ตัวประกอบขออยู่อย่างสบายๆ ในยุค70
ข้อมูลเบื้องต้น
อันผิงทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่เคยอ่าน กลายเป็นตัวประกอบที่ต้องเป็นบันไดให้ตัวเอกชายปีนป่าย….
จะบ้าหรอ ใครจะยอม!!!
ชีวิตนี้ก่อนเธอเป็นปลาเค็มอย่างสบายใจ ชีวิตนี้เธอก็ต้องการเป็นปลาเค็มเหมือนเดิม!!!
ใครจะทำอะไร จะรักกันยังไง เชิญเลย ไปเลยยยย เธอจะเป็นปลาเค็มมมมมม!!
สำนวนจีน ปลาเค็ม เป็นความหมายแฝง ประมาณว่า คนที่ใช้ชีวิตแบบไร้จุดมุ่งหมาย หรือมีการใช้ชีวิตที่น่าเบื่อขาดสีสัน
บทที่ 1 มาทันเวลา
"เด็กน้อย เจ้าก้อนหินนี่เธอเอาไปสิ มันจะพาเธอไปยังที่ที่ควรไป"
อันผิงที่เพิ่งกลับจากเที่ยว เดินออกไปหาของกิน แต่กลับถูกหญิงชราคนหนึ่งขวางไว้ตรงหน้าร้านค้า
ไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว หญิงชราก็ยัดก้อนหินสีแดงใส่มือของเธอ พอส่งหินเสร็จ หญิงชราก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว คล่องแคล่วราวกับคนหนุ่มสาว
อันผิงมองตามแผ่นหลังของหญิงชราที่เดินห่างออกไปอย่างรวดเร็ว มือยังถือก้อนหินเอาไว้ ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ ในขณะที่เธอยังยืนอึ้ง รถยนต์คันหนึ่งก็เสียหลักพุ่งตรงเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว
อันผิงรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรง แล้วสติของเธอก็ดับวูบไป…
.
..
…
"ผิงผิง ข้าวเช้าอุ่นไว้บนเตาแล้วนะ ตื่นมาก็กินด้วยล่ะ! แม่ไปทำงานก่อนนะ"
เสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
บนเตียงไม้เดี่ยวในห้อง อันผิงลืมตาขึ้นมองเพดาน คานไม้กลมสีเก่า แผ่นไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสี และกระเบื้องหลังคาสีครึ้มที่พอมองเห็นราง ๆ
เธอลุกขึ้นนั่ง กวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องที่ดูเก่าแก่แต่มีชีวิตชีวา ผนังปูนเปลือย พื้นปูนเรียบ หน้าต่างไม้กระจกแบบเก่า
ปลายเตียงชิดผนัง มีตู้เสื้อผ้าไม้สองบานตั้งอยู่ ข้างหน้าต่างด้านขวามีโต๊ะเขียนหนังสือวางอยู่
บนโต๊ะมีสมุด หนังสือ กระดาษ ปากกา โคมไฟตั้งโต๊ะ และเครื่องประดับของเด็กสาวอย่างหนังยางมัดผม กิ๊บติดผม และกระจกเงา
ด้านซ้ายของโต๊ะวางชั้นหนังสือเล็ก ๆ มีหนังสือจัดเรียงไม่เป็นระเบียบนัก
อันผิงรู้สึกมึนงง… ที่นี่คือที่ไหน?
เธอจำได้ว่าเธอถูกชนโดยรถที่พุ่งขึ้นมาบนทางเท้า…
เธอควรจะอยู่ในโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ?
ทันใดนั้น อาการปวดแปลบก็แล่นเข้าสู่ศีรษะ ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอหลั่งไหลเข้ามาในสมอง
หลังจากใช้เวลาย่อยข้อมูลอยู่นาน อันผิงก็ตระหนักได้ว่า…
เธอทะลุเข้ามาในนิยายซะแล้ว!
เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอเพิ่งอ่านนิยายแนวย้อนยุคเรื่องหนึ่ง พระเอกเป็นหนุ่มหล่อที่ถูกส่งไปชนบทช่วงยุค70 เมื่อลงไปชนบท เขาตกหลุมรักนางเอกที่เกิดใหม่ ทั้งสองจับมือกันฟันฝ่าอุปสรรคจนกลายเป็นมหาเศรษฐี…
อันผิงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอไปเจอนิยายเล่มนั้นได้ยังไง ไม่มีแม้แต่คอมเมนต์เหมือนเป็นนิยายที่ไม่มีใครอ่าน
ในเรื่องนี้ มีตัวประกอบหญิงที่ชื่อเดียวกับเธอ เป็นสาวสวยจากครอบครัวที่ดี แต่เป็นพวกหลงรักจนโงหัวไม่ขึ้น
และตอนนี้ เธอกลายเป็นตัวประกอบหญิงคนนั้นไปแล้ว!
