โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอแบบมีเสมหะ ต่างจากไอแบบอื่น ๆ อย่างไร

GedGoodLife

อัพเดต 15 ต.ค. 2567 เวลา 15.29 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2567 เวลา 07.08 น. • GED good life ชีวิตดีดี เว็บไซต์เพื่อสุขภาพ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี

ไอแบบมีเสมหะต่างจากไอแบบอื่นๆ อย่างไร ทำไมต้องเลือกยากแก้ไอให้ถูกประเภท

อาการไอเป็นสัญญาณของร่างกายที่อยู่คู่มนุษย์มาทุกยุคสมัย เป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ควัน หรือเชื้อโรค เข้าสู่ทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการระคายเคือง ร่างกายจึงพยายามกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกด้วยการไอ หลายคนมักเข้าใจว่าเมื่อมีอาการไอ การซื้อยาแก้ไอทั่วไปจะช่วยบรรเทาได้ แต่ความจริงแล้ว อาการไอมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละแบบตอบโจทย์การรักษาที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอาการไอแบบมีเสมหะ ที่จำเป็นต้องพิถีพิถันเลือกใช้ยาที่เหมาะสม มาร่วมค้นหาว่าอาการไอแบบมีเสมหะต่างจากแบบอื่นอย่างไร และทำไมการเลือกใช้ยาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ไอแบบมีเสมหะคืออะไร?ไอแบบมีเสมหะเกิดจากการที่ร่างกายพยายามขับเสมหะหรือเมือกที่สะสมอยู่ในทางเดินหายใจออกมา อาการนี้มักเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้ หรือโรคหืด หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หากอาการไอเกิดในช่วงกลางคืนมักมีเสมหะไหลลงคอขณะนอนหลับ ท่าราบทำให้เสมหะไหลเข้าสู่ลำคอและกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น

นอกจากนี้ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสะสมของสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งร่างกายจะพยายามขับออกมา ทำให้เกิดอาการไอแบบมีเสมหะ

เสมหะนั้นมีหน้าที่ช่วยดักจับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม แต่เมื่อมีปริมาณมากเกินไป อาจทำให้การหายใจลำบากและกระตุ้นให้ไอหนักขึ้น การรักษาอาการไอแบบมีเสมหะจึงจำเป็นต้องเลือกใช้ยาที่เหมาะสมเพื่อลดเสมหะและช่วยให้การหายใจดีขึ้น

อาการไอแบบมีเสมหะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

  • ไอมีเสมหะแบบเฉียบพลัน – จะมีอาการไอที่ไม่เกิน 3 สัปดาห์ โดยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ หากไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง
  • ไอมีเสมหะแบบเรื้อรัง – อาการไอเรื้อรังจะมีอาการต่อเนื่องนานกว่า 8 สัปดาห์ขึ้นไป สำหรับเด็กจะอยู่ที่ประมาณ 4 สัปดาห์ หากไอมีเสมหะนานเกินกว่าระยะเวลานี้ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่น ๆ เช่น โรคปอดอักเสบ หอบหืด หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจเรื้อรังอื่น ๆ ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและระบบการหายใจในระยะยาว การเข้าพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการนานผิดปกติจึงสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการทรุดลงและรักษาได้ทันเวลา

อาการไอแบบมีเสมหะต่างจากไอประเภทอื่นอย่างไร?

  • ไอแห้ง
    ไอแห้งเป็นอาการไอที่ไม่มีเสมหะร่วมด้วย มักเกิดจากการระคายเคืองในลำคอหรือทางเดินหายใจ เช่น อาการแพ้หรือโรคหืด สาเหตุมักเกิดจากการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ หรือการอักเสบในทางเดินหายใจ แม้จะรู้สึกระคายเคืองและมีอาการไอ แต่จะไม่มีเสมหะออกมาพร้อมกับการไอ
  • ไอจากการติดเชื้อไวรัส
    ไอที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสามารถมีทั้งแบบมีเสมหะและไม่มีเสมหะ ขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ ในบางกรณี อาการไออาจมีเสมหะหรือน้ำมูก แต่ในบางครั้งอาจไม่มีเสมหะเลย ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายและความรุนแรงของการติดเชื้อ
  • ไอจากการระคายเคือง
    เกิดจากการที่ทางเดินหายใจสัมผัสกับสารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่น หรือสารเคมี ทำให้รู้สึกไม่สบายในลำคอและกระตุ้นให้เกิดอาการไอ โดยมักจะไม่มีเสมหะร่วมด้วย สารระคายเคืองเหล่านี้สามารถทำให้ทางเดินหายใจแห้งและเกิดการอักเสบ จึงทำให้เกิดการไอแบบแห้ง

การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างไอแบบมีเสมหะและไอประเภทอื่น ๆ จะช่วยให้สามารถรักษาและเลือกใช้ยาแก้ไอได้อย่างเหมาะสมตามอาการ

ควรดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการไอแบบมีเสมหะ

เมื่อคุณมีอาการไอแบบมีเสมหะในระยะเริ่มแรก การดูแลตนเองและปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบรรเทาอาการและทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลายมากขึ้น

