โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตัวละครหญิงว้อแตก ที่มาเพื่อบอกว่าฉันจะไม่ยอมเป็นเหยื่ออีกต่อไป

a day magazine

อัพเดต 07 มี.ค. 2568 เวลา 23.50 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2568 เวลา 10.15 น. • a day magazine

ผ่านมาแล้วกว่าหลายทศวรรษที่คลารา เซทคิน (Clara Zetkin) ผู้หญิงที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิของกรรมกรสตรีให้เทียมเท่ากับผู้ชาย จนกลายเป็นธงชัยแห่งความสามัคคีของมวลสตรีทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าในปัจจุบันนี้โลกได้เดินทางมาไกลเกินกว่าช่วงเวลาเหล่านั้นมากแล้ว พวกเราในฐานะคนที่เกิดทีหลัง อยู่ในโลกที่พอจะเห็นว่าอะไรเป็นอะไรมากขึ้น กฎกติกาในสังคมมีการเปลี่ยนแปลง Norm ของสังคมที่กดทับผู้หญิงและเพศหลากหลายเอาไว้เริ่มคลายตัวออก แต่ถึงอย่างนั้นการลิดรอนสิทธิ์ที่เคยถูกขึงตรึงเหล่านั้น มันเคยตึงมากจึงยืดหย่อนไปเองตามสภาพ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่อีกแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างอาจจะเพียงเปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้นเอง

สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ล้วนเป็นผลผลิตของการเคยเป็นทั้งสิ้น เราอาจอยู่ในสังคมปิตาธิปไตยมานานจนความเชื่อ ความคิด วิถีชีวิตยังคงเติบโตแตกหน่อมาจากพื้นเพเหล่านั้น จึงจะได้เห็นภาพของการพยายามแล้วที่จะเท่าเทียม แต่ในรายละเอียดปลีกย่อย ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางเพศยังคงซุกซ่อนตัวอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคมมาเสมอ แม้ไม่มากเท่าเก่าแต่ก็ยังคงมีอะไรอีกมากมายที่ต้องดิ้นรน และยืนหยัดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย เหมือนที่ คลารา เซทคิน (Clara Zetkin) กรุยทางไว้ให้แล้ว

aday จึงอยากชวนคุณมาสำรวจความไม่สมเหตุสมผลเหล่านั้นผ่านตัวละครผู้หญิงในภาพยนตร์ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่พวกเธอต้องเผชิญโครตไม่แฟร์ และเสียงของผู้หญิงในหนังเองก็ตะโกนก้องดังออกมานอกจอ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่ามีปัญหาเล็กใหญ่แฝงตัวอยู่ท่ามกลางความเป็นไปของโลก

ทิฟฟานี ด็อกเก็ตต์ แม่ที่ไม่มีโอกาสได้เป็นแม่

Orange Is the New Black

ในซีรีส์คุกหญิงที่ถูกสร้างมาหลายภาคจนจำตัวละครเเทบไม่หมดอย่างOrange Is the New Black เล่าเรื่องของตัวละครหญิงที่ระหกระเหิน ผิดพลาด มีภูมิหลังอันจี๊ดจ๊าดและหม่นเศร้า พวกเธอทั้งบ้า ก๋ากั่นจนคนดูต้องอ้าปากค้าง ท่ามกลางเหล่าตัวละครที่น่าตบตีไปพร้อมๆ กับน่าโอ๋ มีตัวละครหนึ่งที่เราเบะปากทุกครั้งเมื่อชีออกมา นักโทษหญิงคลั่ง เคร่งศาสนา เกลียดเพศที่ 3 มีเสียงพูดที่แหบแห้งกวนบาทาจนคนฟังปวดประสาท เธอคอยเเต่จะถากถางคนอื่นๆ ไปทั่ว