ปี 1970 การส่งเยาวชนลงชนบทกำลังอยู่ในช่วงพีค เด็กสาววัย 17 ปีอย่างเจ้าของร่างเดิมเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน เดิมทีไม่มีความจำเป็นต้องไปชนบท และเธอเองก็ไม่เคยคิดจะไป
ครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมได้จัดการให้เธอทำงานเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าเรียบร้อยแล้ว
แต่เพราะเพื่อนสนิทอย่างจางลีน่าคอยยุยง ส่งเสริมให้เธอตามพระเอกไปชนบท เธอจึงตัดสินใจสมัครลงชื่อไปด้วย พระเอกเป็นลูกชายคนรองของรองผู้อำนวยการโรงงาน มีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องเขาอยู่ เขาไม่มีทางเลือกจึงต้องลงไปชนบท
เจ้าของร่างเดิมแอบชอบพระเอกมาก จางลีน่ารู้เข้าเลยยุให้เธอไปพิสูจน์ความจริงใจตามเขาไป
ถ้าเธอจริงใจพอ พระเอกต้องซาบซึ้งและตกหลุมรักเธอแน่ ๆ พอพวกเขาได้คบกันแล้ว ก็ให้ครอบครัวหาทางช่วยพากลับเมือง
จางลีน่ารู้ดีว่าพ่อแม่ของเจ้าของร่างเดิมไม่มีวันยอมให้ลูกสาวไปชนบท จึงแนะให้เธอไปสมัครเองโดยไม่บอกใคร และยังบอกให้เธอขายงานที่ห้างไปซะ
เจ้าของร่างเดิมตกลงทันที ขายงานให้จางลีน่า โดยรับเงินเพียงห้าสิบหยวน เธอรีบไปลงทะเบียนลับ ๆ แล้วพอถึงวันที่ลุงรองซึ่งทำงานในห้างไม่อยู่ ก็แอบพาจางลีน่าไปทำเรื่องโอนงานให้
พอพ่อแม่รู้เรื่องเข้าแทบช็อก ไม่เข้าใจว่าลูกสาวคิดอะไรอยู่ อยู่ ๆ ถึงอยากไปชนบท แถมยังแอบไปสมัครเอง ขายงานไปแค่ห้าสิบหยวน!
แม่ของเธอรู้ทันทีว่าลูกโดนหลอก วิ่งไปบ้านจางเพื่ออาละวาด กดดันจนได้เงินคืนมาทั้งหมดห้าสิบหยวน
เรื่องไปชนบทนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว แต่เรื่องงานก็ต้องได้คืน!
งานที่ครอบครัวเธออุตส่าห์ใช้เส้นสายหามา จะปล่อยให้คนอื่นเอาไปง่าย ๆ ได้ยังไง?
ถึงพ่อแม่จะโกรธมาก แต่เมื่อลูกสาวตัดสินใจไปชนบทแล้ว พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากกัดฟันเตรียมของใช้ให้ ชีวิตในชนบทเต็มไปด้วยงานหนัก
เจ้าของร่างเดิมที่เติบโตมาอย่างสุขสบายต้องทนทุกข์ทรมานและที่สำคัญที่สุด พระเอกไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งกับความพยายามของเธอเลย!
และเมื่อถูกส่งตัวไปชนบทได้ไม่นาน เธอก็ถูกหวังเจิ้งข่าย คนเกเรประจำหมู่บ้านตามตอแย เธอพยายามหลบเลี่ยงเขาทุกวิถีทาง เธอมักจะเอาอาหารและเครื่องดื่มไปให้พระเอก แต่เขากลับไม่เคยรับมันเลย
ผ่านไปครึ่งปี พระเอกกับนางเอกตกลงเป็นคู่รักกัน เมื่อเธอรู้ข่าวก็เสียใจมาก ไม่เข้าใจว่าตัวเองสู้ผู้หญิงบ้านนอกคนนั้นไม่ได้ตรงไหน!
ในช่วงนั้นเอง หวังเจิ้งข่ายก็ปล่อยข่าวลือไปทั่วหมู่บ้าน ว่าเธอจีบพระเอกไม่สำเร็จเลยหันมาหลอกล่อเขาแทน ไม่ว่าเธอจะอธิบายยังไงก็ไม่มีใครฟัง บรรดายุวปัญญาชนและชาวบ้านต่างก็ซุบซิบนินทาเธอลับหลัง
ข่าวลือบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ หวังเจิ้งข่ายยังคอยฉวยโอกาสแตะต้องตัวเธอ แถมพูดจาไม่ให้เกียรติอีกด้วย เธอเติบโตมาอย่างถูกตามใจ ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน จึงร้องไห้โทรกลับบ้าน บอกว่าต้องการกลับไป
พ่อของเธอกลัวว่าเธอจะเป็นอันตราย พอวางสายก็รีบไปซื้อตั๋วรถไฟทันที ก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็มีข่าวลือแพร่ไปทั่ว ว่าเธอสมัครลงชนบทเพราะต้องการตามพระเอกไป ถึงแม้ว่าพระเอกจะไม่ได้ชอบเธอ เธอก็ยังหน้าด้านตามติดเขาไปจนได้
ทุกคนรู้ว่าข่าวลือมาจากครอบครัวของจางลีน่า เพราะแม่ของเธอเคยไปทวงเงินจากบ้านนั้นจนถูกจองเวร ไม่ว่าพ่อแม่ของเธอจะอธิบายยังไงก็ไม่มีใครเชื่อ
หลังจากวางสายโทรศัพท์ ขณะเดินกลับที่พักยุวปัญญาชน เธอก็เจอหวังเจิ้งข่ายอีกครั้ง เขาอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครอยู่รั้งตัวเธอไว้ไม่ให้ไปไหน
เธอพยายามจะหนี แต่ถูกหวังเจิ้งข่ายคว้าแขนไว้ พยายามสะบัดออก แต่ดันก้าวพลาดลื่นล้มพอดี ขณะเดียวกันหวังเจิ้งข่ายก็ปล่อยมือ ทำให้เธอหงายหลังศีรษะกระแทกหิน เลือดไหลไม่หยุด
หวังเจิ้งข่ายตกใจสุดขีด พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น เขาก็วิ่งหนีไปทันที
เธอถูกพบเข้าในสภาพไร้ลมหายใจ พ่อของเธอที่เดินทางมาถึง กลับได้เห็นเพียงร่างไร้วิญญาณของลูกสาว ทุกคนบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ เธอล้มศีรษะฟาดหินและเสียเลือดมากเกินไปจนเสียชีวิต
พ่อของเธอไม่เชื่อ จึงแจ้งตำรวจ และขอให้พี่เขยของภรรยาที่เป็นนายทหารช่วยกดดันเจ้าหน้าที่ แต่สุดท้ายตำรวจกลับสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ
พ่อของเธอทำได้เพียงนำข้าวของและอัฐิของลูกสาวกลับบ้าน ตั้งแต่แม่ของเธอรู้ข่าว เธอก็ล้มป่วยหนัก พ่อของเธอเองก็แก่ลงไปมาก เพราะต้องคอยดูแลภรรยาและทำงานไปพร้อมกัน
หลังจากนั้น ในหนังสือนิยายก็ไม่ได้กล่าวถึงพ่อแม่ของเธออีกเลย หมู่บ้านก็ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพราะการตายของเธอ..
