ทะลุมิติมากับมิติสวรรค์
ข้อมูลเบื้องต้น
*** เนื้อหาของนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจิตนาการของผู้เเต่ง ขอให้ผู้อ่านทุกท่านงดเชื่อมโยงกับโลกเเห่งความจริง
ขอให้ผู้อ่านทุกท่านสนุก เเละเพลิดเพลินกับเรื่องราวในนิยายต่อไปนี้ได้เลยค่ะ ***
01
“พี่สาว ตื่นขึ้นมากินข้าวต้มก่อนสิครับ”เจินเจินที่กำลังจมอยู่ในห้วงลึก หลังจากที่เธอถูกรถชนระหว่างข้ามถนนเพื่อไปกินข้าวเย็น ค่อยๆลืมตาขึ้นมองไปที่ที่มาของเสียงด้วยความมึนงง
“เด็กน้อย หนูเป็นใครหรอจ๊ะ”เจินเจินถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“เอ๊ะ หรือว่านี่เป็นโลกหลังความตายกันนะ”เจินเจินที่ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก พูดกับตนเองเพียงลำพัง
“พี่สาว นี่พี่ป่วยจนกลายเป็นคนโง่แล้วหรอ”เด็กชายตัวน้อยที่ถือถ้วยข้าวต้มที่มีรอยบิ่นเล็กน้อยเบิกตากว้างด้วยความตกใจทันทีที่เห็นว่าพี่สาวของเขานั้นมีอาการแปลกไป เพราะบ้านของเขาไม่มีเงินพอที่จะส่งพี่สาวที่ป่วยหนักไปหาหมอ นั้นจึงทำให้พี่สาวของเขาสลบสไลหลังจากไข้ขึ้นสองมาสองวันแล้ว และทันทีที่พี่สาวของเขาตื่นขึ้นมาพี่สาวของเขาก็คลับคล้ายคลับคลาราวกับคนเสียสตินั้นจึงทำให้ใจของเขาร้อนรุ่มด้วยความเป็นกังวลขึ้นมาไม่น้อย
“ไม่ได้การแล้ว วันนี้ฉันต้องไปตามท่านหมอมาดูอาการของพี่สาวให้ได้แล้วจริงๆ”เป่าโยวพูดแล้วก็รีบสาวเท้าออกไปจากห้องทรุดโทรมของพี่สาวของเขาอย่างเร่งรีบ
“ดะ-เดี๋ยวสิ”เจินเจินที่คิดจะลุกขึ้นไปคว้าตัวน้องชายเพื่อถามถึงสถานการณ์ปัจจุบัน แต่อยู่ๆ เธอก็ต้องหยุดการกระทำของเธอในทันทีเมื่ออยู่ๆ หัวของเธอก็มีอาการปวดขึ้นมาอย่างรุนแรง
“อึก”ริมฝีปากแห้งขบแม้มเข้าหากันอย่างน่ากลัว เมื่อความทรงจำของเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอราวกับน้ำป่าที่เชี้ยวกราด และจากความทรงจำก็ทำให้เจินเจินที่ตอนนี้ล้มตัวลงนอนบนเตียงแข็งด้วยความอ่อนแรง ด้วยรู้แล้วว่าในตอนนี้เธอเจินเจินกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เธอเคยคิดว่าจะมีแค่ในนิยายที่เธอเคยอ่านในเวลาว่างเท่านั้น
เฉินเป่าเจินกเจ้าของร่างที่เธอเข้ามาอาศัยอยู่ในตอนนี้ สถานการณ์ครอบครัวของเธอเป็นอยู่นั้นหากจะเรียกว่าอนาจ ก็คงไม่สามารถพูดได้อย่างภาคภูมิ เพราะสถานการณ์ของครอบครัวของเธอในตอนนี้นั้นช่างน่ารัดทนจนอยากกระโดดน้ำหนีชะตากรรมนี้ให้รู้แล้วรู้รอด ครอบครัวที่แต่เดิมเป็นครอบครัวที่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวใหญ่ที่มีเฉินต๋า ปู่ที่แสนลำเอียง ยังไม่พอหลังจากที่พ่อของเจ้าของร่างอย่างเฉินเป่าเจินโชคร้ายถูกหมีป่าทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ครอบครัวรองของเธอก็ถูกเตะออกมาจากตระกูลเฉินอย่างไม่ใยดี
“เฮ้ออ แล้วแบบนี้ฉันจะทำอย่างไร กับชะตากรรมนี้ดีนะ”เฉินเป่าเจินนอนก่ายหน้าผากของเธอด้วยท่าทางเหม่อลอยพึมพำออกมากับตัวเองด้วยความหนักใจ