  • ดื่มน้ำสะอาด – ดื่มน้ำที่อุณหภูมิปกติ วันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้เสมหะบางลงและขับออกได้ง่ายขึ้น
  • ดื่มน้ำสมุนไพร – การดื่มน้ำขิงหรือน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว สามารถช่วยบรรเทาอาการไอ และลดการระคายเคืองในลำคอได้
  • ใช้น้ำเกลือกลั้วคอ – การกลั้วคอด้วยน้ำเกลือช่วยลดการระคายเคืองและฆ่าเชื้อในลำคอ ทำให้รู้สึกสบายขึ้น
  • งดอาหารบางประเภท – หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทของทอด ของมัน น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจกระตุ้นการเกิดเสมหะมากขึ้น
  • ยาบรรเทาอาการไอ มีกี่ ชนิด แล้วเหมาะสมกับอาการใด
    1. ยาลดหรือระงับอาการไอ (cough suppressants or antitussives) อาจออกฤทธิ์ที่จุดรับสัญญาณการไอส่วนปลาย หรือออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลางของสมองที่ควบคุมอาการไอ ยาชนิดนี้ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ (non-productive cough)
    2. ยาขับเสมหะ (expectorants) ยาชนิดนี้จะกระตุ้นการขับเสมหะโดยกระตุ้นการทำงานของเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจในการกำจัดเสมหะ และเพิ่มปริมาณสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ ทำให้ปริมาณเสมหะมากขึ้น ทำให้ไอเอาเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้นเช่น potassium guaiacolsulphonate, terpin hydrate, ammonium chloride, glyceryl guaiacolate ยาชนิดนี้ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแบบมีเสมหะ (productive cough)
    3. ยาละลายเสมหะ (mucolytics) ยาชนิดนี้จะช่วยลดความเหนียวของเสมหะลงทำให้ร่างกายกำจัดหรือขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น เช่น ambroxol hydrochloride, bromhexine, carbocysteine ยาชนิดนี้ควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ไอแบบมีเสมหะ บางครั้งนิยมใช้ร่วมกับยาขับเสมหะข้อแนะนำในการใช้ยาแก้ไอ
    การใช้ยาแก้ไอควรพิจารณาตามอาการที่เกิดขึ้น และเพื่อให้การรักษาโดยการใช้ยามีประสิทธิภาพสูงสุด เรามีคำแนะนำในเบื้องต้นมาฝากดังนี้

  • เมื่ออาการไอมีเสมหะหรือรู้สึกเสมหะหนาแน่น
    หากรู้สึกว่ามีเสมหะสะสมและยากต่อการขับออก ควรใช้ยาขับเสมหะหรือยาละลายเสมหะเพื่อช่วยให้เสมหะบางลงและขับออกได้ง่ายขึ้น

  • เมื่ออาการไอรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
    หากอาการไอทำให้รบกวนการนอนหลับ การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเริ่มใช้ยาแก้ไอเพื่อบรรเทาอาการและช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อน

  • เมื่อไอแห้งและระคายเคือง
    หากมีอาการไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ การใช้ยาลดหรือระงับอาการไอจะช่วยบรรเทาอาการได้ โดยเฉพาะในช่วงที่รู้สึกระคายคอหรือไออย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเสมหะ

  • เมื่ออาการไอต่อเนื่องเป็นเวลานาน
    หากอาการไอไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือมีอาการเรื้อรังนานเกิน 8 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์และอาจใช้ยาตามคำแนะนำเพื่อรักษาอาการอย่างเหมาะสม

  • เมื่อมีไข้หรืออาการอื่นร่วมด้วย
    หากมีอาการอื่น ๆ ร่วมกับการไอ เช่น ไข้สูง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือรู้สึกอ่อนเพลีย ควรใช้ยาแก้ไอร่วมกับยารักษาอาการอื่น ๆ และเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

  • ทำไมต้องเลือกยาแก้ไอให้ถูกประเภท?การใช้ยาแก้ไอที่ไม่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร แต่ยังอาจทำให้อาการแย่ลงได้ ยาแก้ไอแบบระงับไอไม่ควรใช้ในผู้ที่มีเสมหะ เพราะจะทำให้เสมหะสะสมและอาจทำให้เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจดังนั้น หากคุณมีอาการไอแบบมีเสมหะ การเลือกใช้ยาที่ช่วยขับเสมหะออกจากร่างกาย เช่น ยาละลายเสมหะ หรือยาแก้ไอแบบเฉพาะเจาะจง จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นการเลือกยาที่เหมาะสมจึงสำคัญมาก และอย่าลืมปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง หากรับประทานยาแก้ไอหรือปฏิบัติตามวิธีดูแลตนเองแล้วอาการไม่บรรเทาลงภายในระยะเวลาที่ควร ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจเป็นโรคร้ายแรง

จะเห็นได้ว่าอาการไอ อาจเกิดจากโรคที่ไม่ร้ายแรง เช่นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง เช่น หวัด, คอหรือหลอดลมอักเสบ หรือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคที่ร้ายแรงได้ เช่น ปอดอักเสบ, เนื้องอกบริเวณคอ กล่องเสียงหรือหลอดลม หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุและรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นหากผู้ป่วยได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วอาการไอไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์โดยทันที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...