พระเอกพานางเอกกลับบ้านในช่วงปีใหม่ หลังตรุษจีนไม่นาน ทั้งคู่ก็จดทะเบียนสมรส ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
อันผิงจำได้ว่า ในตอนท้ายของหนังสือนิยายมีการพูดถึงหวังเจิ้งข่าย หลังจากที่พระเอกและนางเอกประสบความสำเร็จในธุรกิจ หวังเจิ้งข่ายก็เข้ามาหานางเอกในเมือง นางเอกตั้งใจให้เขาทำงานเป็น รปภ. แต่หวังเจิ้งข่ายไม่พอใจ นางเอกจึงจัดการให้เขานั่งโต๊ะในออฟฟิศ ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ยังได้เงินเดือน
แม้ว่าเขาจะมาสายกลับก่อนตลอด ก็ไม่ถูกไล่ออก พระเอกเคยถามนางเอกว่าทำไมต้องรับคนแบบนี้เข้าบริษัท นางเอกตอบว่าเพราะเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน และเธอสงสารเขา พระเอกจึงพูดว่านางเอกใจอ่อนเกินไป
อันผิงเริ่มสงสัย ว่าหวังเจิ้งข่ายถูกส่งมาตามตอแยเธอเพราะนางเอกเป็นคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่?
ไม่อย่างนั้นจะอธิบายยังไงได้ว่าคนที่แทบไม่รู้หนังสืออย่างหวังเจิ้งข่าย ถึงได้ทำงานออฟฟิศโดยไม่ต้องทำอะไรเลยแต่ยังได้เงินเดือน
แต่เธอยังไม่เข้าใจว่านางเอกทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร เพราะสุดท้ายมันก็ทำให้เธอต้องตาย!
อันผิงได้รับความทรงจำของร่างเดิมมา และรู้ว่า วันนี้ร่างเดิมกำลังแอบเอาทะเบียนบ้านไปสมัครลงชนบท!
อันผิงโล่งใจที่ตัวเองมาแทนร่างเดิมได้ทัน เพราะร่างเดิมยังไม่ได้ไปสมัคร เธอไม่มีทางลงชนบทเด็ดขาด!
อย่ามาล้อเล่นน่า เวลานี้แค่ในเมืองก็ลำบากมากพอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงชนบทเลย ต้องตากแดดทำไร่ทำสวน?
ไม่มีทาง!
แม้ว่าครอบครัวของร่างเดิมจะจัดว่ามีฐานะดีในยุคนั้น แต่อันผิงก็อยากจะร้องไห้ เธอไม่อยากใช้ชีวิตในยุค 70 เลยสักนิด!
บทที่ 2 ปลาเค็มคนหนึ่ง
ในศตวรรษที่ 21 อันผิงเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า ทำให้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องการหาเลี้ยงชีพเลย พ่อแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และจากไปตั้งแต่เธอยังเด็ก ปู่กับย่าจึงเป็นคนเลี้ยงดูเธอมา
เมื่อเธออายุสิบแปด ปู่กับย่าก็จากไปตามกัน ทำให้เธอกลายเป็นเด็กกำพร้า อย่างไรก็ตาม ปู่กับย่าทิ้งมรดกก้อนโตไว้ให้เธอ ไม่ว่าจะเป็นอาคารห้าชั้นในเขตมหาวิทยาลัยของเมืองหลวง คอนโดหรูขนาดกว่า 300 ตารางเมตรในใจกลางเมือง และเงินฝากกว่าแปดสิบล้าน
หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย อันผิงก็ตัดสินใจใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ แค่เก็บค่าเช่าทุกเดือนก็พอให้เธอใช้ชีวิตอย่างสุขสบายแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปทำงานให้เหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์!
เธอใช้ชีวิตเป็นสาวติดบ้าน นอนกลิ้งไปมาในบ้าน อยากออกเที่ยวเมื่อไหร่ก็เก็บกระเป๋าไปได้เลยตามใจชอบ บางครั้งก็นัดกินข้าวกับเพื่อนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน เธอพอใจกับชีวิตแสนสบายแบบนี้สุด ๆ แต่ชีวิตสุขสบายเพิ่งผ่านไปได้แค่สามปี เธอก็ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย!
แถมยังเป็นยุค 70 ที่ปู่กับย่าของเธอเคยบอกว่าเป็นยุคที่ขาดแคลนอาหารและเสื้อผ้า!
อันผิงถึงกับร้องไห้ออกมา บ้านกับเงินฝากของเธอหายไปหมดแล้ว!
เธอร้องไห้พลางสาปแช่งยายแก่กับก้อนหินเจ้าปัญหานั่น ถ้าไม่ใช่เพราะยายแก่นั่น เธอคงเดินออกมาแล้ว ทำไมต้องยืนฟังคำพูดแปลก ๆ ของเธอด้วย!
อะไรคือสถานที่ที่เธอควรจะไป?
เธอแค่อยากอยู่ศตวรรษที่ 21 เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่าของเธอเอง ไม่อยากมาอยู่ในยุค 70 ที่แม้แต่ข้าวยังไม่พอกินเลยสักนิด!
