สหรัฐฯ เปิดสอบสวนการค้ารอบใหม่ หลังศาลสูงสุดยกเลิกภาษีทรัมป์
เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะเริ่มการสอบสวนรอบใหม่หลายกรณีภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า ครอบคลุมประเทศคู่ค้าหลักส่วนใหญ่ และประเด็นสำคัญ เช่น การกำหนดราคายา พร้อมย้ำว่าหากพบการค้าที่ไม่เป็นธรรม การเก็บภาษีจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ได้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยในวันเดียวกันให้ยกเลิกมาตรการภาษีในอัตรา 10%–50% ที่บังคับใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) โดยเกรียร์ระบุว่า คำตัดสินมีผลเฉพาะมาตรการที่เรียกว่าภาษีตอบโต้และภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลเท่านั้น ขณะที่ภาษีจำนวนมากซึ่งออกตามกฎหมายฉบับอื่นยังคงมีผลบังคับใช้
รัฐบาลแสดงความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงการค้าทั้งหมดที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เจรจาไว้จะยังคงมีผล แม้อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมระบุว่าประเทศคู่ค้าได้ให้ความร่วมมือและเข้าร่วมการเจรจาโดยสุจริต
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ส่งสัญญาณเตือนประเทศคู่ค้าและภาคธุรกิจว่า จะใช้เครื่องมือทางเลือกอื่นเพื่อจัดการข้อกังวลด้านการค้า หากภาษีภายใต้ IEEPA ถูกยกเลิก
ในวันเดียวกัน ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในอัตรา 10% เป็นการชั่วคราว 150 วัน และเตรียมสั่งการให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนใหม่ตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
การสอบสวนรอบใหม่อาจครอบคลุมตั้งแต่ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม การใช้แรงงานบังคับ การกำหนดราคายา การเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ และสินค้าดิจิทัล ไปจนถึงภาษีบริการดิจิทัล มลพิษทางทะเล และแนวปฏิบัติทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหารทะเล ข้าว และสินค้าอื่น ๆ
USTR มีแผนเร่งกรอบเวลาการสอบสวน และจะเดินหน้าการไต่สวนตามมาตรา 301 ที่เกี่ยวข้องกับบราซิล จีน และประเทศอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่การกำหนดภาษีเพิ่มเติม หากพบพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
ข้อมูลจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้บรรลุกรอบความตกลงทางการค้ากับ 12 ประเทศ และลงนามข้อตกลงเพิ่มเติมกับอีก 7 ประเทศแล้ว