หน้าบ้านตระกูลเฉินในตอนนี้ ได้มีชาวบ้านมุงดูความวุ่นวายอยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถึงแม้ว่านี่จะอยู่ในฤดูหนาวแต่เด็กชายตัวน้อยตรงหน้ากลับสวมใส่เพียงแค่เสื้อผ้าบางๆ เพียงเท่านั้น แต่สำหรับชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์นี้เป็นประจำจึงทำให้พวกเขาไม่ได้มีความคิดเข้าไปช่วยเหลือเด็กชายตรงหน้าของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต้องการทำในตอนนี้มีเพียงแค่รับชมความสนุกของเหตุการณ์ตรงหน้าเพียงเท่านั้น
“คุณปู่ครับ ผมจำเป็นต้องพาหมอไปรักษาให้กับพี่สาวของผมจริงๆ นะครับ”เฉินเป่าโยวขอร้องปู่ของเขาพร้อมกับพยายามที่จะเข้าไปจับชายกางเกงของปู่ด้วยสายตาอ้อนวอน แต่นั้นไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวตรงหน้าเกิดความเห็นใจเขาเลยแม้แต่น้อย ชายชราสะบัดขาออกจากการเกาะกุมของมือหยาบกระด้างจากการทำงานหนักของเด็กชายอย่างเลือดเย็น
“เป่าโยว เราตัดขาดจากบ้านของพวกแกแล้ว เงินในบ้านของเราจึงไม่สามารถเอาออกมารักษาคนนอกอย่างพี่สาวกับพ่อของแกได้หรอกนะ”เสียงเรียบตอบราวกับเรื่องที่เขาพูดนั้นเป็นแค่เรื่องธรรมดาๆ ที่ใครๆ ก็ทำกัน
“ใช่ เงินในบ้านของพวกเราทำไมต้องไปเสียเปล่าให้ซากศพอย่างพี่สาวกับพ่อของแกด้วย”เฉินเฉียวซานหลานชายคนโตของบ้านตระกูลเฉิน ก้าวเข้ามายืนด้านข้างผู้เป็นปู่ของเขาพร้อมกับก้มลงไปมองที่เด็กชายตรงหน้าของเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ต้าซาน นี่เป็นน้ำขิงของแกนะ”ฝูเหนียนที่ออกมาพร้อมถ้วยเล็กในมือ พร้อมกับส่งถ้วยน้ำขิงอุ่นๆ ให้กับหลานชายคนโตของเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เฉินเป่าโยวที่เป็นเพียงคนเดียวที่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นคนนอกเงยหน้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความเจ็บปวดใจ เพราะไม่ว่าเขากับพี่สาวจะทำอะไรมากเท่าไหร่ก็ไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากปู่กับย่าเหมือนครอบครัวของลุงและอาเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว ทำไมคนที่ถูกใช้งานอย่างหนักจึงมีเพียงแค่เขากับพี่สาว แต่กับพี่ชายและพี่สาวคนอื่นๆในบ้านกลับถูกดูแลเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เฉินเป่าโยวที่เผลอคิดเรื่องนี้ด้วยความน้อยใจและความเศร้าเสียใจรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นนั่งอยู่กลางหิมะเพียงลำพังในที่แห่งนี้เพียงเท่านั้น
02
กลับมาทางเป่าเจิน หลังจากที่เธอสามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองในตอนนี้ได้แล้ว ก็ทำให้เจินเจินที่ในอดีตเป็นเพียงเด็กหญิงผู้โชคดีที่รอดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ของครอบครัว ทำให้หลังจากการจากไปของพ่อแม่และน้องชาย เจินเจินต้องไปอยู่อาศัยกับครอบครัวของอาสาวอย่างเลี่ยงไม่ได้ และหลังจากนั้นเธอก็ต้องมองดูทั้งเงินและสมบัติของครอบครัวของเธอถูกใช้โดยครอบครัวของอาสาวของเธออย่างเงียบๆ จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตในใจของเธอก็ยังอดรู้สึกดีใจไม่ได้ที่ในที่สุดชีวิตที่ว่างเปล่าของเธอก็สามารถจบสิ้นลงเสียที และเพราะก่อนที่เธอจะตายเธอเองก็อายุยี่สิบปีบริบูรณ์ เธอที่กลัวว่าตัวเองจะตายโดยไม่ได้จัดการอะไรอย่างพ่อแม่ของเธอ เธอจึงตัดสินใจที่จะเขียนพินัยธรรมยกสมบัติและทรัพย์สินทั้งหมดของเธอให้กับวัดใกล้บ้านเพื่อเป็นกุศลบุญของเธอกับครอบครัวต่อไป ถึงแม้ว่าในใจเธอจะทำเรื่องนี้เพียงแค่เพราะไม่ต้องการให้สมบัติของเธอกับครอบครัวของอา และนั้นก็ถือว่าเป็นการเอาคืนอาสาวของเธอเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านั้น พอคิดมาถึงตรงนี้สีหน้าเรียบเฉยของเธอก็มีรอยยิ้มปรากฎขึ้นที่มุมปากของเธอบางๆ