เธอรู้อยู่แล้วว่า ของฟรีมันไม่น่าไว้ใจ! ตอนนั้นเธอควรจะโยนก้อนหินนั่นทิ้งไปซะ!
ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าของอันผิงก็เปลี่ยนเป็นร้านทอง!
….ร้านขนาดเกือบ 200 ตารางเมตรสว่างไสวไปด้วยไฟ ตู้โชว์กระจกเต็มไปด้วยเครื่องประดับทองคำระยิบระยับ!
นี่มันร้านทองที่อยู่ใกล้คอนโดของเธอ! เธอถูกรถที่พุ่งออกจากถนนชนตรงหน้าร้านนี้นี่เอง!
อันผิงเคยอ่านนิยายที่ตัวเอกมีพลังพิเศษจากการทะลุมิติอยู่ไม่น้อย เธอเข้าใจได้ทันทีว่านี่อาจเป็นพลังพิเศษของเธอ!
อันผิงอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย เธอรีบเดินไปที่ตู้โชว์ หยิบกำไลทองสองอันขึ้นมา กำไลยังมีป้ายราคาห้อยอยู่ พร้อมกับโลโก้ของร้านทอง
“มีโลโก้แบบนี้จะใช้ยังไงกัน?! แถมในยุคนี้ทองก็ไม่มีค่าอะไรเลย ต่อให้มีฉันก็ไม่กล้าเอาออกมาใช้!” เธอพึมพำออกมา
ทองในยุคนี้เอาไปทำอะไรได้บ้าง?
คงต้องปล่อยให้ฝุ่นจับสินะ?
อารมณ์ดี ๆ หายวับไปในพริบตา พลังพิเศษที่ใช้ไม่ได้แบบนี้มันมีไว้เพื่ออะไร!
ทันใดนั้น ร้านทองตรงหน้าก็เปลี่ยนเป็นห้องว่างขนาดประมาณ 50 ตารางเมตร พื้นห้องเต็มไปด้วยกล่องไม้ขนาดใหญ่กว่าสิบกล่อง
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู ทำให้อันผิงสะดุ้ง
( ทองทั้งหมดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นของที่สามารถใช้ได้ในยุคนี้แล้ว รวมถึงบ้านและเงินฝากของเธอด้วย ถูกเปลี่ยนเป็นทองและอยู่ในกล่องพวกนี้ ฉันแค่ทำตามคำขอของคน ๆ หนึ่งเท่านั้น! ไหน ๆ ก็มาแล้ว ก็ใช้ชีวิตให้ดีเถอะ! )
เมื่อได้ยินว่าบ้านและเงินฝากของเธอถูกเปลี่ยนเป็นทอง อันผิงก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “เปลี่ยนเป็นทองด้วยอัตราของยุคไหนกันแน่?”
“แล้วฉันจะกลับไปได้เมื่อไหร่? ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่เลย!”
เธอตะโกนด้วยความตื่นตระหนก หวังว่าเจ้าของเสียงจะส่งเธอกลับไป
แต่ไม่ว่าเธอจะตะโกนแค่ไหน ก็ไม่มีใครตอบกลับมา อันผิงถอนหายใจ เธอเริ่มเข้าใจว่าอาจจะกลับไปไม่ได้แล้ว แต่พอคิดว่าอย่างน้อยบ้านและเงินฝากก็ถูกเปลี่ยนเป็นทองให้เธอแล้ว เธอก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
เธอเปิดกล่องไม้ตรงหน้า พบว่าข้างในเต็มไปด้วยทองแท่งระยิบระยับ
ในชาติที่แล้ว เธอก็ถือว่าเป็นคนมีเงินคนหนึ่ง แต่การได้เห็นทองกองมหึมาแบบนี้ แถมยังเป็นของเธอทั้งหมด หัวใจก็ยังเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้ ทั้งหมดมี 18 กล่อง ขนาดกว้าง 1 เมตร สูง 50 เซนติเมตร 15 กล่องเต็มไปด้วยทองแท่ง ส่วนอีก 3 กล่องที่เหลือเป็นเครื่องประดับทองและอัญมณีวิบวับ สมแล้วที่เป็นร้านทองใหญ่ที่สุดในย่านการค้ากลางเมือง สต็อกของเยอะจริง ๆ!
อันผิงมองทองพวกนี้แล้วหัวเราะออกมา ตอนนี้เป็นปี 1970 ถึงทองพวกนี้จะใช้ไม่ได้ในตอนนี้ แต่พอถึงช่วงปฏิรูปเศรษฐกิจ เธอก็จะเอาไปซื้อบ้านแล้วกลับมาเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่าอีกครั้ง!
เธอไม่คิดจะทำธุรกิจ เพราะเธอไม่ถนัดเรื่องพวกนั้น!
อันผิงรู้สึกโชคดีที่พลังพิเศษของเธอไม่ใช่ฟาร์มหรืออะไรแบบนั้น เพราะเธอไม่กล้าลักลอบค้าขายในตลาดมืด ในยุคพิเศษแบบนี้ แค่มีอะไรผิดปกตินิดเดียวก็อาจถูกจับเป็นสายลับได้ เธอควรจะระมัดระวังไว้ให้มากที่สุด!
