โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รู้จัก B.GRIMM ธุรกิจอายุ 145 ปี จากร้านปรุงยาสู่ 6 ธุรกิจยักษ์ เป้าหมายต่อไป คือ รุกทั่วโลก

TODAY

อัพเดต 30 ม.ค. 2567 เวลา 17.15 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. 2567 เวลา 08.45 น. • workpointTODAY

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าประเทศไทยมีบริษัทที่อยู่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เคยเป็นร้านปรุงยา และสามารถเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน ที่มีอายุกว่า 145 ปี หลังก่อตั้งขึ้นในปี 1878

ย้อนไปกลับ ‘B.GRIMM’ หรือที่ต่อจากนี้จะเรียกว่า ‘บี.กริม’ มีจุดเริ่มต้นจากร้านปรุงยาตำรับตะวันตกแห่งแรกของประเทศไทย ‘สยามดิสเป็นซารี่’ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1878 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นร้านยาหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5

ก่อนในปี 1888 บี.กริมจะได้เข้ามาร่วมพัฒนาคลองรังสิต 1,500 กิโลเมตรร่วมกับตระกูลสนิทวงศ์ และต่อยอดธุรกิจสู่โครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

จนกระทั่งปี 1998 บี.กริม จึงได้เริ่มต้นทำธุรกิจพลังงานในประเทศไทยและนำไปสู่การเริ่มต้นธุรกิจ ‘พลังงานสะอาด’ ในปี 2015 และธุรกิจที่ตามมาหลังสุดอย่างธุรกิจเฮลท์แคร์และดิจิทัลโซลูชันในปี 2019

จนถึงปัจจุบัน ‘บี.กริม’ มีอายุกว่า 145 ปีแล้ว โดยมี ‘ฮาราลด์ ลิงก์’ ทายาทของตระกูลลิงก์ ชาวเยอรมันที่ได้สัญชาติไทยในปี 2543 ทำหน้าที่เป็น ‘ประธาน’ ของ บี.กริม

ตอนนี้ บี.กริม มี 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1) ธุรกิจด้านพลังงาน
2) ธุรกิจอุตสาหกรรม
3) ธุรกิจสุขภาพ
4) ธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล
5) ธุรกิจไลฟ์สไตล์
6) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

โดย 3 ธุรกิจหลักที่ ‘บี.กริม’ ให้ความสำคัญและตั้งเป้าหมายในการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้ คือ

[ ธุรกิจพลังงานโตต่อเนื่อง รุกขยายออกนอกประเทศ ]

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัททางด้านพลังงานที่เน้นผลิตและสร้างโครงการพื้พลังงานเพื่อนิคมอุตสาหกรรม รวม โครงการโรงไฟฟ้าเพื่ออุตสาหกรรม 23 โครงการและโครงการพลังงานสะอาดอื่นๆ อีกกว่า 11 โครงการ

จุดแข็งของ บี.กริม เพาเวอร์ คือ เป็นผู้นำกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและพลังงานหมุนเวียน และมีการยกระดับความร่วมมือทางธุรกิจระดับโลก

เป้าหมายต่อไปของ บี.กริม เพาเวอร์

– ตั้งเป้าเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ในปี 2573 (ปีที่แล้วแก๊ส 74% ตอนนี้ 65% ส่วนโซลาร์และพลังงานน้ำ 35%)

– ขยายการลงทุนสู่กำลังการผลิต 10,000 เมกะวัตต์จากโครงการที่เปิดไปแล้วและอยู่ระหว่างพัฒนาในปี 2573 รวมงบการลงทุน 410,000 ล้านบาท (แบ่งเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น 68,000 ล้านบาท) มองหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนการเติบโตของโครงการ

– อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการในประเทศไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อิตาลี และยูเออี โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งและเปิดดำเนินการแล้ว 3,970 เมกะวัตต์ (+19% YoY) อยู่ระหว่างพัฒนาอีก 12 โครงการ จะมีกำลังการผลิตรวม 4,623 เมกะวัตต์

ไฮไลต์ คือ โครงการใน ‘เกาหลีใต้’ ที่ลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ทำให้ บี.กริม เพาเวอร์ เป็น 1 ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สเปน สหรัฐอเมริกา และไทยที่ได้รับเชิญจากเกาหลีใต้เข้าร่วมงาน Investment Korea 2023

นอกจากนั้น ยังอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสการขยายโครงการในพื้นที่ ‘สหรัฐอเมริกา’ โดยจะเริ่มต้นจากสเกลขนาดย่อมก่อนขยายพอร์ตในอนาคต