“เอาว่ะ ไหนๆ ฟ้าก็ส่งเรามาที่ร่างนี้แล้ว แบบนั้นเราก็มาใช้ชีวิตแบบครอบครัวของเรากันเถอะ”เจินเจินที่ตัดสินใจจะใช้ชีวิตแทนเจ้าของร่างให้ดี ชูกำปั้นขึ้นเหนือหัวของเธออย่างต้องการให้กำลังใจตัวเอง
หลังจากที่เริ่มขยับตัวได้ เป่าเจินก็ลุกขึ้นมากินข้าวต้มที่เริ่มเย็นชืดข้างโต๊ะอย่างช้าๆ จนกระทั่งเธอกินจนหมดถ้วยแล้วก็ยังไม่เห็นน้องชายที่ออกไปอย่างรีบร้อน กลับเข้ามาในห้องเธอจึงจำเป็นต้องลุกขึ้นออกไปที่นอกห้องเพื่อตามหาน้องชายฝาแฝดของเธอและตรวจดูอาการของพ่อของเธออย่างต้องการสำรวจตามความทรงจำเดิมของเจ้าของร่างของเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น และหลังจากที่เธอเก็บถ้วยจนเรียบร้อยแล้วเธอก็เดินเข้าไปดูพ่อที่นอนอยู่บนเตียง
“เจินเออร์”เสียงแผ่วที่ดังมาจากเตียงตรงหน้าทำให้เป่าเจินที่ย่นจมูกจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ ถึงกับร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว เป่าเจินที่คิดว่านี่เป็นเพียงแค่ความรู้สึกเดิมของเจ้าของร่าง เธอจึงตั้งใจระงับอาการสะอื้นของตัวเองแล้วรีบสาวเท้าเข้าไปหาผู้ชายบนเตียงด้วยความรู้สึกผิด เพราะในตอนนี้เธอไม่ใช่ลูกสาวที่ผู้ชายตรงหน้ารักอีกต่อไปแล้ว แต่เธอกลับเป็นเพียงแค่วิญญาณที่มาอาศัยร่างของลูกสาวของผู้ชายตรงหน้าเพื่อใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งเพียงเท่านั้น
“พ่อ”เป่าเจินที่ยังคงมีความอ่อนเพลียจากอาการป่วยขานรับพร้อมกับเข้าไปใกล้ผู้เป็นพ่อของเธอด้วยหัวใจที่เจ็บปวด และเมื่อเธอก้าวเข้าใกล้เฉินจินที่นอนอยู่บนเตียงมากขึ้นเท่าใด ภาพเหตุการณ์ก็ปรากฎขึ้นในความทรงจำของเธอมากขึ้นเท่านั้น และเพราะแบบนี้เองเธอจึงมีความรู้สึกผูกพันกับพ่อของร่างเก่าเพิ่มขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ
“เจินเออร์ลูกอาการดีขึ้นแล้วหรือ”เฉินจินที่รับรู้ถึงอาการป่วยของลูกสาวจากลูกชายของเขามาตลอด หันหน้ามาถามเป่าเจินด้วยความเป็นห่วง
“ค่ะพ่อ ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้วค่ะ”เป่าเจินตอบ แล้วกวาดตามองไปรอบๆ ห้องของผู้เป็นพ่อเพื่อคิดหาวิธีในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้เป็นพ่อให้ดียิ่งขั้น
“เป็นแบบนั้นก็ดีแล้ว”เฉินจินเอ่ยพร้อมกับมองสำรวจใบหน้าของลูกสาวของเขาด้วยสายตาเศร้า นั้นก็เป็นเพราะความไม่ได้ความของเขาจึงทำให้ลูกทั้งสองของเขานั้นได้รับความลำบากมากว่าที่เด็กๆ ในวัยนี้จะได้รับ
“พ่อ ในเมื่อปู่ย่าขับไล่เราออกจากบ้านแล้ว ทำไมเราไม่ออกจากหมู่บ้านนี้ละเจ้าคะ”เป่าเจินที่คิดจะพาพ่อกับน้องชายออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่จากที่ที่มีแต่คนแล้งน้ำใจแห่งนี้ ถามพร้อมกับจ้องมองไปที่พ่อของเธอด้วยสีหน้าสีจริงจัง