อันผิงกอดแท่งทองคำไว้ ลูบคลำอยู่นานกว่าจะออกจากมิติ เธอเคยอ่านหนังสือนิยายมาเยอะ วิธีเข้าออกมิติแบบนี้เธอรู้ดี เมื่อนึกย้อนกลับไป ตอนอ่านนิยาย เธอเคยลองท่องในใจเป็นร้อยๆ ครั้งว่า "เข้าไป ออกมา" หวังว่าเธอเองจะมีพลังพิเศษแบบนี้บ้าง…
พอกลับมาที่ห้อง อันผิงนั่งลงที่โต๊ะหนังสือ หยิบกระจกขึ้นมาส่องดูตัวเอง
ในกระจกสะท้อนภาพของหญิงสาวที่มีผมยาวประบ่า ถูกถักเป็นเปียสองข้างห้อยลงมาที่หน้าอก ผิวขาวเนียนละเอียด ใบหน้ารูปไข่เล็กกระจุ๋มจิ๋ม เวลายิ้มจะมีลักยิ้มจางๆ ที่แก้ม ดวงตากลมโตสดใส คิ้วโก่งได้รูป จมูกเรียวโด่ง ริมฝีปากเล็กสีชมพูระเรื่อ
หน้าตานี้เหมือนกับเธอในชาติก่อนเป๊ะ!
เพียงแต่ว่า ในชีวิตก่อนของเธอ ด้วยการใช้ชีวิตที่ไม่เป็นเวลา ทำให้ใต้ตาคล้ำ แต่ใบหน้าที่สะท้อนในกระจกตอนนี้ไม่มีร่องรอยแบบนั้นเลย ผิวดูสดใส มีน้ำมีนวล จะต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดีแน่ๆ
ในหนังสือบรรยายไว้ว่า ร่างเดิมของเธอเป็นคนสวยมาก ตอนที่ถูกส่งไปชนบทใหม่ๆ มีคนตะลึงในความงามของเธอไม่น้อย บรรดายุวปัญญาชนที่ไปด้วยกันก็มีหลายคนมาหยอดคำหวานให้ แต่ร่างเดิมกลับมุ่งมั่นอยู่กับพระเอกของเรื่อง ไม่ชายตาแลใครเลย..
ตอนนี้เป็นช่วงกลางเดือนพฤษภาคม อากาศยังไม่ร้อนมาก อันผิงเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้กับกางเกงขายาวสีดำมาเปลี่ยน ก่อนจะเดินออกจากห้อง
ห้องของเธอเชื่อมติดกับห้องโถง พื้นที่ห้องโถงกว่ายี่สิบตารางเมตร ด้านที่ติดกับห้องของอันผิงมีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมวางอยู่ ตรงข้ามกันมีเก้าอี้เรียงกันอยู่หลายตัว ตรงมุมข้างประตูหลัง มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ วางกาต้มน้ำและถ้วยชา
อีกฝั่งของห้องโถงมีห้องสองห้อง ห้องใหญ่เป็นของพ่อแม่เธอ อันมู่หยางกับซุนอิง ส่วนห้องเล็กที่อยู่ด้านหลังเป็นห้องที่เธอเคยนอนตอนเด็กๆ หลังจากปู่กับย่าของเธอเสียไปได้หนึ่งปี อันมู่หยางกับซุนอิงก็ให้เธอย้ายไปนอนในห้องของปู่ย่า ส่วนห้องเล็กก็ถูกใช้เป็นห้องเก็บของ
อันผิงมองไปรอบๆ บ้าน รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ไม่ใช่แค่ความคุ้นเคยจากความทรงจำของร่างเดิม แต่เป็นความรู้สึกที่ลึกลงไปกว่านั้น เหมือนจิตวิญญาณของเธอรู้จักที่นี่ดี…
ออกจากห้องโถงไปทางขวา เป็นห้องครัวขนาดสิบกว่าตารางเมตร พอเข้าไปข้างใน ด้านในสุดของครัวมีเตาสองเตา เตาใหญ่กับเตาเล็ก ด้านขวาของเตา มีโอ่งดองผักวางเรียงกันอยู่หลายใบ ข้างโอ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีฝาไม้ปิดกันฝุ่นและสิ่งสกปรก ด้านบนอ่างมีก๊อกน้ำติดอยู่ ข้างๆ กันเป็นตู้ใส่ถ้วยชาม
ตรงประตูฝั่งขวา มีเตาถ่านตั้งอยู่ ข้างเตามีโต๊ะไม้สำหรับวางเขียง ด้านล่างโต๊ะมีถ่านเก็บอยู่ บนเตาถ่าน มีอาหารเช้าที่ซุนอิงเตรียมไว้ให้เธอ เป็นซาลาเปาไส้เนื้อสองลูกกับโจ๊กหนึ่งถ้วยเล็ก
อันผิงยกอาหารขึ้นมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะเอากาต้มน้ำไปตั้งบนเตา เธอถืออาหารเช้าออกไปนั่งกินที่ห้องโถง ไม่นานก็จัดการซาลาเปาหมดเกลี้ยง แล้วเรอออกมาอย่างพอใจ ..
ซาลาเปานี่อร่อยจริงๆ กลิ่นหอมมาก รสชาติดีสุดๆ
หลังจากล้างจานเรียบร้อย อันผิงเหลือบดูนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เก้าโมงครึ่งแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อน หลังจากกินข้าวเสร็จ เธอต้องนอนเล่นสักพัก แล้วก็ไถโทรศัพท์ดูคลิปสั้นไปเรื่อย แต่ตอนนี้ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีคลิปให้ดู แล้วก็ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการอยู่!
วันนี้ร่างเดิมของเธอมีแผนจะขโมยทะเบียนบ้านไปสมัครลงชื่อเข้าร่วมโครงการส่งตัวไปชนบท ตอนบ่ายต้องไปห้างสรรพสินค้าเพื่อจัดการงาน ก่อนจะโอนงานให้จางลีน่าตามที่นัดกันไว้พรุ่งนี้บ่าย!
แต่เธอจะไม่ไปชนบทเด็ดขาด!
แล้วก็ไม่มีทางยกงานให้ใครแน่!
