โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

การเมืองแบบแฟนด้อม: เมื่อพรรคการเมืองกลายเป็น “ทีมของฉัน” มากกว่า “นโยบายของเรา”

THE STATES TIMES

อัพเดต 10 ก.พ. เวลา 06.32 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. เวลา 06.31 น. • THE STATES TIMES TEAM

การเมืองไทยช่วงหลัง ๆ มีอาการหนึ่งที่เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ: คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ “สนับสนุน” พรรคหรือผู้นำแบบประเมินผลงาน แต่ “เชียร์” แบบแฟนคลับ—แพ้ไม่ยอมรับ ชนะก็ไม่อยากฟังคำเตือน ฝ่ายเราอะไรก็ถูก ฝ่ายเขาอะไรก็ผิดไปหมด
นักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “political fandom” หรือ “fan democracy” คือประชาชนมีพฤติกรรมคล้ายแฟนสื่อ/แฟนดารา/แฟนกีฬา หันไปยึดโยงการเมืองกับอารมณ์ ความเป็นพวก และพิธีกรรมการเชียร์ มากกว่าการถกเถียงเชิงเหตุผลเรื่องนโยบาย
1) แฟนด้อมการเมืองต่างจากการ “มีจุดยืน” ยังไง
การมีจุดยืนคือ “เห็นต่างได้ แต่คุยกันได้” แต่แฟนด้อมคือ “เห็นต่างไม่ได้ เพราะมันคือทีมของฉัน”
สัญญาณแฟนด้อมการเมืองที่พบได้บ่อย:
• ตัดสิน “คน” ก่อนตัดสิน “เรื่อง”: ถ้าฝ่ายเราพูด = จริง / ถ้าฝ่ายเขาพูด = โกหก
• ปกป้องแบบอัตโนมัติ: ต่อให้ข้อมูลใหม่หักล้าง ก็ยังต้องมีเหตุผลให้ทีมเรา
• มองคนอีกฝั่งเป็น “ศัตรู” มากกว่า “คู่แข่งทางความคิด”
• ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์: โกรธ สะใจ เหน็บแนม มากกว่าข้อเท็จจริง
2) หัวใจของแฟนด้อมคือ “ความรักพวกเรา-ความชังพวกเขา”
หลายงานวิจัยอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยคำว่า affective polarization คือความรู้สึกรัก/ชอบฝ่ายตัวเองและชัง/รังเกียจฝ่ายตรงข้ามที่เพิ่มขึ้น จนบางครั้งแรงกว่า “ความต่างเชิงนโยบาย” เสียอีก
พูดง่าย ๆ คือ: เราไม่ได้เถียงกันว่า “นโยบายไหนดี” แต่เถียงกันว่า “ใครคือคนดี/คนเลว” และเมื่อการเมืองกลายเป็นศีลธรรมแบบขาว-ดำ การฟังกันก็ยากทันที
3) ทำไมแฟนด้อมถึงโตไวบนโซเชียล
แฟนด้อมโตไวเพราะเข้ากับธรรมชาติของแพลตฟอร์ม: อารมณ์แรง = การมองเห็นสูง เนื้อหาที่กระตุ้นความโกรธ ความสะใจ หรือความกลัว มักถูกแชร์และถูกดันมากกว่าเนื้อหาที่ต้องใช้เวลาคิด
เมื่อเราถูกป้อนเนื้อหาจากคนคิดเหมือนกันซ้ำ ๆ (echo chamber / filter bubble) เราจะมั่นใจขึ้นว่า “ทุกคนต้องคิดแบบเรา” และมองฝ่ายตรงข้ามแปลกประหลาดกว่าเดิม
4) แฟนด้อมมีข้อดีไหม? มี—และนั่นทำให้มันอยู่ยาว
ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าแฟนด้อมทำให้คน “มีส่วนร่วม” มากขึ้น: ติดตามข่าว ออกไปเลือกตั้ง ช่วยทำคอนเทนต์ ช่วยหาเสียง ทำงานอาสา พลังแบบนี้ทำให้การเมืองมีชีวิต และทำให้คนจำนวนมาก “สนใจบ้านเมือง”
5) ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายเมื่อการเมืองกลายเป็นแฟนคลับ
1. นโยบายกลายเป็นพร็อพ: สำคัญกว่าคือ “ทีมชนะ” ไม่ใช่ “ประเทศดีขึ้น”
2. สังคมคุยกันไม่ได้ แม้เรื่องที่ควรคุยได้: ทุกเรื่องถูกดึงไปเป็นสงครามฝ่าย
3. เปิดช่องให้ข้อมูลเท็จและการปั่นอารมณ์: คนแชร์เพราะสะใจ ไม่ใช่เพราะจริง
4. ความชังกลายเป็นอัตลักษณ์: วิจารณ์พรรค = เหมือนวิจารณ์ “ตัวฉัน”
6) ทางออกไม่ใช่ “เลิกเชียร์” แต่คือ “เชียร์แบบมีสติ”
การเมืองไม่เหมือนกีฬา เพราะแพ้-ชนะแล้ว “เราต้องอยู่ประเทศเดียวกันต่อ” โจทย์จึงคือเปลี่ยนจากแฟนคลับเป็นพลเมือง โดยยังสนับสนุนฝ่ายที่ชอบได้
• แยก “คน” ออกจาก “งาน”: ชอบพรรคได้ แต่อย่าเลิกตรวจงาน
• ตั้งคำถามเดียวกันกับทุกฝ่าย: เงินมาจากไหน? ทำเมื่อไร? วัดผลยังไง?
• อ่านข้ามฝั่งแบบไม่ต้องเชื่อ: อ่านเพื่อรู้ว่าเขาคิดอะไร ไม่ใช่อ่านเพื่อโกรธ
• หยุดแชร์ก่อน 10 วินาที: ถามตัวเองว่า “จริงไหม” ไม่ใช่ “สะใจไหม”
• ยอมรับว่า “ทีมเรา” ก็ผิดได้: คนทำงานจริงไม่มีใครถูก 100%
• ลดพิธีกรรมด่ากันในคอมเมนต์: คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกวงสนทนา
• ให้รางวัลกับความกล้าพูดความจริงของฝ่ายตัวเอง: คนที่เตือนทีมตัวเองคือคนที่ช่วยประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...