โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เรื่องเล่าจาก 4 ปลัดคลัง การบริหารเศรษฐกิจไทย ในแต่ละยุค

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 พ.ค. 2568 เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 04 พ.ค. 2568 เวลา 04.18 น.

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2568 งานสถาปณากระทรวงการคลังครบรอบ 150 ปี อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ได้แก่ ดร. อรัญ ธรรมโน, หม่อมราชวงจัตุมงคล โสณกุล, ดร. สถิตย์ ลิ่มพสงศ์พันธุ์, และ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง พาย้อนเวลาเล่าเรื่อง การบริหารเศรษฐกิจไทย และวิกฤตเศรษฐกิจในแต่ละยุค ในการเสวนาหัวข้อ “ย้อนเวลากับเรื่องเล่าคนคลัง”

อรัญ ธรรมโน มองกู้เงินยามวิกฤตไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ แต่ควรเพิ่มรายได้ด้วย

ดร. อรัญ ธรรมโน อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้เข้ารับราชการที่กระทรวงการคลังครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2497 ซึ่งงานสำคัญงานแรกที่ได้ทำคือรับหน้าที่เป็นเลขาธิการคณะทำงานเพื่อปรับปรุงภาษีศุลกากรเพื่อให้การรายงานภาษีจะทำได้เร็วขึ้น เนื่องจากขณะนั้นการตั้งงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลจะกำหนดจากการเก็บรายได้ภาษีศุลกากรเป็นหลัก ซึ่งหากการรายงานการจัดเก็บภาษีทำได้ช้าจะทำให้การตั้งงบประมาณทำได้ช้าด้วย

ต่อจากนั้นในปี 2504 เป็นปีไทยได้เริ่มพัฒนาประเทศและกู้เงินจากธนาคารโลก แต่การกู้เงินจากธนาคารโลกทำได้ยากเนื่องจากต้องมีผลการศึกษาความคุ้มค่าของโครงการไปเสนอ ซึ่งขณะนั้นได้มีข้อเสนอให้นำทองคำสำรองไปขายเพื่อนำเงินมาใช้ในโครงการต่างๆ

“ตอนนั้นกระทรวงการคลังหนักใจมาก เพราะรู้ว่าถ้าขายทองคำสำรองแล้วจะทำให้เกิดปัญหา เช่น การนำไปใช้ในโครงการที่ไม่เหมาะสม และจะเกิดการคอรัปชั่น”

ดังนั้นจึงได้รับมอบหมายจาก ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในขณะนั้นให้ศึกษาแนวทางหาเงินเพื่อการพัฒนาประเทศ

“เราใช้ทองคำเป็นทุนสำรองหลักตั้งแต่ปี 2502 ดังนั้นตอนนั้นจึงคิดว่าถ้าเราขายทองคำก็จะกระทบกับค่าเงินทำให้อ่อนค่าลงมาก ขณะที่เรายังต้องซื้อของจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาประเทศ ถ้าเงินบาทอ่อนเราก็ต้องใช้เงินบาทซื้อของมากขึ้น นอกจากนี้ก่อนหน้านี้มีกรณีที่รัฐบาลขายทองคำแล้วนำไปซื้อเงินปอนด์มาเป็นเงินสำรองจากนั้นเงินปอนด์อ่อนค่าทำให้เราต้องนำเหรียญกษาปณ์ไปหลอมแล้วซื้อทองคำกลับมาใหม่ ตอนนั้นรัฐบาลก็เสียหายไปมาก ผมจึงได้เขียนรายงานเรื่องนี้ไปยังนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ท่านก็ยกเลิกแผนการขายทองคำสำรองไป ก็เป็นหนึ่งในงานที่ผมภูมิใจ”

หลังจากนั้นได้ขยับสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการสศค. ซึ่งขณะนั้นเศรษฐกิจของประเทศไม่มีปัญหามาก มีเพียงกรณี Black Monday ตลาดหุ้นตกต่ำที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2530 และ สงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 2533 ซึ่งใช้เวลา 3 เดือน ในการแก้ปัญหา ก่อนจะขยับขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง

“ตอนแรกก็ไม่มีโอกาสได้เป็นปลัดกระทรวง เพราะว่าปลัดคนก่อนหน้าแก่กว่าผมแค่ 3 เดือน จะเกษียณพร้อมกัน แต่ท่านเสียชีวิต เลยมีคนมาขอให้เป็นปลัดในช่วงปี 2536-2538 ซึ่งเป็นปีที่สามารถทำงบประมาณเกินดุลได้ทั้ง 3 ปี และตั้งงบลงทุนได้เกิน 30% ทั้ง 3 ปี”

ทั้งนี้ ดร. อรัญ ได้ฝากข้อคิดถึงข้าราชการกระทรวงการคลังในยุคปัจจุบัน ว่า กระทรวงการคลังมีหน้าที่รับผิดชอบงานที่สำคัญในเรื่องทรัพย์สินของประเทศ ดังนั้นข้าราชการกระทรวงการคลังต้องมีจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพสูงกว่าคนอื่น