“เฮ้อ พ่อที่มีสภาพแบบนี้กับพวกแกที่ยังเด็ก เป่าเจินแกคิดจริงๆหรือว่าเราจะสามารถรอดจากหน้าหนาวนี้ได้จริงๆถ้าเราออกจากหมู่บ้านนี้”เฉินจินพูดพร้อมกับมองไปที่ใบหน้าผิดหวังของลูกสาวอย่างรู้สึกผิด
“แบบนั้น ถ้าพ้นหน้าหนาวนี้แล้ว เราจะออกไปจากหมู่บ้านนี้ได้ไหมคะ”เป่าจินที่ผิดหวังในตอนแรกเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผู้เป็นพ่อด้วยสายตาคาดหวัง
“เรื่องนั้น เราค่อยมาว่ากันอีกทีเถอะ”เฉินจินที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำยังไงกับความต้องการนี้ของลูกสาว เขาจึงได้แต่พูดปัดไปก่อนเพียงเท่านั้น
“พ่อกินข้าวแล้วหรือยังคะ”เป่าเจินที่เห็นความอึดอัดของพ่อของเธอจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่อง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศระหว่างเธอกับพ่อ และเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปเมื่อเธอและพ่อพูดรำลึกถึงความหลังในอดีต แต่เธอก็พูดกับพ่อได้ไม่นานเมื่อได้ยินสิ่งที่ชาวบ้านพูดคุยหัวเราะกันที่นอกบ้านของเธอ
03
(ฮ่าๆ ฉันไม่เคยคิดเลยจริงๆ ว่าบ้านสองที่หาเงินเก่งของบ้านเฉินจะมีวันนี้) แว่วเสียงดังเข้ามาในบ้านทำให้สองพ่อลูกที่กำลังพูดคุยกันอย่างเบิกบานอยู่ในเมื่อครู่ หยุดเพื่อเงี้ยหูฟังเรื่องราวกันอย่างพร้อมเพรียง
(หึๆ แล้วใครใช้ให้เจ้าโง่จินมันโง่ยอมให้บ้านใหญ่เก็บเงินทุกเหรียญ ที่มันหามาได้เล่าช่างโง่งมจนเกินบรรยาจริงๆ)เสียงแหลมของหญิงวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูถูก ในความกตัญญูจนไม่ลืมตาดูความเป็นจริงของเจ้าโง่อย่างเฉินจิน
(นั้นนะสิ ถ้าคนที่บ้านของฉันโง่แบบนั้น ฉันคงพาลูกหนีไปตายเอาดาบหน้าแล้วจริงๆ)เสียงของผู้หญิงอีกคนพูดสนับสนุนของผู้หญิงก่อนหน้า
“ฮึๆ ก็ไม่ใช่ว่าชุนฝูอวี้เองก็หนีตามชายชู้ไปหรอกหรอ”เสียงที่เต็มไปด้วยความสะใจของผู้ชายในขบวนพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างดัง คล้ายกับว่าต้องการให้พ่อของเธอได้ยินในสิ่งที่พวกเขากำลังพูดกันอยู่
เป่าเจินที่เห็นว่ายิ่งฟังสีหน้าของพ่อของเธอยิ่งมีความเศร้าขึ้นมาปกคลุมใบหน้าของเขามากขึ้นเท่านั้น เธอจึงได้ยื่นมือออกไปกุมมือผู้เป็นพ่อของเธอเบาๆ
“พ่อ”และเมื่อเห็นว่าพ่อของเธอกำลังเหม่อลอยไม่รับรู้ถึงการสัมผัสของเธอเลยแม้แต่น้อย เธอจึงได้พูดเรียกเพื่อเรียกคืนสติของพ่อของเธอให้เร็วที่สุด
“อย่าไปฟังคำพูดเหลวไหลของพวกเขาเลยนะคะ”เป่าเจินพูดปลอบ แต่เฉินจินที่ได้ยินคำปลอบนั้นของลูกสาวก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตกและยอมรับในความเป็นจริง
“นั้นเป็นเรื่องจริง เพราะพ่อไม่ได้เรื่องจึงทำให้แกกับน้องชายของแกต้องมีชีวิตแบบนี้”เฉินจินพูดจบก็หลับตาลงเพื่อบอกกับลูกสาวของเขากลายๆ ว่าเขานั้นต้องการที่จะอยู่คนเดียว เป่าจินที่เห็นแบบนั้นเธอจึงได้เดินออกไปพร้อมกับถังที่เต็มด้วยน้ำ และเมื่อเดินไปถึงข้างรั้วที่คนพวกนั้นกำลังคุยกันอยู่อย่างออกรสออกชาติ เธอก็ไม่รอช้ารีบกระสาดน้ำออกไปที่นอกรั้วในทันที และเพียงไม่ถึงหนึ่งลมหายใจเสียงร้องด้วยความตกใจของคนด้านนอกก็ดังขึ้นหลากหลายเสียงอย่างพร้อมเพรียง
กรี๊ดด!! วาย!! เฮ้ย!!
