1% ภายในกลางปีนี้
SCB EIC ประเมิน กนง. อาจลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งภายในกลางปีนี้ และจะคงไว้ที่ระดับ 1% ตลอดช่วงที่เหลือของปี เพื่อลดความตึงตัวของภาวะการเงิน โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางสถานการณ์สินเชื่อที่ยังคงหดตัวเป็นวงกว้าง และคุณภาพสินเชื่อที่ยังไม่ปรับดีขึ้น นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 1-3% อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนภาวะอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา นอกจากนี้ มาตรการการเงินเฉพาะจุดของภาครัฐ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการลดความเสี่ยงเครดิตผ่านกลไกค้ำประกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน
เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวต่อเนื่อง จากกระแสการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ท่ามกลางแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกีดกันทางการค้า
SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัว 2.7% สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.5% จากแรงส่งการลงทุน
ในเทคโนโลยี AI และอุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง เศรษฐกิจที่จะได้รับประโยชน์หลัก ได้แก่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวดี 2.2% จากกระแสการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจเอเชียตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้ จะได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตสูงตามกระแสการลงทุนดิจิทัล
โดยประเมินว่า 5 เศรษฐกิจหลักของภูมิภาคอาเซียนจะขยายตัวสูง 5.1% และเศรษฐกิจเอเชียอื่น ๆ จะยังเติบโตได้ เช่น เศรษฐกิจจีน มีแนวโน้มขยายตัว 4.6% ตามการเติบโตของการส่งออกนอกตลาดสหรัฐฯ เศรษฐกิจญี่ปุ่น จะขยายตัว 0.9% ส่วนหนึ่งจากมาตรการการคลังเชิงรุกที่ชัดเจนขึ้นหลังพรรค LDP ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ขณะที่เศรษฐกิจอินเดีย มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง 6.5% หลังบรรลุข้อตกลงลดอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จาก 50% เหลือ 18%
นโยบายการเงินโลกผ่อนคลายได้อีกไม่มากจากความเสี่ยงเงินเฟ้อในบางประเทศ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีกรวม 0.5% ในปีนี้ และจะคงไว้ในระดับนี้ ซึ่งนับว่าสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ขณะที่การเสนอชื่ออดีตสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ Fed (Kevin Warsh) เพื่อดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนต่อไปช่วยลดความกังวลของนักลงทุนต่อแนวนโยบาย Fed ในระยะข้างหน้าได้บ้าง แต่ความเป็นอิสระของ Fed ยังคงเป็นประเด็นที่ตลาดติดตาม
ธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้ หลังทิศทางการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 2% ไว้ทั้งปี โดยเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศ Euro Area ส่วนใหญ่ทยอยลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2% แล้ว ในภาพรวมภาวะการเงินโลกจะผ่อนคลายกว่าปีก่อนกลับไปใกล้ระดับก่อนวิกฤติโควิด -19 ทั้งนี้การลดดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินโลกเพิ่มเติมอาจทำได้อีกไม่มาก เพราะบางประเทศยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อสูงอยู่
อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม…https://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0226