โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความเห็นอกเห็นใจที่มากเกินไป จนอารมณ์มีมากกว่าหลักการ สู่ปรากฏการณ์เปลี่ยนผิดเป็นถูก และลดทอนความยุติธรรมในสังคม

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

หลายๆ ครั้ง ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ ถูกมองเป็นคุณธรรมพื้นฐานของคนดี ต้องพยายามเข้าใจคนอื่น โดยเฉพาะเมื่อเขาทำพลาดหรือทำเรื่องที่สังคมไม่เห็นด้วย ส่วนคนที่ไม่แสดงความเห็นใจมักถูกตีความว่าใจแข็งหรือไร้เมตตา จนบางครั้งมันอาจทำให้เราละเลยความถูกผิดไปโดยไม่รู้ตัว

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น นักวิจัยวัดการทำงานของสมองคนกลุ่มหนึ่งขณะนั่งดูคนสองเล่นเกม โดยให้ผู้เล่นคนหนึ่งเล่นอย่างยุติธรรม ส่วนอีกคนเล่นด้วยลูกไม้กลโกง แล้วช็อตไฟฟ้าเบาๆ ใส่ผู้เล่นทั้งสอง

ผลปรากฏว่า เมื่อคนที่เล่นแบบแฟร์ๆ เจ็บปวด ผู้สังเกตกิจกรรมทั้งชายและหญิงต่างแสดงสัญญาณของความเห็นอกเห็นใจออกมาชัดเจน แต่พอคนโกงถูกช็อต ผู้ชายจำนวนมากแสดงความเห็นใจลดลง แต่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ‘ความพึงพอใจ’ ทำงานมากขึ้น ขณะที่ค่าเฉลี่ยฝั่งผู้หญิงยังคงตอบสนองด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอยู่

ผลนี้ไม่ได้หมายความว่าเพศใดตัดสินใจดีกว่าอีกเพศหนึ่ง แต่ชวนให้คิดว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ บางครั้งความเห็นใจต่อคนที่ละเมิดกติกาอาจเป็นกลไกตามธรรมชาติที่คอยละลุ่มอะล่วยปัญหาความขัดแย้ง ในสังคมเล็กๆ ในอดีต ที่ผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลและสร้างความสามัคคีทางสังคม โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกเห็นอกเห็นใจที่เป็นเด็กหรือคนที่อ่อนแอในกลุ่ม

แต่ขณะเดียวกันปฏิเสธมิได้ว่า การปกป้องความยุติธรรมของกลุ่ม หากมีคนโกงแล้วทุกคนยังเห็นใจเขาเหมือนเดิม กติกาของกลุ่มก็จะอ่อนแอลง แต่ถ้าผู้โกงรู้ว่าคนอื่นไม่ยอมรับหรือไม่รู้สึกสงสาร เขาก็อาจยับยั้งชั่งใจมากขึ้น

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่หลักการที่ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ แต่เป็นเครื่องมือทางสังคมที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ แต่ความเห็นใจต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะหากเราเห็นใจคนที่ทำร้ายผู้อื่นมากเกินไป จนออกตัวอธิบายแทนเขาทุกอย่าง มันอาจกลายเป็นข้อแก้ตัวไปเสียแทน

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเห็นอกเห็นใจที่เป็นพิษ’ คือการเห็นใจแบบไร้ขอบเขต จนละเลยผลกระทบต่อผู้เสียหาย ตัวอย่างเช่น เมื่อมีอาชญากรรมเกิดขึ้น บทสนทนาในสังคมอาจหันไปโฟกัสที่ชีวิตที่ยากลำบากของผู้กระทำผิดอย่างเดียว จนเสียงของผู้ถูกกระทำถูกลดความสำคัญลง ความเข้าใจในที่นี้จึงเริ่มเบียดบังความรับผิดชอบ

นักจิตวิทยาอย่าง พอล บลูม (Paul Bloom) เสนอประเด็นนี้ไว้ว่า ความเห็นอกเห็นใจแบบใช้อารมณ์นำในเชิง ‘รู้สึกเจ็บไปกับใครบางคน’ มักมีอคติในตัวเอง เรามักเห็นใจคนที่ใกล้ชิดกับเรา คนที่มีเรื่องเล่าชัดเจน หรือคนที่หน้าตาเหมือนเรา มากกว่าคนแปลกหน้าที่ไม่มีตัวตนชัดเจนในความคิดเรา บลูมชี้ว่า ความรู้สึกสงสารที่รุนแรงต่อคนหนึ่งคน อาจทำให้เราตัดสินใจที่ไม่ยุติธรรมต่อคนอีกจำนวนมาก

บลูมไม่ได้บอกให้เราเลิกเห็นใจคนอื่น แต่ควรแยกความแตกต่างระหว่าง ‘ความรู้สึกทางอารมณ์’ กับ ‘ความปรารถนาดีที่มีเหตุผล’ เขาเห็นว่า การตัดสินใจควรอาศัยทั้งเหตุผลและหลักการ และต้องมองภาพรวมให้ออก ไม่ใช่ปล่อยให้อารมณ์เฉพาะหน้าชี้นำ เพราะอารมณ์สามารถทำให้เราเอนเอียง เลือกปฏิบัติ หรือแม้แต่สนับสนุนความอยุติธรรมโดยไม่ตั้งใจ

ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเราฟังเรื่องของคนทำผิดกฎหมายแล้วรู้สึกสงสารอย่างมาก (อาจเพราะภูมิหลังมีชีวิตอย่างยากลำบาก) เราอาจเรียกร้องให้ผู้พิพากษาลดโทษ แต่หากมองด้วยเหตุผล เราอาจต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและความยุติธรรมต่อผู้เสียหายด้วย และมันไม่ใช่ว่าไม่ควรเห็นใจเลย แต่ควรถูกถ่วงดุลด้วยหลักการที่ชัดเจน

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรเป็นคนแข็งกระด้าง ตรงกันข้าม ความเห็นอกเห็นใจยังเป็นคุณค่าที่สำคัญมาก เพียงแต่ต้องมี ‘ขอบเขต’ และต้องทำงานร่วมกับการตัดสินทางศีลธรรม เราสามารถเข้าใจเหตุผลที่ใครบางคนทำผิดได้ พร้อมกับยืนยันว่าการกระทำนั้นไม่ถูกต้องและต้องมีความรับผิดชอบไปพร้อมกัน

ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง บางทีคำตอบอาจไม่ใช่การมีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้นหรือน้อยลง แต่ต้องใช้มันอย่างมีสติ ให้ความเห็นใจไม่กลายเป็นข้อแก้ตัว และให้ความเมตตาเดินไปพร้อมกับความยุติธรรม

นั่นอาจเป็นรูปแบบของความเห็นอกเห็นใจที่สังคมต้องการมากที่สุดในเวลานี้

อ้างอิง

  • When Empathy Loses Its Moral Compass

บทความต้นฉบับได้ที่ : ความเห็นอกเห็นใจที่มากเกินไป จนอารมณ์มีมากกว่าหลักการ สู่ปรากฏการณ์เปลี่ยนผิดเป็นถูก และลดทอนความยุติธรรมในสังคม

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...