โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2503 สงครามลับ สงครามลาว (83)/บทความพิเศษ พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 มิ.ย. 2565 เวลา 01.57 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2565 เวลา 01.57 น.

บทความพิเศษ

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

2503 สงครามลับ

สงครามลาว (83)

การเข้าตีของเวียดนามเหนือ

ฝ่ายเวียดนามเหนือวางแผนการใช้กำลังเข้าตีซำทองครั้งใหม่ดังนี้

กรม 141 เป็นหน่วยเข้าตีหลักทางด้านเหนือของซำทอง โดยกำหนดให้กองพันที่ 1 เป็นหน่วยเข้าตีหลักต่อที่หมาย DX เมื่อยึดที่หมายได้แล้วให้วางกำลังสกัดกั้น และใช้กำลังส่วนใหญ่ขนอาวุธกระสุนที่ยึดได้ ส่งกลับเชลยศึกและผู้บาดเจ็บ

กองพันที่ 2 เข้าตีสนับสนุนทางใต้ต่อที่หมาย DW ซึ่งอยู่ทางใต้ DX ประมาณ 400 เมตร เมื่อยึดที่หมายได้แล้ว ให้จัดกำลังไล่ติดตามเพื่อทำลายกำลังฝ่ายเราพร้อมสถาปนาระบบสื่อสาร

กองพันที่ 3 เข้าตีสนับสนุนต่อที่มั่น DI เมื่อยึดที่หมายได้แล้วให้วางกำลังสกัดกั้นการถอนตัวของฝ่ายเรา

กรม 165 เข้าตีตามสันเนินด้านตะวันออกของซำทอง ดังนี้

กองพันที่ 5 เป็นหน่วยเข้าตีหลักต่อที่หมาย DC และ DN เมื่อยึดที่หมายได้แล้ว ให้ขนอาวุธกระสุนที่ยึดได้เข้าที่หลบซ่อน แล้วเคลื่อนที่เข้าสู่สกายไลน์

กองพันที่ 4 วางกำลังทางทิศใต้ของฐานยิงธันเดอร์สกัดกั้นฝ่ายเราไม่ให้ถอนตัวลงสู่ล่องแจ้ง

กองพันที่ 6 เป็นกองหนุน เคลื่อนที่ติดตามกองพันที่ 5 ไล่ติดตามฝ่ายเราเมื่อสั่ง

การเข้าตีระลอกแรก

17.00 น. ข้าศึกเริ่มใช้อาวุธหนักยิงเตรียมโจมตีฝ่ายเราทุกที่ตั้งตรงตามคำแจ้งเตือนจาก บก.ผสม 333 สภาพอากาศขณะนั้นไม่เกื้อกูลต่อฝ่ายเราในการโจมตีตอบโต้ทางอากาศ เมื่อสิ้นสุดการยิงเตรียม พัน.ทสพ. บีซี 606 ซึ่งเป็นที่หมายการเข้าตีหลักของข้าศึก ถูกเข้าตีด้วยกำลังทหารราบจากทางเหนือและตะวันออก

แต่ด้วยสภาพอากาศที่ดีขึ้น ฝ่ายเราจึงสามารถใช้เครื่องบิน T-28 สนับสนุนการโจมตีทางอากาศได้ การเข้าตีของข้าศึกล้มเหลว

ฝ่ายเราบาดเจ็บ 5-6 นาย

การเข้าตีระลอกสอง

19.00 น. เริ่มด้วยการยิงเตรียม ติดตามด้วยการส่งกำลังเข้าตีตลอดแนวทั้ง 3 กองพันต่อที่หมาย พัน.ทสพ.606 608 และ 607 ฝ่ายเราต่อสู้อย่างเหนียวแน่น

20.15 น. เครื่องบินสปุ๊กกี้ทิ้งพลุส่องแสง และยิงปืนกลอากาศขนาด 7.62 ม.ม. สนับสนุน ข้าศึกเสียชีวิตพาดอยู่บนลวดหนามด้านทิศเหนือ 6 ราย สปุ๊กกี้ให้การสนับสนุนอยู่ชั่วโมงเศษจนกระสุนใกล้หมด จึงแจ้งให้รอเครื่องใหม่มาสับเปลี่ยน และยังมีเครื่องบินสตริงเกอร์ติดตั้งปืนกลอากาศขนาด 20 ม.ม. และปืนขนาด 40 ม.ม. ซึ่งเหมาะสำหรับทำลายยานพาหนะข้าศึก แต่ผู้นำอากาศยานหน้าประจำ พัน.ทสพ.606 ขอให้ไปตรวจสอบทางด้านตะวันออกของบ้านหินตั้งซึ่งมีเส้นทางที่สามารถเชื่อมต่อกับทุ่งไหหินได้ และคาดว่ามีการเคลื่อนไหวของรถถังข้าศึก

