โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เอฟเฟกต์ คดี ‘ภูมิธรรม-ทวี’ สะเทือน ‘กกต.-เลือกตั้ง69’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย การันตีการทำหน้าที่ของ“ภูมิธรรม เวชยชัย” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ “ทวี สอดส่อง” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ไม่มีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ หรือสั่งการ ให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แทรกแซง ก้าวก่าย การตรวจสอบคดี “ฮั้วสว.” ตามที่รัฐธรรมนูญ และ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้เป็นหน้าที่โดยตรงของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.)

ในทางการเมืองแล้ว “ภูมิธรรม-ทวี” ถือว่าโล่ง เพราะสามารถประกาศตัวตนว่าเป็นรัฐมนตรีที่มีความซื่อสัตย์สุจริตในการทำหน้าที่ และนำผลงานทางการเมืองที่ผ่านมาบอกกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ผันเป็นแต้มต่อในการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้น

ขณะที่อีกมุม ผลการวินิจฉัยของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ถูกจับโยงและจับตาไปถึงการทำงานของ “กกต.” ฐานะผู้มีอำนาจโดยตรงต่อการกำกับ และตรวจสอบ “การเลือก สว.” เพราะเมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คดี “ภูมิธรรม-ทวี” การันตีว่า ไม่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง เท่ากับว่า การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ถูกโยนเข้าไปในกระบวนการตรวจสอบ ของ “กกต.” ตั้งแต่กลางปี 2568 ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา

ตามที่สังคมทั่วไปทราบกันว่า กระบวนการ “ฮั้ว สว.” ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่เข้มงวดกวดขันในการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. จนเอื้อให้เกิดโพยฮั้ว-ใบสั่ง ในขั้นตอนของการลงคะแนนเลือกกันเอง

เรื่องนี้มีการตรวจสอบในชั้น “คณะกรรมการสอบสวน ชุดที่26” ที่ทำร่วมกับ “ดีเอสไอ” มีมติ เมื่อ 17 ก.ค.68 ส่งให้ กกต.ดำเนินคดีกับ สว. 138 คน และนักการเมืองอีก 91 คนที่ส่อพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้อง

ทว่าจนถึงปัจจุบัน กกต.ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ และล่าสุด กกต. มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่เห็นด้วยกับหลักฐานที่ “ดีเอสไอ" นำเสนอ จนสังคมกังขา และตั้งข้อสังเกตว่า “พยายามเตะถ่วง” หรือ “เข้าข่าย ละเว้นการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย” หรือไม่

กับข้อกังขาที่เกิดขึ้น มี “คณะสว.สำรอง” นำโดย “อัครวัมน์ พงศ์ธนาชิตกุล” ยื่นฟ้องกกต.ชุดที่มี อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. และแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. รวม 8 คน ต่อ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และในวันที่ 27 ม.ค. นี้ ศาลอาญาฯ นัดฟังคำสั่งว่าจะ “รับฟ้อง” หรือไม่

แม้ระหว่างนี้ ศาลอาญาฯ ยังอยู่ระหว่างการตรวจฟ้อง และรอฟังการชี้แจงข้อเท็จจริงที่ขอให้ กกต.ชี้แจง 10 ประเด็น ซึ่งเกี่ยวกับกระบวนการสืบสวนและไต่สวนตามอำนาจที่กฎหมาย รวมถึงเจาะจงคำถามถึงความล่าช้าของการทำงาน ซึ่งดูเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวล

ในมุมของ“คมสัน โพธิ์คง” นักวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองต่างออกไป เพราะแม้คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะรับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง ได้สร้างความหวั่นใจให้กับฝ่ายการเมืองไม่น้อย เพราะคดีนี้มีผลต่อการเลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.69 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ.คมสัน อธิบายว่า ในกรณีที่ศาลรับฟ้อง ต้องรอดูว่าศาลจะสั่งให้ กกต. และเลขาธิการกกต.หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลมีคำพิพากษาหรือไม่ หากไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะมีผลต่อการเมืองในมุม “ความชอบธรรม” ต่อการทำหน้าที่กำกับการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม เนื่องจากผู้คนมีความสงสัยต่อการทำหน้าที่ระหว่างที่มีคดีซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการทำงานตามบทบาทหน้าที่ ว่าจะเอื้อให้กับนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่

“แต่หากศาลสั่งว่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่ามีคำพิพากษา จะมีผลกระทบหนัก ที่อาจทำให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ.สะดุดลง เพราะ กกต.ทำหน้าที่ได้ไม่ครบองค์ประชุม” อ.คมสัน ประเมิน

สำหรับ 7 กกต.ที่ถูกยื่นฟ้อง พบว่าได้พ้นตำแหน่งไปแล้ว 3 คน ขณะที่อีก 4 คนยังปฏิบัติหน้าที่ โดย 2 ใน 4 นี้อยู่ระหว่างการหาคนใหม่มาแทน ซึ่งกระบวนการอยู่ระหว่างการ “ตรวจสอบ" ก่อนให้ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นชอบในช่วงกลางมี.ค.

ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับ กกต. กำหนดไว้ชัดว่าองค์ประชุมของ กกต. ต้องไม่น้อยกว่า 5 คน ดังนั้น หาก “ศาลอาญาฯ” รับฟ้องและสั่งให้ กกต. หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะมีกกต.ทำหน้าที่ได้เพียง 3 คน คือ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. อนันต์ สุวรรณรัตน์ และณรงค์ รักน้อย ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง เมื่อ 9 ธ.ค.68 เท่านั้น

อย่างไรก็ดี มีประเด็นโต้แย้งว่า ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับ กกต. กำหนดไว้ในมาตรา 16 วรรคห้า ระบุว่า“ระหว่างที่กรรมการพ้นตำแหน่งและยังไม่แต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการเท่าที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ถ้ามีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึง 4 คน ให้กระทำแต่เฉพาะที่จำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้” ดังนั้นจึงไม่กระทบกับหน้าที่ที่เกี่ยวกับการกำกับควบคุมการเลือกตั้งซึ่งเดินหน้าไปแล้วตอนนี้ เพราะ“การเลือกตั้ง” ถือเป็นวาระที่จำเป็น หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในกฎหมายฉบับเดียวกันกำหนดไว้ ในมาตรา 18 ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เรื่ององค์ประชุม ที่ต้องมีประชุมไม่น้อยกว่า 5 คน และยังกำหนดในมาตราถัดไปถึงเรื่องสำคัญที่ต้องใช้การลงมติจาก กกต.ที่มาประชุมเท่านั้น อาทิ การวินิจฉัยการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งระงับการดำเนินการที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต เที่ยงธรรมหรือไม่ เป็นไปตามกฎหมาย สั่งระงับสิทธิสมัครเลือกตั้ง และในบางเรื่องที่ต้องลงมติที่กำหนดให้ใช้คะแนน 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

ในตอนท้าย“อ.คมสัน” บอกด้วยว่า กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดี “ภูมิธรรม-ทวี” ต้องรอดูว่า ผู้ร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริต จะนำผลคำวินิจฉัยมายื่นเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะในรายละเอียดถือว่ามีน้ำหนักอยู่บ้าง

ดังนั้นต้องจับตาถึงเอฟเฟกต์ คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญในคดี“ภูมิธรรม-ทวี” ว่าจะกระทบชิ่งไปยัง“กกต.” หรือไม่ แม้ว่าทางคดี “ฮั้ว สว.” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “การเลือกตั้ง สส.” ทว่าในแง่การเมือง อาจเป็นจุดชี้เป็น-ชี้ตาย บนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็เป็นไปได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...