‘ทิฟฟานี ด็อกเก็ตต์’ (Tiffany Doggett) ตัวละครที่คนดูไม่รักเลย แต่ถึงอย่างนั้นซีรีส์ก็เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสตัวละครนี้มากขึ้นในซีซันที่ 3 เผยเรื่องราวว่าเธอเติบโตมาโดยถูกละเลยจากคนรอบตัว โดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดสำคัญเท่ากับในฉากหนึ่งที่เธอมานั่งสารภาพบาปกับหลุมศพเบี้ยวๆ ซึ่งทำขึ้นมาเองว่าเธอผ่านการทำแท้งมาทั้งหมด 6 ครั้ง หลุมศพพวกนั้นเธอสร้างขึ้นเพราะความรู้สึกผิดบาปที่คร่าชีวิตน้อยๆ คิดว่าตัวเองพลาดการได้มีโอกาสเป็นแม่คน แต่ ‘บู’ (Boo) นักโทษหญิงเพศที่ 3 ที่เธอก็ไม่ได้ชอบขี้หน้านัก บอกว่าด็อกเก็ตต์ทำถูกต้องแล้ว การทำแท้งของเธอลดโอกาสการเกิดอาชญากรรม แน่นอนว่าด็อกเก็ตต์ไม่พร้อมที่จะมีลูกเพราะตัวเองทั้งเคยติดยา และควบคุมอารมณ์ไม่ได้จนต้องมาติดแหง็กอยู่ในคุก ลูกๆ ของเธออาจเติบโตขึ้นมายากจน ถูกทอดทิ้งและกลายเป็นอาชญากรในที่สุด เพราะฉะนั้นเธอได้ช่วยโลกไว้นะ

ฉากนี้เป็นฉากที่ทำให้เราได้เห็นความลุ่มลึกของตัวละครนี้ผ่านเรื่องราวในอดีตที่เธอใช้ร่างกายแลกกับความสนใจและสิ่งที่อยากจะได้จนมีปัญหาตามมามากมาย พร้อมทั้งเล่าถึงประเด็นของการทำแท้งซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้หญิงควรจะเลือกได้ แน่นอนว่าการทำแท้งถึง 6 ครั้งคงไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่ความผิดทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่เธอจำเป็นต้องแบกรับไว้คนเดียว น้ำหนักของคำว่าแม่ ทำให้หญิงสาวจมจ่ออยู่กับทางเลือกที่ตัวเองก็เลือกไม่ได้ขนาดนั้น สำหรับเรา ด็อกเก็ตต์จึงเป็นตัวละครที่ถูกลดทอนคุณค่าในตัวเองลงจนตัวตนของเธอสั่นคลอนไปทั้งยวง แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้พฤติกรรมทรามๆ ที่เธอทำกับคนอื่นมลายหายไป แต่ก็ทำให้เราได้เห็นเฉดสีของการกระทำเหล่านั้นมากขึ้น

มิลเดรด ฮาเยส มนุษย์แม่ทวงแค้น

Three Billboards

Three Billboardsหนังทวงเเค้นที่จิกกัดประเด็นทางสังคมแบบแสบๆ คันๆ เรื่องราวของ ‘มิลเดรด ฮาเยส' (Mildred Hayes) แม่ผู้สูญเสียลูกสาวจากการถูกข่มขืนและฆ่าในชนบทเล็กๆ ที่ตำรวจทำงานล่าช้าจนเวลาผ่านไป 7 เดือน คดีก็ยังคงไปไม่ถึงไหน จนเธอระทมทุกข์และออกมาทวงความยุติธรรมด้วยตัวเอง ผ่านป้ายบิลบอร์ดใหญ่ยักษ์ 3 ป้ายเพื่อกระตุ้นเหล่าตำรวจที่ทำงานได้ห่วยแตก ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แน่นอนว่านี่ไม่ใช่หนังที่บอกเล่าเรื่องราวของคนดีที่มาทวงเเค้นเหล่าคนชั่ว เพราะตัวละครแม่ในเรื่องเต็มไปด้วยบันดาลโทสะ เป็นเรื่องของการสาดอารมณ์ใส่กันโดยกระโดดโหยงเหยงอยู่ระหว่างเส้นของศีลธรรม

ความตั้งใจที่เราหยิบยกตัวละครนี้ขึ้นมาเล่า เพราะสนใจในความเป็นมนุษย์แม่แหกคอกของเธอ แอบคิดเองเล็กๆ มาเสมอว่า จริงๆ แล้วผู้หญิงมีความทนไม่ได้กับสิ่งต่างๆ มากกว่าผู้ชาย (ไม่ใช่ทุกคน) ซึ่งเรื่องนี้อาจสะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านความบ้าระห่ำสุดลิ่มทิ่มประตูทำในสิ่งที่เป็นภัยแก่ตัวด้วยการกลายเป็นคนที่ไม่น่ารัก เป็นมนุษย์ป้าในชุมชนด้วยซ้ำ แต่เธอก็ไม่อาจนั่งรออยู่ที่บ้านเงียบๆ ทนกับความเอ้อระเหยลอยชายของเหล่าตำรวจชายที่ไม่ทำอะไรสักที จนต้องบวก (แม่ง) เปิดศึกกับเจ้าหน้าที่รัฐ