บทที่ 3 ขายงาน
ในนิยาย จางลีน่าได้งานเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้า และได้รู้จักกับลูกชายของรองผู้อำนวยการโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรที่มาซื้อจักรยาน ต่อมาก็แต่งงานกับเขา หลังจากนั้นเธอยังกลายเป็นเพื่อนสนิทของนางเอก และภายใต้การชี้นำของพระเอกและนางเอก เธอก็ร่ำรวยขึ้น
แต่เธอจะต้องหาทางส่งจางลีน่าลงไปอยู่ชนบทให้ได้ และถ้าจะให้ดีที่สุดก็ต้องส่งไปที่เดียวกับพระเอก แบบนี้ถึงจะมีเรื่องสนุกให้ดู!
เธออยากรู้ว่าจางลีน่ากับนางเอกจะยังกลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้เหมือนในนิยายหรือเปล่าถ้าตกหลุมรักผู้ชายคนเดียวกัน!
อันผิงกลับมาที่ห้อง ค้นหาเงินของเจ้าของร่างเดิมในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือ พบเงินอยู่ยี่สิบห้าหยวนแปดเหมา พร้อมกับตั๋วอาหารและตั๋วขนมอีกสองสามใบ
ซุนอิงกับอันมู่หยางค่อนข้างใจป้ำกับลูกสาว เวลาจะให้เงินก็มักจะให้ทีละห้าหรือสิบหยวน แต่เจ้าของร่างเดิมชอบแต่งตัว ส่วนใหญ่ใช้เงินไปกับเสื้อผ้าและรองเท้า การที่ยังเหลือเก็บตั้งยี่สิบกว่าหยวนถือว่าดีมากแล้ว
อันผิงหยิบเงินหนึ่งหยวนแปดเหมาแล้วออกจากบ้าน ไม่ได้จะไปซื้ออะไรหรอก แต่การออกจากบ้านแล้วพกเงินติดตัวไว้หน่อยทำให้รู้สึกปลอดภัย เหมือนกับยุคปัจจุบันที่เวลาออกไปไหนต้องพกมือถือนั่นแหละ
บ้านของจางลีน่าอยู่ในเขตที่พักของโรงงานทอผ้า ไม่ไกลจากบ้านอันผิงมากนัก บ้านอันผิงมีจักรยานคันหนึ่ง ตอนนี้อันมู่หยางเอาไปขี่ไปทำงานแล้ว
อันผิงมองไปยังถนนที่มีฝุ่นฟุ้งกำแพงที่เต็มไปด้วยคำขวัญโฆษณาชวนเชื่อ และผู้คนที่สวมเสื้อผ้าสีเข้ม จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงความจริงจังขึ้นมา …เธอมาอยู่ในยุค 70 จริง ๆ แล้ว!
สิบกว่านาทีต่อมา อันผิงก็มาถึงหน้าอาคารที่พักของบ้านจาง ตรงหน้าคืออาคารเก่า ห้องพักเรียงกันเป็นแนวยาว บ้านของจางลีน่าอยู่ที่ชั้นสอง อันผิงเดินขึ้นไปตามความทรงจำพอดีกับที่เห็นอู๋ยูจินกำลังจะออกจากบ้านพอดี
เธอรีบเดินเข้าไปทักพร้อมรอยยิ้ม “พี่สะใภ้ กำลังจะออกไปข้างนอกเหรอคะ?”
อู๋ยูจินเห็นอันผิงก็ชะงักมือที่กำลังปิดประตู “ใช่ แล้วเธอมาหาลีน่าเหรอ? ลีน่าไม่อยู่ ออกไปข้างนอกแล้ว”
วันนี้อู๋ยูจินหยุดงาน กำลังจะกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่
“ลีน่าไม่อยู่เหรอ? งั้นฉันบอกพี่ก็ได้เหมือนกัน พี่รีบออกไปหรือเปล่า?” อันผิงยิ้มหวานให้
อู๋ยูจินขมวดคิ้วนิด ๆ ไม่เข้าใจว่าอันผิงหมายความว่ายังไง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ “งั้นเข้ามาคุยข้างในเถอะ”
เธอเปิดประตูพาอันผิงเข้าไปในบ้าน ก่อนจะหยิบเก้าอี้จากมุมห้องออกมาให้เธอนั่ง แล้วเดินไปชงน้ำชา จากที่ได้ยินจากจางลีน่า อู๋ยูจินเป็นคนขี้เหนียว ขี้ระแวง อารมณ์ร้าย ชอบพูดจาถากถาง
อันผิงจำได้ว่าเจ้าของร่างเดิมเคยเจออู๋ยูจินหลายครั้ง เพราะจางลีน่าพามา แต่ทุกครั้งก็ไม่เคยทำท่าทีเป็นมิตรใส่เธอเลย แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ อู๋ยูจินก็ยังดูแลอันผิงอย่างดีจนไม่มีที่ให้จับผิดได้ คงต้องขอบคุณพ่อของเจ้าของร่างเดิมที่เป็นช่างเทคนิคในโรงงานเครื่องกลไฟฟ้า และแม่ที่เป็นหัวหน้าสมาคมสตรีในโรงงานทอผ้า
“พี่สะใภ้ ไม่ต้องลำบากหรอก ฉันแค่จะบอกเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวก็ไปแล้ว”
อู๋ยูจินยิ้มส่งน้ำชาให้อันผิง ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ “เรื่องอะไรเหรอ?”
อันผิงรับน้ำชามาถือไว้ แล้วยิ้ม “พี่สะใภ้ พรุ่งนี้พอบ่ายสอง ลีน่าต้องเอาเงินไปจ่ายค่าทำเรื่องรับเข้าทำงานนะ ฉันถามแม่ให้แล้ว งานนี้ต้องใช้เงินแปดร้อยหยวน”
สีหน้าของอู๋ยูจินเปลี่ยนไปทันที “งานอะไร? เงินแปดร้อยหยวนอะไรกัน?”
