โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมประมงโชว์ศักยภาพ “ปลานิล” พระราชทาน สร้างรายได้มูลค่า 1.4 หมื่นล้านต่อปี

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

กรมประมงโชว์ศักยภาพ “ปลานิล” จากปลาพระราชทาน สู่สัตว์น้ำจืดยอดนิยมสร้างอาหาร สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี

“ปลานิล” เป็นสัตว์น้ำที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และขยายผลเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมธุรกิจเกี่ยวเนื่องมากมาย ก่อให้เกิดมูลค่าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยจากข้อมูลสถิติของกรมประมง ปี 2568 พบว่า ปลานิลมีมูลค่ารวม 13,612 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระราชทาน “ปลานิล” เพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพดีและสร้างอาชีพแก่พสกนิกรชาวไทย อันนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลานิล” จัดเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของไทย เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตไว มีเนื้อขาว รสชาติดี โปรตีนสูงและไขมันต่ำ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การสร้างอาชีพ และรายได้ให้แก่เกษตรกร และขยายผลเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จนสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน อาทิ การขนส่ง การแปรรูปและผลิตภัณฑ์ ปัจจัยการผลิตและอุปกรณ์การเพาะเลี้ยง รวมถึงการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจากสถิติของกรมประมง ปี 2568 (ข้อมูล ณ 29 ธันวาคม 2568) พบว่า ประเทศไทยมีฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงปลานิลจำนวน 339,489 ฟาร์ม ผลผลิตรวม 273,169 ตัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 13,612 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตปลานิลส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศถึงร้อยละ 98 และส่งออกเล็กน้อยเพียงร้อยละ 2 สำหรับการส่งออกในปี 2568 มีปริมาณ 4,844.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 301.2 ล้านบาท โดยรูปแบบสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ปลานิลสดแช่แข็ง รองลงมา คือ ปลานิลสดแช่เย็น เนื้อปลานิลแช่แข็ง และปลานิลมีชีวิต ตามลำดับ โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไต้หวัน

นางฐิติพร กล่าวต่อว่าข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของปลานิลว่า ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคของคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก โดยมีจุดเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระราชทานปลานิลให้เป็นอาหารและอาชีพแก่พสกนิกรชาวไทย โดยปลานิลถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ แห่งประเทศญี่ปุ่น (ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร) ได้น้อมเกล้าฯ ถวายปลาน้ำจืดในตระกูลทิลาเปีย จำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งในระยะแรกพระองค์ทรงทดลองเลี้ยงไว้ ณ บ่อปลาในสวนจิตรลดา โดยพบว่าเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตดี จึงได้พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ ว่า "ปลานิล"

นางฐิติพร กล่าวอีกว่า จากนั้น วันที่ 17 มีนาคม 2509 จึงได้ทรงพระราชทานลูกพันธุ์ จำนวน 10,000 ตัว ให้กรมประมงนำไปขยายพันธุ์ที่แผนกทดลองและเพาะเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯ และสถานีประมงต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำการขยายพันธุ์และแจกจ่ายให้กับราษฎรนำไปเลี้ยงเป็นอาหารและอาชีพ นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงมีแนวพระราชดำริเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ปลานิล โดยทรงตระหนักถึงความสำคัญในด้านการอนุรักษ์เพื่อรักษาสายพันธุ์ดั้งเดิมไว้ และปรับปรุงพันธุ์เพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยงให้กับเกษตรกร

นางฐิติพร กล่าวด้วยว่า นับจากนั้น กรมประมงจึงให้การสนับสนุนงานวิจัยในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ปลานิลเรื่อยมา เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเข้าถึงสัตว์น้ำพันธุ์ดี มีคุณภาพ ให้ผลผลิตและอัตราการรอดตายสูง อีกทั้งยังได้สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการลดต้นทุนการเลี้ยง ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยง และส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิต และการจำหน่ายผลผลิต รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปปลานิลและผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพฟาร์มและมาตรฐานสินค้า รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีพันธุ์ปลานิลและปลานิลแดงที่ผ่านการปรับปรุงและกระจายพันธุ์สู่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ได้แก่ จิตรลดา 3 จิตรลดา 4 เร้ด 1 เร้ด 2 และปทุมธานี 1 นอกจากนี้ ยังมีปลานิลที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์โดยภาคเอกชนอีกด้วย

นางฐิติพรกล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานปลานิลได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากการเลี้ยงเพื่อบริโภคในครัวเรือน สู่การเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ในระดับอุตสาหกรรม จนปัจจุบันกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลักของประเทศ มีการเพาะเลี้ยงครอบคลุมทุกภูมิภาค สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร

"ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อการประมงไทย ทำให้ประชาชนมีแหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยตราบจนปัจจุบัน กรมประมง จึงได้ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สมาคมปลานิลไทย และภาคเอกชน เตรียมจัดงาน “60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชนชาวไทย” ในระหว่างวันที่ 13-17 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลานิลให้เป็นรากฐานความมั่นคงทางอาหารควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป"อธิบดีกรมประมงกล่าว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...