21.30 น. กองพัน ทสพ.607 และ 610 ซึ่งข้าศึกกำหนดให้เป็นที่หมายรอง เริ่มถูกเข้าตี ระหว่างที่รอเครื่องบินสนับสนุนการโจมตีก็ได้รับการยิงสนับสนุนจากฐานปืนใหญ่จากที่ตั้งยิงในล่องแจ้งและฐานยิงไทเกอร์บนแนวสกายไลน์ ส่วนใหญ่เป็นการขอยิงส่องสว่างสนามรบ ข้าศึกพยายามเข้าตี พัน.ทสพ.606 อีกครั้งหนึ่งเพื่อกู้ศพผู้เสียชีวิตที่พาดอยู่บนลวดหนาม ถูกฝ่ายเรายิงสกัด ข้าศึกจึงเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ไม่สามารถนำศพกลับไปได้

23.00 น. สปุ๊กกี้กลับมาถึงพื้นที่สู้รบและยิงสนับสนุน พัน.ทสพ. บีซี 608 ตามคำขอ ส่วนสตริงเกอร์ที่แยกตัวไปตรวจสอบทางด้านตะวันออกของบ้านหินตั้งได้กลับมาพื้นที่การรบ และแจ้งว่า ตรวจพบแสงไฟเป็นแนวยาวจากขบวนรถจึงเข้าโจมตี แสงไฟหายไป

คาดว่าสามารถทำลายขบวนยานพาหนะของข้าศึกได้จำนวนหนึ่ง

คำเตือนเรื่องรถถัง

ก่อนหน้าการเข้าตีใหญ่ของเวียดนามเหนือครั้งนี้ ผู้นำอากาศยานหน้าประจำ พัน.ทสพ. บีซี 606 นามรหัส “สปอตไลต์” หรือนามจริง “ปรีชา นิธิสุภา” ได้เคยแจ้งเตือนการเข้ามาของรถถังในพื้นที่การรบไว้แล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ตามคำบอกเล่าภายหลังในบันทึก “นักรบสมรภูมิเลือด ผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน” ของ “พันทิวา” ดังนี้

“การรบที่หนักที่สุดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเห็นจะเป็นตอนที่ผมย้ายไปทำหน้าที่แฟ็กประจำกองพัน บีซี 606 และต้องเผชิญกับการโจมตีของรถถังพร้อมทหารราบที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า

เหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มต้นหลังจากที่ผมย้ายไปอยู่บีซี 606 ได้ไม่กี่วัน ตอนกลางคืนผมก็ได้ยินเสียงเหมือนกับรถแทร็กเตอร์ขนาดใหญ่ดังแว่วมาจากร่องเขา เมื่อส่องกล้องมองออกไปผมก็เห็นแสงไฟวูบไหวขึ้นลงตามความลาดชันของภูมิประเทศ ลักษณะเหมือนกับเป็นขบวนคอนวอยที่กำลังแล่นเข้ามาโดยมีทิศทางมุ่งสู่ที่ตั้งกองพันของเรา”

เมื่อรายงานความเคลื่อนไหวดังกล่าวไปยังหน่วยเหนือ ฝ่ายอเมริกาได้ส่งกันชิพปีกนิ่ง หรือ “สปุ๊กกี้” ซึ่งเป็นเครื่องบิน C-130 ติดอาวุธหนักมายิงโจมตีในตำแหน่งที่เรารายงานว่ามองเห็นแสงไฟจากยวดยานข้าศึก ผลจากการโจมตีที่เรารับฟังทางวิทยุก็คือนักบินได้รายงานว่าได้ยิงทำลายเป้าหมายด้วยปืนใหญ่ขนาด 105 ม.ม. และปืนกลขนาด 40 ม.ม. ซึ่งเป็นอาวุธสำหรับทำลายยานพาหนะหรือขบวนคอนวอยโดยตรง

เหตุการณ์โจมตีแสงไฟจากยวดยานที่คาดว่าเป็น “รถถัง” มีการรายงานไปตามสายงานของแต่ละฝ่าย กล่าวคือ แฟกซ์รายงานไปยัง “Bounder Control” ส่วนผู้บังคับกองพันรายงานไปยัง บก.ฉก.วีพี

“ถึงแม้สิ่งที่ได้ยินและแสงไฟที่มองเห็นบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าเป้าหมายนั้นเป็นยานพาหนะที่ไม่ใช่ยวดยานธรรมดา แต่หน่วยเหนือกลับไม่เชื่อ และย้อนว่าให้แฟกซ์ตรวจสอบแผนที่ให้ดี เพราะภูมิประเทศซึ่งเป็นภูเขาสูงชันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่รถถังจะขึ้นมาแล่นอย่างที่เห็น”