อันผิงทำหน้าตกใจ “เอ๊ะ? พี่สะใภ้ไม่รู้เหรอ? พ่อกับแม่ฉันหางานเป็นพนักงานขายในห้างให้ฉัน แต่ลีน่าขอให้ฉันยกให้เธอแทน เธอบอกว่าแม่ของเธอไม่อยากให้ลงไปชนบท เลยจะซื้อที่ทำงานให้”
อู๋ยูจินพยายามยิ้มกลบเกลื่อน แต่สีหน้ากลับดูไม่ดีเอาเสียเลย “อาจจะยังไม่ได้บอกฉันมั้ง แต่งานดี ๆ แบบนี้ทำไมเธอไม่เอาเองล่ะ?”
อันผิงหัวเราะเบา ๆ “พี่สะใภ้ลืมแล้วเหรอ? ฉันเป็นลูกคนเดียว ไม่ต้องไปชนบท แต่ลีน่าไม่เหมือนกัน ถ้าไม่มีงานก็ต้องไป ฉันกับลีน่าเป็นเพื่อนกัน ฉันรอได้เลยยกให้เธอก่อน”
เธอพูดด้วยสีหน้าจริงใจจนอู๋ยูจินยังคิดว่าเด็กคนนี้บ้าหรือเปล่า งานดี ๆ แบบนี้ไม่เอา ดันยกให้คนอื่น พอเห็นอู๋ยูจินพยายามเก็บอารมณ์ อันผิงก็พูดเสริม
“พี่สะใภ้ ฝากบอกลีน่าด้วยนะ พรุ่งนี้บ่ายสองให้เอาเงินไปทำเรื่องให้เรียบร้อย ต้องรีบหน่อย คนรอเยอะเลย นี่เป็นเพราะฉันมีเส้นสายถึงได้โอกาสนี้มา”
สมัยนี้ งานที่เปิดรับสมัครตรง ๆ มีน้อยมาก ส่วนใหญ่ต้องจ่ายเงินซื้อกันทั้งนั้น ถ้าไม่พูดถึงเงินต่อหน้าอู๋ยูจิน จะทำให้จางลีน่าลงไปชนบทได้ยังไงล่ะ!
อันผิงจำได้ว่าจางลีน่าเคยบ่นว่า แม่ของเธอเป็นคนคุมเงินของบ้าน ส่วนเงินเดือนของอู๋ยูจินกับสามีก็ต้องส่งให้แม่สามีเกือบทั้งหมด เธอมั่นใจว่าอู๋ยูจินไม่มีทางยอมให้แม่สามีเอา "เงินของเธอ" ไปซื้อที่ทำงานให้กับน้องสามีแน่
อันผิงเห็นอู๋ยูจินยืนนิ่งไป ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเธออีกแล้วเดินออกจากบ้านตระกูลจางไปทันที อู๋ยูจินรู้ว่าอันผิงเดินออกไปแล้ว แต่ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์จะลุกขึ้นไปส่ง ในหัวของเธอมีแต่เรื่องที่แม่สามีต้องการเอาเงินแปดร้อยหยวนไปซื้องานให้ลูกสาวตัวเอง
เธอแต่งงานกับจางลู่หานมาเกือบห้าปีแล้ว และมีลูกชายหนึ่งคนแท้ๆ จางลู่หานทำงานเป็นพนักงานโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร ปีนี้เพิ่งได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำ ส่วนอู๋ยูจินเป็นลูกจ้างชั่วคราวในโรงงานทอผ้า
ในบ้านมีลูกชายเพียงคนเดียว อู๋ยูจินจึงคิดว่าเงินทั้งหมดของบ้านในอนาคตก็ต้องเป็นของพวกเธอ ส่วนน้องสามีก็ต้องแต่งงานออกไปอยู่บ้านสามี จะให้แค่สินเดิมนิดหน่อยไปก็พอแล้ว เพราะงั้นแม่สามีขอให้พวกเธอนำเงินเดือนส่วนใหญ่มาให้ เธอก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ตอนนี้ยายแก่คนนี้กลับจะเอาเงินของเธอไปซื้อที่ทำงานให้ลูกสาวตัวเองงั้นเหรอ!
ยายแก่นั่นแสดงละครเก่งจริง ๆ เวลาปกติทำเป็นรำคาญลูกสาวตัวเองจนนั่นจนนี่ แต่พอถึงเวลาสำคัญกลับยอมทุ่มเงินซื้อที่ทำงานให้ลูกสาวได้ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย!
จางลีน่ากินของเธอ ใช้ของเธอ แล้วยังจะเอาเงินแปดร้อยหยวนของเธอไปซื้อที่ทำงานอีกเหรอ?! ฝันไปเถอะ!