นอกจากนี้มองว่าช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจ การกู้เงินมาใช้ดูแลเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจแต่เป็นสิ่งที่ทำได้หากทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศ อย่างไรก็ตามการเก็บออมก็เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นอยากให้กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้นเพื่อการจัดเก็บรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น

“ประเทศที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบผสมแบบของไทย ควรเก็บรายได้ภาษีได้ 18-20% ต่อจีดีพี ดังนั้นตอนนี้ไทยก็ควรตั้งไว้ที่ 18% เพราะจะทำให้มีโอกาสตั้งงบประมาณรายจ่ายสูงขึ้นได้ และเป็นอิสระในการทำนโยบายการคลังได้มากขึ้น”

ขณะที่อยากขอให้กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่ำลงเรื่อยๆ อยู่ประมาณ 3.5% หรือ บางหน่วยงานเมองว่าแค่ 2% เท่านั้น ซึ่งหากเศรษฐกิจเติบโตในระดับนี้เมื่อจ่ายเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจลงไปเงินก็จะไหลไปที่เงินเฟ้อและไหลไปต่างประเทศ คิดว่าหากทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจโตได้สัก 5% ประเทศก็น่าจะเจริญขึ้นมาก

“ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล”

ชี้ คลัง-ธปท. เดินคู่กันแต่คนละทาง

ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล กล่าวว่า ในช่วงที่มีวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยอ่อนแอมาก ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปถึง 55 บาท/ดอลลาร์ฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นได้ปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปถึง 3 ท่าน เนื่องจากสถานการณ์ของค่าเงินบาท

“ท่านนายกฯ ขณะนั้น ก็เล่าให้ฟังว่าได้ทำสำรวจคนธปท. ว่าจะให้ใครเป็นผู้ว่าฯ เขาก็เลือกผม ก็เลยลองเป็นสักพัก ช่วงนั้นก็ไม่ให้สัมภาษณ์ใครเลยนาน 3 เดือน เพราะถามคนแบงก์ชาติก็ไม่มีใครตอบได้ว่าจะทำนโยบายการเงินอย่างไร ก่อนที่จะได้ร่วมหารือกับต่างชาติแล้วเขาถามว่าเป้าหมายกับเงินเฟ้อของเราเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่ได้ทำ พอกลับมาแบงก์ชาติก็เลยเริ่มใช้ระบบนโยบายการเงินที่ดูเป้าหมายเงินเฟ้อมาจนถึงปัจจุบัน”

สำหรับงานที่มีความท้าทายและเป็นความภูมิใจ คือ การเขียนกฎหมาย หรือ พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทยในการแยกอำนาจธปท. ออกจากกระทรวงการคลังออกจากกันได้อย่างแท้จริง

“ในกฎหมายที่เขียนคือกำหนดให้คณะกรรมการธปท. มีคนนอกกระทรวงการคลังมากกว่าคนในกระทรวง ดังนั้นรัฐมนตรีคลังนอกจากจะไม่มีอำนาจในกฎหมายแล้ว จะสั่งคณะกรรมการธปท. ก็ไม่สำเร็จ เพราะคณะกรรมการส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงการคลัง”

หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล กล่าวว่า สาเหตุที่เขียนกฎหมายดังกล่าวขึ้นมา เนื่องจากอยากให้โครงการของรัฐบาลเกิดผลที่ดีต่อประเทศอย่างชัดเจน

“กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่คนมาจากการเลือกตั้ง แต่ธปท. ไม่ได้เลือกตั้ง จึงทำงานสำคัญได้หลายอย่าง การบริหารเศรษฐกิจหากเราทำดีประชาชนอาจจะไม่ชอบแต่เป็นนโนบายที่ดีกับประชาชนเอง แม้กระทั่งการการเลือกผู้ว่าธปท. ก็ไม่ให้รัฐบาลเสนอต้องให้มีคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งถ้าสู้กันในนั้นรัฐบาลก็คงจะแพ้ ถามว่าภูมิใจอะไรก็คงเป็นเรื่องที่แยกกฎหมายและการปฏิบัติของธปท. ออกมาเป็นอิสระ ทุกวันนี้เราก็เห็นว่าธปท. กับ คลัง เดินคู่กัน แต่ก็ไปคนละทาง ไม่ได้มีคนสั่งคนเดียวกัน”

“สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์”

เผยความภูมิใจปฏิรูปภาษี

ดร. สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ กล่าวว่า ได้เริ่มชีวิตราชการด้วยการรับราชการที่กรมศุลกากร ก่อนโดนทาบทามไปนั่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ ขยับเป็นผู้อำนวยการสศค. ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเข้าทำงานที่กระทรวงการคลังอย่างแท้จริง ซึ่งช่วงนั้นเป็นเป็นช่วงเริ่มต้นที่ไทยใช้คำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างสมดุลระหว่าง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงนำแนวคิดนี้มาใส่ในโยบายการคลัง

