PM2.5…ร้ายกว่าที่คิด! รักชีวิตต้องระวัง
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับฝุ่น PM2.5… ร้ายกว่าที่คิด รักชีวิตต้องระวัง!
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านทัศนวิสัยหรือความไม่สบายทางเดินหายใจเท่านั้น หากแต่เป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระดับเซลล์ โดยเป็นต้นเหตุของการอักเสบ การเกิดอนุมูลอิสระ การทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ และอาจนำไปสู่การเกิดมะเร็งปอด คำถามสำคัญคือ กลไกเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีแนวโน้มที่จะเดินทางลงลึกผ่านถุงลมปอดเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย ขณะที่ร่างกายกำจัดออกได้ยาก ในขณะที่ฝุ่นละออง PM10 โดยทั่วไปจะสะสมอยู่ในทางเดินหายใจส่วนบน ทั้งฝุ่น PM2.5 และ PM10 มักมีสารพิษเกาะอยู่ในเนื้อฝุ่น ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการอักเสบและทำความเสียหายต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนและปอดได้
นอกจากนี้ ในอากาศยังมีสารก่อมะเร็งหลายชนิด เช่น สารประกอบอะโรมาติกโพลีไซคลิก (PAHs) โลหะหนัก เช่น สารหนูและแคดเมียม รวมถึงอนุภาคจากไอเสียที่ปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์ดีเซล สารพิษเหล่านี้มักเกาะติดกับฝุ่นละออง และสามารถทำลายเนื้อเยื่อของปอด รวมถึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในปอด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยองค์การด้านสุขภาพระหว่างประเทศที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดประเภทสารพิษเหล่านี้ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง
จากการวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่า สารพิษในฝุ่น PM2.5 สามารถทำให้เกิดการอักเสบ กระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระ และสร้างความเสียหายต่อเซลล์ปอดได้ การสูดดมสารมลพิษทางอากาศสามารถกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและทำให้เกิดการอักเสบ เมื่อเวลาผ่านไป การอักเสบที่เรื้อรังอาจทำลายเซลล์ปอด และลดความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของเซลล์
ในขณะเดียวกัน สารมลพิษหลายชนิดในฝุ่น PM2.5 จะส่งเสริมการเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกาย อนุมูลอิสระเป็นอะตอมหรือโมเลกุลที่ไม่เสถียร ซึ่งสามารถทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อได้ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอนุมูลอิสระมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาของโรคมะเร็ง ผ่านภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการผลิตอนุมูลอิสระมากเกินกว่ากลไกการป้องกันด้วยสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกาย
ภาวะเครียดออกซิเดชัน คือภาวะที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่ระบบสารต้านอนุมูลอิสระจะกำจัดได้ทัน ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุล และนำไปสู่การทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ รวมถึง DNA และโปรตีน ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมของเซลล์ และโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น มะเร็ง อัลไซเมอร์ เบาหวาน และโรคหัวใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ในการศึกษาปี 2023 นักวิจัยได้ใช้ข้อมูลทางระบาดวิทยาจากกลุ่มประชากร 4 กลุ่มในสหราชอาณาจักร แคนาดา ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเกิดมะเร็งปอดและการสัมผัสกับ PM2.5 โดยพบว่า “การเกิดมะเร็งในปอดในสัตว์ทดลองอย่างถาวร เป็นผลมาจากปฏิกิริยาการอักเสบที่ยืดเยื้อในเนื้อเยื่อปอด ซึ่งถูกกระตุ้นโดยอนุภาคขนาดเล็ก”
ฝุ่น PM2.5 จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพในระยะยาว ที่ส่งผลตั้งแต่ระดับเซลล์ไปจนถึงการเกิดโรคร้ายแรง การตระหนักรู้และป้องกันตนเองจากฝุ่นละอองขนาดเล็กจึงเป็นเรื่องของการ “รักชีวิต” อย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- รู้จักไหม “ฝุ่นอ้วน”? ปรากฏการณ์อากาศขมุกขมัว แต่คุณภาพอากาศไม่ได้แย่
- ฝุ่น PM 2.5 เช้านี้! เปิด 12 อันดับ ค่าฝุ่นสูงสุดในกรุงเทพฯ
- สถิติผู้ป่วยฝุ่นชี้ชัด ปัญหา PM2.5 คือวิกฤตสุขภาพ ไม่ใช่แค่วิกฤตอากาศ
- เตือน “ฝุ่น” และ “ฝน” บริเวณไทยตอนบน 19-20 ม.ค. 21-24 ม.ค. อากาศจะเย็นลง
- หนองคาย ค่าฝุ่นพุ่งสูงตลอดทั้งสัปดาห์