อู๋ยูจินคิดว่าหากเธอเล่นตรง ๆ คงไม่ดีแน่ แม่สามีของเธอเองก็มีงานทำ ไม่แน่ว่าจะให้จางลีน่ารับช่วงงานต่อ เพื่อไม่ให้ต้องถูกส่งไปชนบท เงินก็ห้ามให้ งานของแม่สามีก็ต้องกันไว้
อู๋ยูจินลุกพรวดขึ้น รีบเข้าไปในห้องแม่สามี คว้าสมุดทะเบียนบ้านออกมาแล้วออกจากบ้านไปทันที…
อันผิงเดินออกจากบ้านตระกูลจางแล้วไปยืนรออยู่ในมุมลับตา ไม่นานก็เห็นอู๋ยูจินถือสมุดทะเบียนบ้านเดินตรงไปที่สำนักงานชุมชน เมื่อเห็นว่าแผนของเธอสำเร็จ อันผิงก็ฮัมเพลงเบา ๆ แล้วเดินกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี
พอกลับถึงบ้านก็เกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว อันผิงตัดสินใจเข้าครัวทำอาหาร ซุนอิงทำงานที่โรงงานทอผ้า ตอนกลางวันมักจะกลับมากินข้าวที่บ้านเพื่อดูแลอันผิง ส่วนอันมู่หยางทำงานที่โรงงานไฟฟ้าและเครื่องจักร อยู่ไกลจากบ้าน จึงมักจะกินข้าวกลางวันที่โรงงาน
ซุนอิงเพิ่งเดินเข้ามาในลานบ้านก็เห็นควันหนาทึบลอยออกมาจากครัว นึกว่าไฟไหม้เข้าให้แล้ว เธอวางกระเป๋าไม่ทันแล้วรีบวิ่งไปที่ครัว พอถึงหน้าประตูก็เห็นลูกสาวตัวเองนั่งยอง ๆ อยู่หน้าเตาไฟ ทั้งไอ ทั้งเช็ดน้ำตาไปด้วย
"โอ๊ย! ผิงผิง รีบออกมาเร็ว เดี๋ยวก็สำลักควันหมดกันพอดี!" ซุนอิงพูดพลางรีบดึงอันผิงออกมาจากครัว
อันผิงตาแดงก่ำมองซุนอิง เธอพบว่าซุนอิงดูคล้ายแม่แท้ ๆ ของเธอมาก เพียงแต่แม่ของเธอในรูปที่เคยเห็นนั้นยังอยู่ในวัยยี่สิบต้น ๆ ส่วนซุนอิงตอนนี้อายุเกือบสี่สิบแล้ว
ซุนอิงสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบกว่า รูปร่างสมส่วน นอกจากมีรอยย่นเล็กน้อยตรงหางตา บนใบหน้าก็ไม่มีริ้วรอยของวัยใด ๆ เป็นผู้หญิงที่สวยมาก อันผิงเองก็หน้าตาคล้ายซุนอิง
"แม่…" คำนี้เพิ่งเปล่งออกจากปาก น้ำตาของอันผิงก็ไหลลงมาอีก
ถ้าแม่ของเธอยังอยู่ ก็คงเป็นแบบนี้สินะ?
ซุนอิงเห็นลูกสาวร้องไห้ก็รีบเช็ดน้ำตาให้ "โตป่านนี้แล้วยังขี้อ้อนอีก ไม่อายหรือไง"
ปากพูดเหมือนไม่ชอบใจ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าก็บอกได้ว่าซุนอิงมีความสุขที่ลูกสาวอ้อน
"นี่คิดจะทำอาหารเหรอ?"
ลูกสาวของเธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยเข้าครัวมาก่อน งานบ้านที่ทำก็มีแค่กวาดพื้น เช็ดโต๊ะ กับซักเสื้อผ้าของตัวเองเท่านั้น อันผิงพยักหน้าเล็กน้อย รู้สึกเขิน ๆ เธอทำอาหารเป็น แต่เตาไฟนี่เหมือนเป็นศัตรูของเธอ จุดติดได้ไม่นานก็ดับ ทำให้ทั้งครัวเต็มไปด้วยควัน!
ซุนอิงมองลูกสาวด้วยความซาบซึ้ง "ลูกแม่โตแล้ว รู้จักห่วงแม่แล้วสินะ! มา แม่จะสอนให้"
พูดจบก็จูงมืออันผิงเดินเข้าครัวไป ซุนอิงดีใจมากที่อันผิงอยากเรียนทำอาหาร เพราะเธอกับอันมู่หยางไม่สามารถอยู่กับลูกไปได้ตลอดชีวิต อย่างน้อยลูกก็ต้องพึ่งพาตัวเองได้ ต่อให้วันหนึ่งเธอกับอันมู่หยางไม่อยู่แล้ว ลูกก็จะได้ไม่ต้องอดตาย
ควันในครัวเริ่มจางลงแล้ว ซุนอิงมองฟืนท่อนใหญ่ที่อันผิงยัดเข้าเตาไป แล้วได้แต่หัวเราะ "ต้องใช้ฟางแห้งจุดไฟก่อน แล้วค่อยเติมไม้ฟืนเล็ก ๆ พอไฟติดดีแล้ว ค่อยเติมไม้ฟืนใหญ่ขึ้น"
เธอสอนอันผิงไปพลาง แค่ไม่กี่อึดใจไฟก็ลุกโชนขึ้นมา อันผิงยืนดูอยู่ข้าง ๆ คอยช่วยซุนอิงหยิบจับของเป็นระยะ
อาหารกลางวันเสร็จอย่างรวดเร็วด้วยความร่วมมือของทั้งสองคน หลังจากกินเสร็จ อันผิงจะเก็บจานชาม แต่ซุนอิงบอกให้เธอไปพัก เพราะตอนบ่ายสามต้องไปทำเรื่องเอกสาร อันผิงก็ไม่ได้เถียงอะไร กลับเข้าห้องของตัวเอง
เธออยากจะทดลองดูว่าพื้นที่พิเศษของเธอสามารถเก็บของเข้าไปได้หรือไม่ ตอนนี้พื้นที่ว่างของเธอยังไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก แต่ถ้าสามารถใช้เป็นที่เก็บของได้ก็คงดีไม่น้อย อันผิงหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วลองนึกในใจให้มันหายเข้าไป
แล้วมันก็หายไปจริง ๆ !
เธอลองนึกให้มันกลับออกมา หนังสือก็ปรากฏขึ้นในมือของเธออีกครั้ง ดูเหมือนว่าสามารถเก็บของได้จริง ๆ ถ้ามันสามารถรักษาสภาพของสิ่งของได้เหมือนในนิยายล่ะก็ มันคงยอดเยี่ยมมาก!
อันผิงตัดสินใจว่าจะลองทดสอบในครั้งต่อไป!