โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เอกชน จี้รัฐสร้างนโยบายสาธารณสุข ปั้นไทย “ฮับสุขภาพโลก”

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทำให้นโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคภูมิใจไทยถูกจับตามองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายพยาบาลอาสา (ทำงาน ดูแลผู้สูงวัยถึงที่) เสนอโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เพื่อดูแล ช่วยเหลือผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์ รวมถึงนโยบายที่น่าจับตา ไม่ว่าจะเป็น การปลดล็อกกัญชา-กัญชง ออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 ส่งเสริมการใช้เพื่อการแพทย์ หรือ “ศูนย์ฟอกไตฟรี” ครบทุกอำเภอ และโครงการ “เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง” ทุกจังหวัด เป็นต้น

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และประธานกรรมการบริหารกลุ่ม โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตอนนี้หวังว่ารัฐบาลใหม่จะมีความเข้มแข็งและมั่นคง ซึ่งจะส่งผลดีต่อทุกภาคส่วนและช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกันก็ควรมีแผนงานที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมและภาคอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ที่กำลังซบเซาให้กลับมา ที่สำคัญคือนโยบายทางด้านสาธารณสุขที่ถือว่ามีความสำคัญมาก

  • รัฐบาลควรปฏิรูประบบสาธารณสุขและงบประมาณใน 3 กองทุนหลัก ซึ่งมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข คือ สวัสดิการข้าราชการ ที่ใข้ปัจจุบันงบประมาณทะลุเพดานนับแสนล้านบาท โดยเฉพาะส่วนของผู้ป่วยใน
  • ระบบประกันสังคม ขณะนี้มีผู้ประกันตนทั้งหมดประมาณ 13.4 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 60% ล้วนเลือกใช้บริการกับโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายจึงสูง
  • การสมทบเงิน ควรปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบจากเดิมอย่างสมเหตุและผล
  • การบริหารกองทุนต้องทำให้กองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายตามโครงสร้างของสังคมในอนาคต

หัวใจสำคัญคือการทำให้ระบบเป็น “ปัจจุบัน” และ “ยุติธรรม” ต่อผู้ให้บริการ รื้อแนวคิด “สิทธิถ้วนหน้า” สู่ “ความยั่งยืน” ปรับปรุงโครงสร้างเพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษี รื้อระบบ “ฟรีทั้งหมด” มาเป็น “คนรวยช่วยคนจน” โดยให้ผู้ที่อยู่เหนือเส้นความจนมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าบริการ เพื่อให้ระบบอยู่รอดได้ในระยะยาว รวมถึงเรื่องโรงพยาบาลรัฐเกือบทุกแห่งที่นังขาดทุนด้วย

“ตามข้อเสนอแนะ อยากให้รัฐบาลใส่ใจค่าอัตราค่าบริการที่โรงพยาบาลควรได้รับจากระบบกองทุนให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้ปรับมานานกว่า 5 ปี หรือควรมีเกณฑ์ปรับทุก ๆ 2 ปี โดยอ้างอิงจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) เพราะปัญหาหลักขณะนี้โรงพยาบาลรัฐเกือบทุกแห่งประสบภาวะขาดทุน โดยเฉพาะเคสผู้ป่วยใน (IPD) ที่เป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หรือโรคหัวใจ เนื่องจากต้นทุนสูงแต่ถูกกดค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความเป็นจริง”

นอกจากนี้ นโยบายการผลักดันประเทศไทยสู่ Medical Hub ควรมีอย่างต่อเนื่องและเป็นมาตรฐานสากล เพราะปัจจุบันดำเนินการโดยภาคเอกชนเป็นหลัก ทั้งที่ พรบ.สถานพยาบาล ปี พ.ศ. 2541 ประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน JCI เป็นจำนวนมาก (อาจจะมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และภาครัฐจะต้องสนับสนุนจัดทำระบบ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกในการดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติ

ด้าน นายสุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลในภาคส่วน Wellness และสุขภาพ ตอนนี้ถือว่ายังขาดประสิทธิภาพและไม่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ส่งผลกระทบ (Impact) ในระยะยาว ต่ออุตสาหกรรมอย่างแท้จริง และยังมองไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

“ในฝั่งของผู้ประกอบการ Wellness ยังคงไม่เห็นนโยบายควิกบิ๊กวินที่ออกมาขับเคลื่อนส่วนนี้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีการพูดถึงนโยบายสุขภาพในภาพรวมบ้างแต่ก็มีเนื้อหาน้อยมาก ที่สำคัญคือปัญหาความไม่ต่อเนื่อง นโยบายมักเกิดขึ้นแต่รัฐบาลกลับอยู่ไม่นาน เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายที่เคยสนับสนุนก็อาจถูกเปลี่ยนไป ไม่เกิดการสานต่อที่ยั่งยืน”
ดังนั้น สิ่งที่เอกชนต้องการ คือ การสนับสนุนอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง เพื่อให้เรื่องสุขภาพ หรือ Wellness เป็น “ภารกิจแห่งชาติ” แทนที่จะเน้นแค่การออกนโยบายสนับสนุนลอย การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ด้านนี้โดยเฉพาะจะตอบโจทย์มากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...