โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“รณณรงค์” บุกโรงพักปากเกร็ด! แจ้งจับ 7 กกต. ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ลั่นจงใจสอดส่อง-ส่อโมฆะซ้ำรอยปี 49

เดลินิวส์

อัพเดต 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9.16 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“รณณรงค์” แจ้งความเอาผิด 7 กกต. ข้อหา ม.157 ชี้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งคือหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ที่ระบุตัวคนกาได้ ร้ายแรงกว่าคดีหันคูหาปี 49 ลั่นต้องชดใช้งบ 7 พันล้านคืนราษฎร

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 13 ก.พ.ที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งคณะ จำนวน 7 คน ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

นายรณณรงค์ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ตนเดินทางมาแจ้งความในครั้งนี้ เนื่องจากตนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งและได้ไปใช้สิทธิในพื้นที่อำเภอปากเกร็ด โดยหลังจากรับฟังการแถลงข่าวของ กกต. เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ตนเห็นว่าการดำเนินการของ กกต. ขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เพราะการลงคะแนนเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นการเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต หรือแบบบัญชีรายชื่อ ถือเป็นความลับขั้นพื้นฐาน ไม่มีบุคคลหรือหน่วยงานใดมีสิทธิ์ล่วงรู้ว่าประชาชนลงคะแนนให้ใคร

อย่างไรก็ตาม กลับปรากฏว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่สามารถนำไปตรวจสอบ สืบสวน หรือพิสูจน์ทราบย้อนหลังได้ว่าเป็นบัตรของบุคคลใด แม้ กกต. จะอ้างว่าหากไม่มีข้อมูลประกอบก็จะไม่สามารถรู้ตัวผู้ลงคะแนนได้ แต่ในมุมมองของตน การมีระบบที่สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบได้เช่นนี้ เท่ากับเป็นการทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับอีกต่อไป และขัดต่อสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ

นายรณณรงค์ ระบุอีกว่า การที่ กกต. อ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัยหรือการป้องกันการสวมสิทธิเลือกตั้งนั้น เมื่อพิจารณาในอีกมุมหนึ่งกลับสะท้อนให้เห็นว่ารัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจกำลังละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ด้วยการนำข้อมูลการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งควรเป็นความลับสูงสุด ไปอยู่ในระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ทำให้ตนรู้สึกว่าถูกละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง จึงจำเป็นต้องเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีไว้เป็นหลักฐาน

นายรณณรงค์ กล่าวต่อว่า หลังจากพนักงานสอบสวนรับแจ้งความแล้ว จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนกฎหมาย หากพบว่าการกระทำของ กกต. มีมูลความผิดจริง ตนต้องการให้มีการฟ้องเรียกเงินงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 พันล้านบาท คืนให้กับประชาชน

นายรณณรงค์ กล่าวย้ำว่า กรณีนี้มีความร้ายแรงยิ่งกว่าคดี “คูหาหันหลังออก” เมื่อปี 2549 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจากคดีในอดีตเป็นเพียงกรณีที่ “อาจจะ” ถูกมองเห็นการลงคะแนน แต่กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้นถือเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สามารถระบุตัวบุคคลผู้กาบัตรได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลา

“นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่คือการจงใจออกแบบระบบเพื่อสอดส่องประชาชน” พร้อมฝากถึง กกต. ว่า “ติดคุกแน่” ประชาชนจะไม่ยอมรับการเลือกตั้งที่สามารถตรวจสอบอัตลักษณ์ย้อนหลังได้ และเชื่อว่าผู้ที่กระทำผิดจะต้องรับโทษตามกฎหมายในที่สุด

ทั้งนี้ นายรณณรงค์ กล่าวต่อว่า การมาแจ้งความในวันนี้เป็นเพียงการร้องทุกข์เบื้องต้นตามอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่เป้าหมายหลักคือการให้ ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการ เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ตำรวจมีอำนาจสอบสวนเบื้องต้น และต้องส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน ซึ่งตนจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไปครับ

ด้าน พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผกก.สภ.ปากเกร็ด เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำรวจได้รับเรื่องร้องทุกข์ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ทำการสอบปากคำผู้ร้องและรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนจัดทำสำนวนส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...