หลังจากนั้นได้ขยับไปเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต โดยได้ให้โจทย์เรื่องความยั่งยืนกับกรมสรรพสามิตด้วย ซึ่งได้เริ่มเก็บภาษีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ต่อจากนั้นได้ขยับไปนั่งอธิบดีกรมศุลกากรเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาในการอำนวยความสะดวกเรื่องการค้าหรือ e-Custom

สำหรับงานในตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังได้เริ่มในปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งปีนั้นเศรษฐกิจไทยโตได้เพียง 1.7% และปี 2552 ติดลบ 0.7% ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงได้ทำนโยบายในการบรรเทาผลกระทบโดยออกโครงการเช็คช่วยชาติ แจกเงินผู้ประกันตน ม. 33 คนละ 2,000 บาท รวมงบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท

“การออกนโยบายการคลังช่วงวิกฤตต้องออกไปยังตรงเป้าหมาย ซึ่งก็คือคนยากจน แต่ตอนนั้นไม่มีทะเบียนคนจน เลยนึกถึงผู้ประกันตน ม.33 จึงแจกไปที่กลุ่มนั้น เพื่อส่งเงินไปให้ผู้ไม่มีรายได้ เป้าหมายคือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น”

หลังจากทำนโยบายบรรเทาผลกระทบแล้วก็ได้เริ่มทำนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ จึงได้ออกโครงการเงินกู้ไทยเข้มแข็ง วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพให้ดีขึ้น เช่น ถนน สนามบิน ท่าเรือ ปรับโครงสร้างสังคม พัฒนาคน สาธารณะสุข ระบบราชการ กฎระเบียบต่างๆ ซึ่งโครงการนี้ก็ทำให้ศักยภาพไทยดีขึ้นมาส่งผลมาถึงปัจจุบัน

“ผลของ 2 โครงการทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2553 ขยายตัวได้ถึง 7.5%”

ดร. สถิตย์ กล่าวว่า งานที่มีความท้าทายและเป็นความภูมิใจในช่วงที่เป็นปลัดกระทรวงการคลัง คือ การปฏิรูปภาษี ได้แก่ การริเริ่มทำภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากก่อนหน้านี้ที่ใช้ภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ และ เริ่มจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติเพื่อปฏิรูปการออมให้ครอบคลุมมากขึ้น

“ลวรณ แสงสนิท” ตั้งเป้า Tax ต่อ GDP เพิ่มเป็น 18%

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การรับราชการที่กระทรวงการคลังได้เริ่มที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นที่แรก โดยงานแรกที่ทำคืองานด้านการค้าเสรีกับอาเซียน ขณะที่ยังได้ทำเรื่องกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หลังจากนั้นได้ก้าวสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการสศค. ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิฤตโควิด จึงได้ออกโครงการแจกเงินเยียวยาโควิด หรือ โครงการเราไม่ทิ้งกัน วงเงิน 2.2 แสนล้านบาท

“ช่วงโควิดเป็นช่วงที่มีความท้าทาย เพราะโจทย์ของรัฐบาลคือการแจกเงินเยียวยาให้คนตกงานคนละ 5 พันบาท นาน 3 เดือน แต่ตอนนั้นก็เป็นเรื่องยากเพราะเราไม่รู้ว่าคนไหนควรได้ ตอนแรกคิดจะแจกผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะทำได้เร็ว แต่เราห่วงเรื่องความโปร่งใส เราจึงจ่ายเงินผ่านพร้อมเพย์ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่มาคัดกรอง เราก็ทำได้ภายในเวลาที่จำกัดและภายใต้ความกดดันมหาศาล ความภูมิใจคือโครงการนี้ไม่มีการทุจริต เงินถูกส่งตรงที่ประชาชนโดยตรง ผมไม่เคยได้จับเงินเลยแม้แต่บาทเดียว”

นายลวรณ กล่าวว่า ขอตอบรับแนวทางของดร. อรัญ ธรรมโน ในการเดินหน้าสร้างรายได้เพิ่มให้ประเทศ โดยกระทรวงการคลังตั้งเป้าการจัดเก็บรายได้ภาษีจากปัจจุบันอยู่ที่ 12-13% ต่อจีดีพี ให้ขึ้นไปอยู่ที่ 18% ต่อจีดีพี เป็นเงินภาษีที่ได้ประมาณ 8 แสนล้านบาท ซึ่งเท่ากับวงเงินที่ไทยขาดดุลงบประมาณอยู่ในปัจจุบัน

“ถ้าเราเพิ่มการเก็บรายได้ภาษีให้อยู่ที่ 18% ต่อจีดีพีได้ก็จะเห็นงบประมาณที่สมดุลหรือขาดดุลเล็กน้อย ส่วนการเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศต้องดูว่าแต้มบุญเก่ายังเหลือไหม ต้องสร้างอะไรเพิ่ม ผมเห็นด้วยว่าถ้าจีดีพีต่ำกว่า 5% ก็อยู่ยาก”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...