“การที่หน่วยเหนือไม่เชื่อ ทำให้เราเสียความรู้สึกอย่างมาก เพราะผมเองคุ้นเคยอยู่กับรถมาตั้งแต่เด็ก ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ยิ่งไปกว่านั้นก็คือก่อนหน้าที่จะมาเป็นแฟกซ์ ผมเคยทำงานอยู่กับพวกสร้างทางของกองทัพสหรัฐ ผมแยกแยะเสียงออกว่าเสียงแบบไหนเป็นเสียงรถบรรทุกหรือเป็นเสียงรถแทร็กเตอร์ ซึ่งมันไม่เหมือนกับเสียงที่ผมได้ยินในสมรภูมิลาว ผมจึงมั่นใจว่ามันเป็นเสียงรถถังอย่างแน่นอน”

“จนกระทั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่กองพันจะถูกตีแตกและโดนรถถังเหยียบประมาณ 3-4 วัน ในเวลากลางวัน ข้าศึกได้ใช้ลูกยาวยิงเข้ามายังที่ตั้งฝ่ายเรา”

“เมื่อผมส่องกล้องไปก็มองเห็นควันลอยขึ้นจากตำแหน่งการยิง ในตอนนั้นผมยังคิดในแง่ดีว่า คงจะเป็นควันจากปืนใหญ่ข้าศึกเหมือนทุกครั้ง”

“แต่เมื่อเรียกเครื่องบินมาทำการโจมตีและทำลายเป้าหมายนั้นได้ ผมได้ยินนักบินรายงานทางวิทยุไปยัง ‘สกาย’ ว่าทำลายปืนใหญ่ขนาด 85 ม.ม. ได้ 1 กระบอก โดยนักบินไม่พูดว่าเป็นรถถัง ทั้งที่ปืนใหญ่ขนาด 85 ม.ม. นั้นเป็นปืนประจำรถถังแบบ T-34 ทำในโซเวียตซึ่งกองทัพเวียดนามเหนือนำเข้าประจำการและส่งเข้ามาทำการรบในสมรภูมิลาว”

“ฉะนั้น การรายงานในลักษณะดังกล่าวคือ สิ่งที่แสดงว่านักบินตรวจการณ์และนักบินโจมตีของอเมริกันมองเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายคือ รถถังของเวียดนามเหนือซึ่งได้เคลื่อนเข้ามาเพื่อที่จะโจมตีกองพันทหารเสือพรานของไทยแน่ แต่นักบินไม่ยอมบอกความจริงเพราะกลัวว่าฝ่ายเราจะเสียขวัญ”

“ถึงตอนนั้นสปอตไลต์เริ่มรู้แล้วว่า ในไม่ช้ารถถังของพวกเวียดนามเหนือต้องแล่นเข้าบดขยี้กองพันเสือพราน บีซี 606 อย่างแน่นอน…”

“…สิ่งหนึ่งที่สปอตไลต์จำได้ในเหตุการณ์ครั้งนั้นก็คือ ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่ทหารเวียดนามเหนือจะเปิดฉากโจมตีขั้นแตกหัก วิทยุสื่อสารของฝ่ายเราแทบจะใช้การไม่ได้เลย”

“สาเหตุเป็นเพราะข้าศึกมีการติดต่อสั่งการทางวิทยุเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดคลื่นรบกวนกระทบกับสัญญาณการสื่อสารของวิทยุ PRC-27 และ PRC-25 ที่ฝ่ายเราใช้อยู่”

“การที่ทหารเวียดนามเหนือใช้การติดต่อสื่อสารทางวิทยุก่อนถึงเวลาโจมตีครั้งใหญ่ต่อกองพันเสือพรานของไทยนั้นไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ทหารเวียดนามเหนือมีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าจะสามารถบดขยี้ฝ่ายเราได้อย่างแน่นอน ข้าศึกจึงไม่สนใจว่าจะต้องรักษาความลับในการสื่อสาร ทั้งที่โดยปกติแล้วการสั่งการในสนามรบเกือบทุกแห่งที่ผ่านมา ฝ่ายเวียดนามเหนือจะนิยมใช้การวางสายโทรศัพท์ เนื่องจากสามารถรักษาความลับและป้องกันการถูกดักฟังได้ดีกว่าการใช้วิทยุ”

“ตลอดระยะเวลาที่กองพันทหารเสือพรานไปรบในสมรภูมิลาว หลายครั้งเมื่อฝ่ายเราเข้ายึดพื้นที่กลับคืน สิ่งหนึ่งที่ตรวจพบก็คือทหารเวียดนามเหนือมีเครือข่ายการวางสายโทรศัพท์สนามเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร ซึ่งด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้ผู้บัญชาการระดับสูงของเวียดนามเหนือสามารถติดตามสถานการณ์และอำนวยการรบได้ตลอดเวลาและครอบคลุมไปได้ทุกหน่วยที่อยู่ในแนวหน้า”