“ว้ายตายแล้ว พวกลุงคุณป้าทั้งหลายมาทำอะไรกันที่นี่หรอคะ”เป่าเจินที่ทำงานสำเร็จแล้วแสร้งพถามกลุ่มคนข้างนอกด้วยความตกใจ แต่เพราะมีรั้วไม้ไผ่สูงท้วมหัวจึงทำให้เธอมีรอยยิ้มสะใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเธออย่างไม่คิดปิดบังใดๆ
“ว้ายตายแล้ว เธอ นางเด็กสารเลวน้อยนี่ แกกล้าทำกับผู้อาวุโสแบบนี้หรือ”เสียงหวีดร้องด้วยความโกรธเคืองของสตรีวัยกลางคน หวีดร้องพร้อมกับวิ่งย้อนกลับมาที่หน้าประตูรั้วไม้ผุๆของบ้านแล้วออกแรงเขย่าร้องโวยวายความโกรธเคืองราวกับคนบ้า
“คุณป้าหยู ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ แค่กๆ พอดีฉันกำลังป่วยอยู่เลยทำให้ฉันหูอื้อ เลยไม่ได้ยินเสียงของพวกคุณป้าทั้งหลายค่ะ”เป่าจินพูดพร้อมกับรีบก้มหน้าขอโทษด้วยท่าทางละล้าละลัก และด้วยใบหน้าซีดขาวของเด็กหญิงตรงหน้าจึงทำให้พวกผู้หญิงชาวบ้านได้แต่ข่มเคี้ยวเขี้ยวฟันกลับบ้านของพวกเธอด้วยไฟโกรธสุมอก เพราะจากร่างกายที่ผอมแห้งและอ่อนแอของเป่าเจิน ขอเพียงแค่พวกเธอตบลงไปหนึ่งครั้งคงคร่าชีวิตของเด็กหญิงจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตอย่างแน่นอน และเพราะพวกเธอก็ยังไม่ต้องการหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเอง พวกเธอจึงทำได้เพียงแต่ก่นด่าสองสามคำแล้วจากไปเพียงเท่านั้น
“พี่สาว”เป่าโยวที่กลับมาเห็นพี่สาวยืนเท้าสะเอวอยู่ที่ประตูบ้าน ก็ให้ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจกับท่าทีที่แปลกไปของพี่สาวของตัวเอง
“อ้าว อาโยวเจ้ากลับมาแล้วหรือ”เป่าเจินที่เห็นเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยหิมะและท่าทางอ่อนล้าของน้องชาย ก็ไม่รอช้ารีบเดินไปเปิดประตูแล้วปรายตามองสำรวจร่างกายของน้องชายของเธออย่างเศร้าใจ
“พี่สาวเพิ่งหายป่วยออกมาทำอะไรที่นอกบ้านครับ”เป่าโยวมองดุ แล้วก็จูงมือพี่สาวของเขาเข้าบ้านด้วยท่าทางเป็นห่วง
“พี่สบายดีแล้ว ขอบใจที่นายดูแลพี่มาตลอดหลายวันนี้นะ”เป่าเจินขอบคุณน้องชายตรงหน้าของเธอด้วยความรู้สึกขอบคุณ
“พี่สาว ฉันขอโทษนะที่ไม่สามารถหายามาให้พี่สาวได้”เป่าโยวพูดพร้อมกับร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึก ที่เขาไม่สามารถดูแลปกป้องพี่สาวของเขาได้อย่างที่ควรจะเป็น เป่าเจินที่เห็นแบบนั้นก็เดินเข้าไปกอดปลอบน้องชายของเธอจนเขาหยุดร้องไห้ และด้วยความเป็นห่วงที่เกินความจำเป็นของเป่าโยวที่มีต่อพี่สาว เขาจึงได้ไล่พี่สาวให้กลับไปนอนพักต่อที่ห้อง แล้วกลับไปทำงานบ้านของเขาต่อย่างเบาใจที่อย่างน้อยในตอนนี้อาการของพี่สาวของเขาก็ดีขึ้นมากจนเขาไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้วอย่างมีความสุข