โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

คลังเผย “ไทยช่วยไทยพลัส”ยอดลงทะเบียน 25.4 ล้านคน ร้านค้าทะลุเป้า 1 ล้านราย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลัง ว่า วันนี้ (28 พ.ค. 69) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ว่า ล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 25.4 ล้านคน ขณะที่ยังมีผู้ที่อยู่ระหว่างรอตรวจสอบคุณสมบัติกว่า 100,000 ราย

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จ พบว่า บางส่วนเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขของโครงการ ขณะที่บางกรณีเกิดจากการใช้โทรศัพท์ของผู้อื่นลงทะเบียน รวมถึงพบผู้เสียชีวิตแล้วแต่ยังมีการลงทะเบียน เมื่อมีการตรวจสอบกับฐานข้อมูลบัตรประชาชนจึงไม่ผ่านการยืนยันตัวตน

ด้านร้านค้าที่แสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการ มีแล้วกว่า 1 ล้านราย แต่ยังมีบางส่วนดำเนินขั้นตอนไม่ครบถ้วน เช่น ยังไม่ได้กดรับรองเข้าร่วมโครงการ ซึ่งโดยปกติร้านค้าจะทยอยกดยืนยันเมื่อเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิซื้อขาย โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานให้ร้านค้าดำเนินการให้ครบมากที่สุด

นายวินิจ กล่าวว่า ปัญหาหลักที่พบจากการลงทะเบียนและการใช้งานแอปพลิเคชัน มีอยู่ 3 กรณี ได้แก่ การลืมรหัสผ่าน การลบแอปพลิเคชันแล้วติดตั้งใหม่ และการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ซึ่งแม้จะสามารถดำเนินการผ่านโทรศัพท์มือถือได้ แต่ประชาชนบางส่วนยังไม่สะดวกใช้งาน หรือดำเนินการหลายครั้งจนระบบล็อก ขณะที่การยืนยันตัวตนผ่านตู้เอทีเอ็ม (ATM) ยังเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบ และไม่มั่นใจว่าดำเนินการสำเร็จหรือไม่

ทั้งนี้ ได้ประสานธนาคารช่วยดูแลอย่างเต็มที่ โดยบางสาขาในต่างจังหวัดมีประชาชนมาติดต่อทำธุรกรรมเกี่ยวกับโครงการนี้เพียงเรื่องเดียวมากกว่า 500 คนต่อวัน ขณะที่บางสาขามีพนักงานเพียง 6 คน และยังต้องปฏิบัติภารกิจอื่นควบคู่กันไป

นายวินิจ กล่าวว่า การยืนยันตัวตนมีความจำเป็นเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน เนื่องจากหากปล่อยให้ลงทะเบียนได้ง่าย อาจเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเงินในบัญชี ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องยกระดับมาตรการยืนยันตัวตนให้เข้มงวดมากขึ้น

“ถ้าปล่อยให้ลงง่าย เดี๋ยวประชาชนจะกังวลว่า เงินในบัญชีจะหายไปด้วย จึงจำเป็นต้องยกระดับการแสดงตัวตนเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ” นายวินิจ กล่าว

ในส่วนของร้านค้า นายวินิจ ยอมรับว่า ยังมีความกังวลเรื่องภาษี โดยภาครัฐอยู่ระหว่างทำความเข้าใจ พร้อมเตรียมระบบช่วยอำนวยความสะดวก ทั้ง “AI นกกระซิบ” และบัญชีอย่างง่าย โดยระบุว่า การบันทึกข้อมูลจะช่วยจัดเก็บข้อมูลการซื้อขายอัตโนมัติ และสามารถใช้เป็นหลักฐานทางการเงินประกอบการขอสินเชื่อกับธนาคารออมสินได้

นายวินิจ กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง แต่เป็นมาตรการช่วยเหลือและพยุงภาระค่าครองชีพประชาชน โดยรูปแบบโครงการเดิมประชาชนจ่าย 50% และรัฐช่วย 50% แต่โครงการปัจจุบันปรับเป็นรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ภายใต้กรอบวงเงินสนับสนุนสูงสุด 200 บาทต่อวัน หรือ 1,000 บาทต่อเดือน

“ส่วนลดจะเกิดขึ้นเฉพาะในส่วนที่ภาครัฐช่วยจ่าย ใครลำบากก็ใช้ ไม่ลำบากก็เหลือไว้ เดือนหน้าขึ้นใหม่ เดือนนี้เอาคืน แสดงว่ายังพอไหว คราวที่แล้ววันหนึ่งใช้ได้ 400 บาท คราวนี้ใช้ได้กว่า 300 บาท อย่ามองว่ารัฐบาลเอาเปรียบ เพราะซื้อของ 400 บาท ก็ยังลดให้อยู่ดี แต่ถ้าซื้อไม่ถึง 400 บาท ก็ลดให้ 60% เช่นกัน ซื้อเท่าไหร่ลด 200 บาท ก็ประมาณ 334 บาท ปัดเศษไป” นายวินิจ กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่โครงการไม่สามารถสะสมวงเงินข้ามเดือนได้ เพราะหากใช้สิทธิในเดือนเดียวรัฐบาลจะหมุนเงินไม่ทัน นายวินิจ กล่าวว่า หากเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะเป็นการวางเม็ดเงินให้ทุกคนร่วมใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนที่กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี คือ ทุกคนเดือดร้อนก็ให้ตามความเดือดร้อน แต่หากไม่มาใช้สิทธิ ก็จะตัดสิทธิและเริ่มใหม่ในเดือนถัดไป

“คราวนี้เป็นการดูแล แต่เป็นการขอยืมกลไกไทยช่วยไทย 60:40 เพราะของแพง กำลังซื้อลด เศรษฐกิจไม่ขยายตัว ถ้าของแพง เศรษฐกิจไม่โต อันนี้น่ากลัว” นายวินิจ กล่าว

ทั้งนี้ นายวินิจ ระบุว่า แม้โครงการกำหนดช่วงเวลาลงทะเบียน 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 แต่ในทางปฏิบัติบางกรณีสามารถตรวจสอบและตอบรับได้ภายใน 1 วัน เพียงแต่ต้องเผื่อเวลาไว้ 3 วัน สำหรับบางกรณีที่ต้องใช้เวลาตรวจสอบเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...