สปอตไลต์บันทึกสถานการณ์ที่ พัน.ทสพ.606 ซึ่งเป็นที่หมายหลักของเวียดนามเหนือเมื่อเย็นวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2515 ต่อไปดังนี้

“เมื่อถึงเวลาห้าโมงเย็นตรงตามเวลาที่ข่าวกรองของฝ่ายอเมริกันแจ้งมา ข้าศึกก็เปิดฉากยิงถล่มด้วยอาวุธหนักทั้งปืนใหญ่ จรวด ปืน ค. ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงปืนเล็กและ RPG”

“การโจมตีดำเนินไปเป็นระลอก โดยข้าศึกทุ่มกำลังหนุนเนื่องเข้ามาไม่ขาดสาย ฝ่ายเรายิงต่อสู้อย่างดุเดือดเหนียวแน่นและสามารถสังหารทหารเวียดนามเหนือตายคาลวดหนามได้เป็นจำนวนมาก ชนิดที่ว่ามองเห็นศพห้อยร่องแร่งอยู่หน้าแนวป้องกัน…”

“…การสู้รบในวันนั้นพวกเวียดนามเหนือก็เข้าโจมตีฝ่ายเราในลักษณะเดียวกัน คือส่งเสียงร้องและวิ่งดาหน้าเข้าหาแนวที่มั่นของฝ่ายเราโดยมีนายทหารซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาถือปืนสั้นโบกมือกวัดแกว่งให้ทหารรุกไล่บุกตะลุยตามกันมาเป็นระลอก”

“พอเรายิงตัวหัวหน้าล้มลง คนใหม่ก็จะขึ้นมาทำหน้าที่แทนคอยโบกมือเป็นสัญญาณให้ทหารวิ่งเข้ามาเป็นระลอกเหมือนกับคลื่นทะเลที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด”

“ทหารเวียดนามเหนือวิ่งเข้ามาใกล้ชนิดที่ว่าสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ในขณะที่พวกมันหยิบระเบิดขว้างออกมาจากเป้ที่สะพายหลังแล้วเหวี่ยงเข้าใส่แนวตั้งรับของฝ่ายเรา”

“การเข้ามาถึงระยะที่สามารถขว้างระเบิดได้หมายความว่าการรบดำเนินไปในระยะประชิดจนเกือบจะประจันหน้ากันอยู่แล้ว”

“เราต้องยอมรับว่าการที่ทหารเวียดนามเหนือสามารถทำการรบได้อย่างกล้าหาญไม่หวั่นเกรงต่อความตาย ย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกเขาผ่านการฝึกมาอย่างเข้มข้น และมีจิตใจมุ่งมั่นที่จะละลายกองพันทหารไทยให้ได้”

“อย่างไรก็ตาม ด้วยการต้านทานอย่างเหนียวแน่นและจิตใจนักสู้ของทหารไทยที่มีความองอาจ แกล้วกล้าไม่น้อยไปกว่าข้าศึก กองพันทหารเสือพรานของไทยจึงสามารถตั้งยันการบุกข้าศึกไว้ได้และยิงสกัดกั้นจนทหารเวียดนามเหนือล่าถอยกลับไป ในช่วงที่ข้าศึกถอนกำลังกลับไปและชะงักการโจมตีลงชั่วขณะ ฝ่ายเราสามารถมองเห็นร่างข้าศึกที่ถูกยิงตายติดคาลวดหนามหลายศพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ฝ่ายเรามีขวัญและกำลังใจเพิ่มมากขึ้น ทหารทุกคนเห็นแล้วว่าพวกเวียดนามเหนือก็ไม่ได้เก่งกาจมาจากไหน เมื่อบุกเข้ามาก็ถูกฝ่ายเรายิงตายได้เช่นกัน”

“ผู้พันได้สั่งให้ทหารเฝ้าจับตา ‘บอดี้เคาต์’ (Body Count) หรือ ‘ศพข้าศึก’ เหล่านั้นไว้ให้ดีและคอยระวังไม่ให้ข้าศึกมากระตุกกลับคืนไปได้ เพราะในเวลานั้นฝ่ายอเมริกันได้ตั้งรางวัลให้แก่ทหารเสือพรานที่สามารถสังหารข้าศึกและยึดศพมาได้เป็นหลักฐานศพละ 4,000 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากในสมัยนั้น”

“แต่แล้วเมื่อถึงเที่ยงคืนทหารเวียดนามเหนือก็เปิดฉากบุกใหญ่อีกรอบหนึ่งและทุ่มโถมกำลังเข้าตีโจมตีอย่างหนัก บอดี้เคาต์ที่ฝ่ายเราคิดว่าจะนำไปขึ้นรางวัลก็ถูกกระตุกกลับคืนหายไปจากแนวรั้วลวดหนามจนหมดสิ้น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...