สิ่งที่เธอได้ทำลงไปอาจก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความผิดหรือถูก และก็ไม่อาจทำให้การไขคดีเป็นไปด้วยดีนัก แต่มันคือการเปล่งเสียงของคนตัวเล็กๆ เพราะความเดือดดาลพรรค์นี้อาจเป็นสิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้ในฐานะมนุษย์ที่ไม่ได้มีอำนาจอะไรเพียงพอจะไปจัดระเบียบกฎกติกาอะไรได้เลย

มานาน่า ผู้อยากหนีออกไปจากความเป็นแม่และเมีย

My Happy Family

ในโลกยุคใหม่ที่เราสามารถลาออกจากอะไรก็ตามที่รู้สึกว่าไม่ใช่ได้อย่างเบาสบายมากขึ้น เจอเจ้านายเฮงซวยก็ลาออก ความสัมพันธ์ท็อกซิกก็ลาออก หรือกระทั่งประเทศไม่พัฒนาก็ลาออก (แม่ง) เลยหากมีเงินนะ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลาออกได้ยากลำบากมากเหลือเกินคือ ออกจากการเป็นครอบครัว ยิ่งหากอยู่ในบทบาทแม่แล้วด้วยยิ่งยากไปกันใหญ่ อย่าว่าแต่ลาออกเลย ขนาดหยุดพักยังทำไม่ได้ ทำให้นึกได้ว่าภาระของการเป็นแม่นี่หนักอึ้งมากเหมือนกันนะ

หนังเรื่อง My Happy Family หยิบยกประเด็นเหล่านี้ซึ่งถือว่าเซ็นซิทีฟมากออกมาพูด เล่าเรื่องของ ‘มานาน่า’ (Manana) ผู้หญิงวัย 52 ปี อยู่ในบทบาทความเป็นแม่เเละเมียของครอบครัวใหญ่ที่ประเทศจอร์เจีย เธอต้องการออกไปจากบ้านเพื่อหามุมเงียบๆ อยู่กับตัวเองเพียงลำพัง โดยที่บทบาทในครอบครัวยังคงอยู่อย่างเดิม

แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่ในสังคมเด่นหรา ใครๆ ก็รู้ว่าผู้หญิงเมื่อมีลูกแล้ว ชีวิตที่เป็นของตัวเธอเองจริงๆ จะหดหายไปในพริบตา เช่นเดียวกับ ‘มานาน่า’ เธออยู่ในบ้านที่เพียงแค่ตู้เย็นสกปรกทุกคนก็จะหันมาบอกเธอให้จัดการ เวลาส่วนตัวก็ถูกหยิบฉวยไปโดยเรื่องราวยุบยับในชีวิตประจำวัน ไม่นับรวมกับกิจกรรมของครอบครัวที่เธอจำเป็นจะต้องอิน ทั้งๆ ที่ความจริงไม่เลย และหากทำตัวเพิกเฉยต่อการอยู่ร่วมกันก็ถือเป็นความผิดอันใหญ่หลวง บทบาทที่ได้รับทำให้เธอจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรอบด้าน สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้หลอมรวมกันจนเกิดเป็นภาพใหญ่ จนนำไปสู่การโหยหาพื้นที่เล็กๆ ที่เงียบสงบเป็นของตัวเอง ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของครอบครัว

แม้การเลือกจะเป็นแม่เป็นทางเลือก แต่บทบาทอื่นเองก็เป็นทางเลือกเช่นเดียวกัน เหตุใดน้ำหนักภาระของคำว่าแม่จึงหนักหนาสาหัสมากกว่าบทบาทอื่นขนาดนี้ เพราะเป็นแม่ เมีย ผู้หญิง หรือเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งถูกจำกัดความว่าเป็น ‘ผู้ให้’ หรือเปล่า?