อีกอย่าง คือ บริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุนภายใต้ บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้กับรัฐบาลไทยจำนวน 16 โครงการ รวมกำลังการผลิต 339.3 เมกะวัตต์ พร้อมเข้าร่วมโครงการพลังงานหมุนเวียนรอบถัดไปแล้ว

“คาดผลประกอบการปี 2567 ดีกว่าปีที่ผ่านมา”

[ แอร์โต สถานีชาร์จอีวีไปต่อ ตั้งเป้ารายได้โต 3 เท่า ]

ธุรกิจหลักที่ 2 คือ บี.กริม อุตสาหกรรม ธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเติบโตกว่า 14% ในปีก่อน ธุรกิจที่เป็นไฮไลต์เลย คือ ‘ระบบปรับอากาศแคเรียร์’ ที่ขยับขึ้นมาเป็นผู้นำระบบปรับอากาศ ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็น Top 3 ของประเทศไทย ด้วยสินค้าใหม่ๆ ที่มากับนวัตกรรม IoT

นอกจากนั้น ยังได้ขยายธุรกิจ ‘สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า’ หรือ EV Changing พร้อมทางเลือกติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ในปี 2566 ได้ติดตั้งไปแล้ว 70 หัวชาร์จ ปีนี้จะเน้นขยายธุรกิจนี้ต่อเนื่อง

ขยายธุรกิจติดตั้งโซลาร์เวลล์แบบ EPC บริการติดตั้งแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ออกแบบ ติดตั้ง ขออนุญาต จนจบกระบวนการและโซลูชันเพื่อสุขภาพผู้ใช้งานอาคารต่างๆ ที่ติดตั้งในห้างเซ็นทรัลแล้ว 6 แห่ง

ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในระยะยาว 3 เท่าภายในปี 2573

[ ธุรกิจยาตั้งเป้าขึ้น TOP1 กลุ่มยาเจเนริก ]

ธุรกิจที่ 3 คือ บี.กริม ฟาร์มา หนึ่งในเรือธงของ บี.กริม ที่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจอายุร้อยกว่าปี ซึ่งทาง บี.กริม ได้นำธุรกิจนี้กลับมาพัฒนาอีกครั้งหลังจากหยุดไปในช่วงปี

ปัจจุบัน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ได้แก่ ยาและเวชภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มยารักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด (กลุ่มยาเรือธง)
2. กลุ่มยารักษาโรคระบบประสาทและจิตเวช (ผู้นำตลาด)
3. กลุ่มยารักษาโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ
4. กลุ่มยารักษาโรคระบบทางเดินอาหาร

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เวชสำอาง และเครื่องมือแพทย์ โดยมีผู้ป่วยเข้าถึงยาของ บี.กริม ฟาร์มา 3 ล้านคนต่อปี

และมีผลิตภัฑณ์ที่ขึ้นทะเบียนอยู่ 450 สินค้า ขายใน 26 ประเทศ โดยมีตลาดหลักเป็นไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย รวมมูลค่าพอร์ตกว่า 3.3 พันล้านบาท

เป้าหมาย คือ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของยาเจเนริกในประเทศไทย (จากตอนนี้อยู่ในอันดับ 3) และสามารถเข้าถึงคนไทยได้มากกว่า 4.5 ล้านคน นอกจากนั้น เตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง ‘กลุ่มยาเบาหวาน’ และ ‘กลุ่มยารักษามะเร็ง’ ในระยะเวลา 7 ปีข้างหน้า

ส่วนในภาพรวมธุรกิจ ‘บี.กริม’ ตั้งเป้าจะเป็น ‘องค์กรชั้นนำระดับโลก’ ขยายธุรกิจไปในหลายประเทศทั่วโลก ผลักดันให้ต่างประเทศเห็นถึงศักยภาพของคนไทย นำพาธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

“ตลอด 145 ปี บี.กริม มุ่งมั่นในการทำธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม จากจุดเริ่มต้นธุรกิจร้านปรุงยาสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 สู่บริษัทที่มีหลากหลายธุรกิจในทุกวันนี้…และวันนี้ บี.กริมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่การริเริ่มขุดคลองชลประทานรังสิตเป็นระยะทาง 1,500 กิโลเมตร, การนำเข้ายาที่ทำให้คนไทยไม่ต้องป่วยตายโดยไม่จำเป็น, การติดตั้งเครื่องโทรเลขไร้สายเป็นครั้งแรก ตลอดจนกิจกรรมด้านอุตสาหกรรมและการดำเนินธุรกิจการค้าอื่น ๆ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...