‘สุรพงษ์’ เลขา ป.ป.ช.ป้ายแดง ‘ลูกหม้อ’ ตัวจริง ผู้ว่าคดีชั้น 14
ในที่สุดก็รู้ชื่อกันไปแล้วสำหรับ “เลขาธิการ ป.ป.ช.” คนที่ 10 นั่นคือ “สุรพงษ์ อินทรถาวร” หลังได้รับความไว้วางใจจากที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นเอกฉันท์ให้ดำรงตำแหน่ง “แม่บ้านสนามบินน้ำ”
โดยเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง “สุรพงษ์” ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา
ชื่อของ “สุรพงษ์ อินทรถาวร” นับเป็น “ตัวจริง” หนึ่งใน “ลูกหม้อ” ที่อยู่กับสำนักงาน ป.ป.ช.มายาวนานตั้งแต่ยุคที่ยังใช้ชื่อว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) เป็นหนึ่งใน “สายปราบ” มือทำคดีสำคัญ สางสารพัดเรื่องทุจริตมาแล้วนับไม่ถ้วน
ทว่าในช่วงสำนักงาน ป.ป.ช.ยังถูกปกคลุมไปด้วย “รัฐตำรวจ” เขาไม่ค่อยได้รับบทบาทมากนัก กระทั่งเมฆหมอกรัฐตำรวจผ่านพ้นไป ชื่อของเขาก็โดดเด่นขึ้นมา โดยในการสรรหาเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อปี 2567 มีชื่อเขาปรากฏเป็น “แคนดิเดต” ชิงเก้าอี้ด้วย แต่ว่าพ่ายแพ้แก่ “สาโรจน์ พึงรำพรรณ” ไป
อย่างไรก็ดีหลัง “สาโรจน์” บริหารสำนักงานไปไม่ถึงปี กลับปรากฏเหตุการณ์ช็อกสนามบินน้ำ เมื่อเขายื่นหนังสือลาออกจากราชการเมื่อ 15 ก.ย. 2568 ก่อนเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ต.ค. 2569 กว่า 1 ปี
โดยเบื้องหลังเรื่องนี้ว่ากันว่า การทำงานที่ผ่านมาของ “สาโรจน์” ได้รับแรงกดดันในการทำงานในคดีสำคัญๆ หลายคดี และผลงานไม่เข้าตาคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้รับการประเมินคะแนนการทำงานจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในระดับน้อยมาก ถึงขั้นที่ อาจถูกโยกไปอยู่ในตำแหน่งอื่น ๆ เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีระดับเดียวกับตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช. ตามการปรับโครงสร้างใหม่ของ ป.ป.ช.
เมื่อ “สาโรจน์” ลาออกไป ชื่อของ “สุรพงษ์” จึงกลับมามีบทบาทอีกครั้ง โดยเขาได้รับความไว้วางใจให้เป็นรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
“สุรพงษ์” เปิดตัวด้วยการจัดงานพบปะสื่อมวลชน พร้อมแต่งตั้ง “ทีมโฆษก” ชุดใหม่ ซึ่งนับเป็น “ครั้งแรก” ในรอบหลายปีที่มีการแต่งตั้งทีมโฆษกขึ้นภายในสำนักงาน ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการ โดยครั้งสุดท้ายน่าจะเกิดขึ้นในยุค “สรรเสริญ พลเจียก” เป็นเลขาธิการ ป.ป.ช. (ระหว่างปี 2556-2560) หรือเกือบ 8 ปีที่แล้ว
ในทาง “วัยวุฒิ” เขาถือว่ามีความ “อาวุโส” สูงสุด ปัจจุบันอายุ 59 ปี และเกษียณอายุราชการในเดือน ต.ค. 2569 โดย “สุรพงษ์” ถูกแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการฯ ตั้งแต่ปี 2563 มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีผลงานด้านการปราบปรามการทุจริตเป็นที่ประจักษ์ ทำงานลักษณะ “ปิดทองหลังพระ” และมี “คนใน” คอยสนับสนุนจำนวนไม่น้อย
ประวัติการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนจบหลักสูตรหลักสูตร ผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 17 หลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 23 หลักสูตร การบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่นที่ 13 หลักสูตร นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 3
งานที่ได้รับมอบหมายเป็นกรณีพิเศษ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. กรรมการดำเนินการขับเคลื่อนตามมาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 อนุกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อนุกรรมการพิจารณาและให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงาน ป.ป.ท. อนุกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง อนุกรรมการบริหารงานคดี คณะทำงานจัดทำคำของบประมาณ และคณะทำงานประเมิน ITA ของส่วนราชการภายในสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นต้น
ประวัติการทำงาน เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ระดับ 3 สำนักงาน ป.ป.ป. 29 ต.ค. 2533 เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ระดับ 6 สำนักงาน ป.ป.ช. 1 ต.ค. 2542 นักกฎหมาย ป.ป.ช. ระดับ 8 สำนักงาน ป.ป.ช. 29 มิ.ย. 2550 ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครสวรรค์ 5 ต.ค. 2555 ผู้อำนวยการศูนย์กำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 1 ต.ค. 2557 ผู้อำนวยการสำนักคดี 23 ม.ค. 2558 ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. 1 ต.ค. 2560 รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. 1 ต.ค. 2563 รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. 1 ต.ค. 2568 และได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อ 19 ม.ค. 2569
ผลงานชิ้นสำคัญของเขาในอดีต ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการฟ้องคดีปิดปากในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบ และ หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมายป้องกันฟ้องปิดปาก” หรือ Anti SLAPP Law ได้สำเร็จ อันจะเป็นมาตรการและกลไกในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ขณะเดียวกันอีกทางหนึ่งเขาเป็น “มือปราบ” ในสำนักงาน ป.ป.ช. โดยในช่วง “คดีชั้น 14” กำลังคุกรุ่นนั้น “สุรพงษ์” ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าผู้ว่าคดีและการดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ บ.ค. 1/2568 ระหว่าง อัยการสูงสุด (อสส.) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ "ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี (จำเลยคดีชั้น 14) ชั้นบังคับโทษตามคำพิพากษา ซึ่งบทสรุปสุดท้าย ส่งผลให้ “ทักษิณ” ต้องกลับเข้าเรือนจำไปตามคำสั่งบังคับโทษอยู่ในตอนนี้
ทั้งหมดคือ “แบ็คกราวน์” ฉากชีวิตของเลขาธิการ ป.ป.ช.ป้ายแดงที่ชื่อ “สุรพงษ์” ท่ามกลางกระแส “เสื่อมศรัทธา”องค์กร ป.ป.ช.อย่างหนัก ทั้งกรณี “กรรมการ ป.ป.ช.” บางคนถูกกล่าวหา “เรียกรับสินบน” รวมถึงการสางสารพัดคดีความทั้ง “3 ก๊กการเมือง” ที่ยังค้างคาอยู่
สุดท้ายเขาจะทำผลงานได้สำเร็จเป็นรูปธรรม พาสำนักงาน ป.ป.ช.ฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้หรือไม่ รอวัดฝีมือ