ตุ้ม เหยื่อผู้รบชนะแต่แพ้

เรื่องตลก 69

ในปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ผู้ประกอบการล่มสลายทางเศรษฐกิจกันระเนระนาด ‘ตุ้ม’ ซึ่งเป็นพนักงานกินเงินเดือนต้องถูกเลย์ออฟ โดยเสี่ยงดวงว่าจะได้เงินค่าชดเชยหรือไม่ และในปีที่โควิดระบาดหนัก ‘ตุ้ม’ ของปี 2566 นี้ ก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำเดิมอีกครั้ง

เรื่องตลก 69 ทั้งสองเวอร์ชันคงกำลังจะบอกกับพวกเราว่า แม้จะผ่านไปกว่า 2 ทศวรรษแล้ว โลกยังคงมีตุ้มที่ต้องเผชิญกับโลกอันบิดเบี้ยวอยู่อีกมากมาย หญิงสาวที่สิ้นไร้ไม้ตอก ตกงานและต้องมาเจอกับความท้าทายทางต่อมศีลธรรมอย่างสุดขั้ว ด้วยการมีเงินล้านที่หีบห่อด้วยกล่องไวไวมาวางไว้หน้าห้องให้เลือกว่าควรจะเก็บเอาไว้หรือปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น

ความอัปยศอดสูของเธอยังไม่จบเพียงเท่านั้นเพราะสถานการณ์ต่างๆ เริ่มก่อตัวเป็นพายุ ตั้งแต่มีจิ๊กโก๋ค่ายมวยมาเอาเงินกลับคืนไป ตำรวจก็ใช้ห้องเธอเป็นทางผ่านเพื่อจับแก๊งค้ายาจนเมียเข้าใจผิดว่าตุ้มเป็นชู้กับสามีเธอ ความชิ-หายที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวกันนั้นเรียงรายกันมาให้เธอรบราฆ่าฟัน เหตุการณ์เหล่านี้กระชากผู้หญิงคนหนึ่งออกจากความสามัญของชีวิตประจำวัน ให้ไปยืนอยู่บนหุบเหวแห่งศีลธรรมที่ผลักเธอตกลงไปข้างใต้นั้น เราเชื่อมั่นว่าไม่ว่าจะเป็นตุ้มในเวอร์ชันไหน เหตุการณ์เหล่านี้คงจะเปลี่ยนแปลงตัวตนของเธอไปตลอดกาลโดยที่เธอเองก็ไม่ได้อยากให้มันเปลี่ยนด้วยซ้ำ

และเเม้อาจจะดูเหมือนว่าเธอไม่ได้เป็นเหยื่อ แต่จริงๆ เธอก็คือเหยื่อนั่นแหละ เป็นเหยื่อที่รบชนะแต่แพ้ แพ้ในความวิปลาสของสังคม

อลิซาเบธ สปาร์กเคิลซูเปอร์สตาร์ดาวร่วงโรย

The Substance

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของผู้หญิงคงไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการเสื่อมถอยของสังขารที่เคยเปล่งประกาย The substanceเล่าเรื่องของ ‘อลิซาเบธ สปาร์กเคิล’ (Elisabeth Sparkle) ซูเปอร์สตาร์หญิงที่ชื่อของเธอถูกจารึกไว้บนถนนสายดวงดาว แต่ช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ก็ได้ผ่านพ้นไปเรียบร้อยเหลือไว้เพียงการเคยเป็นซูเปอร์สตาร์สาว สิ่งเหล่านี้สร้างผลกระทบให้กับเธอเป็นอย่างมาก เมื่อเธอมีคุณค่าที่ยึดมั่นคือการเป็นที่รัก ซึ่งได้รับมาเพราะความสวยสะพรั่งในช่วงวัยหนึ่ง และสิ่งที่เหล่าผู้ชายรายล้อมรอบตัวปฏิบัติต่อเธอนั่นแหละเป็นตัวการของความเชื่อนี้

เรื่องราวอันวินาศสันตะโรในเรื่องคงไม่เกิด หากผู้หญิงสักคนสามารถที่จะแก่ชราลงโดยไม่ต้องถูกตั้งคำถามถึงสังขารที่เปลี่ยนไป และเธอไม่จำเป็นต้องสวยเสมอเพื่อที่จะมีที่ทางให้ยืนในสังคม

การใช้สารเพื่อสร้างความเยาว์จนกลายมาเป็น ‘ซู’ จึงเป็นเหมือนภาพมายาที่ไม่มีวันเป็นจริง เพราะไม่มีอะไรอยู่คงทนถาวร เป็นเพียงหวังลมๆ แล้งๆ ของความอัดอั้นตันใจที่ต้องเผชิญหน้ากับความคาดหวังต่อรูปพรรณผู้หญิงของสังคมที่ Beyond ไปจนกู่ไม่กลับ เรื่องราวของอลิซาเบธจึงอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกจนผู้หญิงทุกคนรู้สึกร่วมกันได้แน่นอน เพราะเรื่องของ Beauty Standard ทำให้ทุกคนพร้อมจะใช้สารแล้วมุ่งสู่การเป็นซูไปเหมือนกัน

