โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCB EIC ขยับคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 โต 1.8% รับแรงหนุนเศรษฐกิจโลก–การเมืองนิ่ง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 3.58 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

SCB EIC ปรับเพิ่ม GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% ตามแรงหนุนส่งออกและลงทุนเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพการเมืองในประเทศที่ดีขึ้น

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ปรับดีขึ้นเป็น 1.8% (เดิม 1.5%) ในภาพรวมยังมีทิศทางชะลอตัวลงจากปีก่อน อัตราการเติบโตยังคงต่ำกว่าในอดีตและศักยภาพระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก และปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยเฉพาะความเปราะบางของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs รวมถึงแรงส่งภาครัฐอาจทำได้จำกัดในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่

มุมมองการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนไทยปรับดีขึ้น ตามทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกตลอดจนแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่อง จากกระแสการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลก สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ราว 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67%YOY โดยเฉพาะความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพสูง เช่น Data center ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เครื่องใช้ไฟฟ้า และการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ EV ส่งผลให้การก่อสร้างภาคเอกชน เช่น สิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์และโรงงานมีแนวโน้มเติบโตตาม

ในกรณีฐาน ไทยจะได้รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค.2569 โดยยังมีความเสี่ยงการเมืองที่ต้องติดตาม พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพขึ้น สร้างความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนการเมืองไทยลงได้บ้าง โดยรัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. หลังแถลงนโยบาย และอาจประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ล่าช้าบ้างราว 1-2 เดือน ซึ่งจะกระทบความต่อเนื่องของเม็ดเงินลงทุนภาครัฐในช่วงไตรมาส 4 โดยนโยบายพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่กับแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังจากหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดานและความเสี่ยงเครดิตเรตติง คาดหวังว่าทิศทางการผลักดันนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศระยะยาวจะมีความชัดเจนขึ้นหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย

อย่างไรก็ดี ยังคงมีความเสี่ยงทางการเมืองต้องติดตามในระยะข้างหน้า จากกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายและการจัดเลือกตั้งใหม่ รวมถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจทำให้การประกาศใช้ล่าช้าไปต้นปีหน้า

อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะปรับลดลงอีกสู่ 1% ภายในกลางปีนี้

SCB EIC ประเมิน กนง. อาจลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งภายในกลางปีนี้ และจะคงไว้ที่ระดับ 1% ตลอดช่วงที่เหลือของปี เพื่อลดความตึงตัวของภาวะการเงิน โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางสถานการณ์สินเชื่อที่ยังคงหดตัวเป็นวงกว้าง และคุณภาพสินเชื่อที่ยังไม่ปรับดีขึ้น นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 1-3% อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนภาวะอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา นอกจากนี้ มาตรการการเงินเฉพาะจุดของภาครัฐ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการลดความเสี่ยงเครดิตผ่านกลไกค้ำประกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน

เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวต่อเนื่อง จากกระแสการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ท่ามกลางแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายกีดกันทางการค้า

SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัว 2.7% สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2.5% จากแรงส่งการลงทุน
ในเทคโนโลยี AI และอุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง เศรษฐกิจที่จะได้รับประโยชน์หลัก ได้แก่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวดี 2.2% จากกระแสการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจเอเชียตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้ จะได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตสูงตามกระแสการลงทุนดิจิทัล

โดยประเมินว่า 5 เศรษฐกิจหลักของภูมิภาคอาเซียนจะขยายตัวสูง 5.1% และเศรษฐกิจเอเชียอื่น ๆ จะยังเติบโตได้ เช่น เศรษฐกิจจีน มีแนวโน้มขยายตัว 4.6% ตามการเติบโตของการส่งออกนอกตลาดสหรัฐฯ เศรษฐกิจญี่ปุ่น จะขยายตัว 0.9% ส่วนหนึ่งจากมาตรการการคลังเชิงรุกที่ชัดเจนขึ้นหลังพรรค LDP ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ขณะที่เศรษฐกิจอินเดีย มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง 6.5% หลังบรรลุข้อตกลงลดอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จาก 50% เหลือ 18%

นโยบายการเงินโลกผ่อนคลายได้อีกไม่มากจากความเสี่ยงเงินเฟ้อในบางประเทศ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีกรวม 0.5% ในปีนี้ และจะคงไว้ในระดับนี้ ซึ่งนับว่าสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ขณะที่การเสนอชื่ออดีตสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ Fed (Kevin Warsh) เพื่อดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนต่อไปช่วยลดความกังวลของนักลงทุนต่อแนวนโยบาย Fed ในระยะข้างหน้าได้บ้าง แต่ความเป็นอิสระของ Fed ยังคงเป็นประเด็นที่ตลาดติดตาม

ธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ) จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้ หลังทิศทางการปรับขึ้นค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 2% ไว้ทั้งปี โดยเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศ Euro Area ส่วนใหญ่ทยอยลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2% แล้ว ในภาพรวมภาวะการเงินโลกจะผ่อนคลายกว่าปีก่อนกลับไปใกล้ระดับก่อนวิกฤติโควิด -19 ทั้งนี้การลดดอกเบี้ยเพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินโลกเพิ่มเติมอาจทำได้อีกไม่มาก เพราะบางประเทศยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อสูงอยู่

อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็มhttps://www.scbeic.com/th/detail/product/SCBEIC-Monthly-insight-0226

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...