สิ่งที่เป็นตลกร้ายอีกอย่างในโลกของความเป็นจริง คือ เดมี่ มัวร์ (Demi Moore) เอง ชวดรางวัลนักแสดงนำหญิงบนเวทีออสการ์ให้กับดาราสาวดาวรุ่งวัยเปล่งปลั่งอย่าง ไมกี้ เมดิสัน (Mikey Madison) แน่นอนว่าเธอไม่ได้พ่ายแพ้เพียงเพราะช่วงวัยของเธอหรอก แต่สิ่งนั้นก็ทำให้อดคิดแบบขำๆ ไม่ได้ว่า เดมี่ มัวส์ กับ อลิซาเบธ สปาร์กเคิล ต่างเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น

ลิลี่ เอลบี ผู้หญิงที่บอกกับโลกว่าเธองดงามเพียงใด

The Danish Girl

แท้จริงแล้วมนุษย์เรามีเสรีภาพมากเพียงพอที่จะเป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็น มีเพียงแต่เปลือกของมายาคติเท่านั้นที่ห่อหุ้มเสรีภาพในการเลือกของผู้คน The Danish Girl หนังที่หยิบเอาเรื่องราวของ ‘ลิลี่ เอลบี’ (Lili Elbe) จิตรกรหญิงข้ามเพศ ที่เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศในยุคแรกๆ มาร้อยเรียงและถ่ายทอดให้เราได้เห็นเสรีภาพที่จะเป็นตัวของตัวเอง ‘ไอนาร์ เวเกเนอร์’ (Einar Wegener) ผู้ชายที่ค้นพบว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นผู้หญิงในยุคสมัยที่ผู้คนไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้ และตีตราว่าเขาวิปริต แต่เขาก็โนสนโนแคร์และเชื่อว่าตัวเองสามารถเป็นในสิ่งที่อยากจะเป็นได้ เขาเลือกจะเป็น ‘ลิลี่’ ที่อยู่ภายในจิตวิญญาณของตัวเองมาแสนนาน

ความงดงามของตัวละครนี้คือการที่เธอสามารถปลอกเปลือกความไม่แท้จริงที่สังคมมอบให้ ลอกส่วนที่ไม่ใช่ออกไปแล้วลุกขึ้นมาเป็นตัวเองอย่างสง่างาม ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวยให้เธอมีเสรีภาพเหล่านี้เลย จริงๆ ตัวละครอีกตัวที่งดงามไม่แพ้กันคือ ‘เกอร์ด้า เวเกเนอร์’ (Gerda Wegener) ภรรยาสาวที่รักและเชื่อในสิ่งที่ ‘ลิลี่’ เป็น แม้สิ่งเหล่านั้นจะสะเทือนความสัมพันธ์ฉันท์คู่รักของพวกเขา ตัวเธอเองก็คงรวดร้าวจากสิ่งเหล่านี้ไม่น้อย แต่เกอร์ด้าก็รักมากพอที่จะเป็นผู้สนับสนุนให้ลิลี่ได้โบยบิน

กาลเวลาเดินทางไปข้างหน้าพร้อมๆ กับการสูญสลายหายไปของความเชื่อเก่าๆ ในทุกวันนี้สังคมเปิดรับเรื่องเพศและความหลากหลายในตัวตนของมนุษย์มากขึ้น แต่เรายังคงมีเรื่องให้ต้องก้าวหน้าต่อไปอีกหลายขยัก เดินทางไปสู่พื้นที่ที่เราเองก็ไม่เคยจินตนาการว่าจะไปถึง ดังนั้นสิ่งที่เราเรียนรู้ได้คือ ในโลกที่รอวันจะก้าวไปถึงนี้ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่จะมาถึงเพื่อทำลาย Norm เก่าๆ ดังนั้นโปรดปอกเปลือกมายาคติที่ห่อหุ้มพวกเราไว้อยู่ออกไป แล้วเชื่อในความต้องการของตัวเอง ไม่มีสิ่งไหนจริงเเท้ พวกคุณอาจจะเป็นในสิ่งที่ไม่เคยคิดเคยเชื่อว่าจะได้เป็นมาก่อนเลยก็ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...