โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ต้นแบบ SkillsFuture จากสิงคโปร์ สู่นโยบาย Reskill แบบเพื่อไทย ‘เรียนได้งบ จบได้งาน’

The Momentum

อัพเดต 23 มกราคม 2569 เวลา 0.21 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่า 3% มาอย่างยาวนาน ท่ามกลางการถาโถมของเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาแทนที่แรงงานทักษะต่ำและกลาง คำถามก็คือที่ทางของแรงงานไทยจะอยู่ตรงไหนท่ามกลางโลกที่ผันผวน แรงงานไทยมีทักษะและมีคุณภาพพอไหม ในการสู้ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง

ไม่ต้องบอกก็รู้ คำตอบคือ ‘ไม่พอ’

เมื่อเป็นเช่นนั้น ปัญหาเดิมย้อนกลับไปที่เรื่อง ‘การศึกษา’ ข้อสำคัญที่ถกเถียงกันมาตลอดหลายสิบปีคือ ประเทศไทยมีระบบการศึกษาที่ตั้งใจและตั้งมั่นผลิตบัณฑิตแบบไหน เราผลิตบัณฑิตเพื่อสู้ในโลกเก่า โโลกที่เต็มไปด้วยอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต โรงงานจากทุนข้ามชาติ หรือในอุตสาหกรรมใหม่ที่ว่าด้วยเรื่องเทค ดาต้าเซนเตอร์ ธุรกิจสีเขียว

หรือแท้จริงแล้ว เราแทบไม่ได้ผลิตอะไรเลย เราตั้งใจผลิตแรงงาน ผลิตบัณฑิตในสิ่งที่ระบบการศึกษาเคยผลิตมา และจะผลิตต่อไปแบบเดิมเท่านั้น

คำตอบอาจเป็นอย่างหลัง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือ ตัวเลขผู้ว่างงานที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ในบรรดาคนว่างงานกว่า 3.6 แสนคน กลุ่มที่ครองแชมป์ตกงานสูงสุดคือ กลุ่มผู้ที่จบปริญญาตรี โดยเฉพาะในช่วงอายุ 20-24 ปี ซึ่งอัตราว่างงานพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นสำคัญก็คือ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังมะงุมมะงาหรา ประเทศแถบนี้ต่างผลิตแรงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น ผลิตแรงงานอย่างมีทิศทาง มีเป้าหมายมากขึ้นว่า พวกเขาต้องการคนแบบไหนในตลาดแรงงาน ประเทศพวกเขายังคงขาดทักษะแบบไหน และส่งแรงงานไปเติบโตที่ใด และแม้อัตราว่างงานรวมของไทยจะดูต่ำเพียง 1%

แต่ในกลุ่มเด็กจบใหม่กำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง เพราะขณะที่เวียดนามกำลังเติบโตก้าวกระโดดในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีใหม่ สิงคโปร์มีระบบสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แข็งแกร่ง จนทำให้แรงงานสามารถปรับตัวเข้ากับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ได้ทันที หากแรงงานไทยยังติดกับดักทักษะเดิมๆ เราจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเพื่อนบ้านอย่างถาวร ไม่มีทางกลับมาได้อีก

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออก ไม่มีหนทางในการพลิกตัวกลับ บทเรียนให้เห็นมีจากโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ SkillsFuture คือยุทธศาสตร์ระดับชาติของสิงคโปร์ที่เปิดตัวเมื่อปี 2015 โดยมีเป้าหมายคือ การสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้แรงงานสิงคโปร์ไม่ตกงานท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก

โครงการภายใต้ SkillsFuture มีตั้งแต่การมอบเครดิตให้กับชาวสิงคโปร์ที่อายุ 25 ปีขึ้นไปทุกคน สามารถเรียนรู้ในหลักสูตรที่รัฐรับรอง ตั้งแต่การทำอาหาร การเขียนโปรแกรม การตลาดดิจิทัล ไปจนถึงเรื่อง AI เรียนจบแล้วได้ประกาศนียบัตร หรือระบบช่วยแรงงานอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งอยู่ในโลกเก่า เสี่ยงต่อการเลิกจ้าง ได้มีโอกาส Reskill โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าเรียนให้สูงถึง 90% ไปจนถึงการที่รัฐร่วมมือกับสถานศึกษาและบริษัทเอกชน เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกงานจริงพ่วงไปกับการเรียนในห้องเรียน เพื่อแก้ปัญหาทักษะไม่ตรงกับที่ตลาดแรงงานต้องการ

SkillsFuture กลายเป็นต้นแบบหนึ่งให้พรรคเพื่อไทยออกแบบนโยบายการศึกษา ตั้งแต่ ‘ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ’ ไปจนถึง ‘พาสปอร์ตทักษะ’

เริ่มจากธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ เป้าประสงค์คือต้องการให้ทุกทักษะ ไม่ว่าจะมาจากหลักสูตรระยะสั้นหรือการทำงานจริง สามารถสะสมเป็นหน่วยกิต และสามารถแปรสภาพเป็นพาสปอร์ตทักษะ โดยเปลี่ยนผ่านสู่ระบบจ้างงานตามทักษะจริง เหมือนที่บริษัทเทคระดับโลกใช้กัน โดยเป็นการคืนคุณค่าให้แรงงานที่ทำงานเป็น อยู่ในวิชาชีพอยู่แล้ว แต่ยังขาดวุฒิการศึกษา สามารถนำพาสปอร์ตทักษะไปใช้งานจริง ต่อยอดเป็นอาชีพทันที

ขณะเดียวกัน อีกนโยบายคือ เรียนฟรี มีรายได้ 4 ปี 4 ล้านคน ด้วยงบหนุนทักษะ 1 หมื่นบาทต่อคน โดยตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย นักเรียนสามารถเลือกเรียนหลักสูตร Upskill ที่ต้องการ ให้งบประมาณสนับสนุนเป็นเครดิต 1 หมื่นบาทต่อคน ตั้งเป้าปีละ 1 ล้านคน 4 ปี ปีละ 4 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่นักเรียนอาชีวะ มหาวิทยาลัย ไปจนถึงแรงงานนอกระบบ เพื่อให้ได้ทักษะในโลกใหม่ตรงกับที่ตลาดต้องการ

นอกจากนี้ยังมีระบบ Skill Loan หรือเงินยืมเพื่อทักษะ การันตีรายได้ระหว่างฝึกงาน เพื่อคนรายได้น้อยที่เคยไม่มีเวลาฝึกทักษะ หลักการเดียวกับ SkillsFuture เพื่อให้คนรายได้น้อยที่เคยที่ต้องหาเช้ากินค่ำสามารถก้าวออกจากวงจรเดิมได้ โดยมุ่งเน้นในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, EV, หุ่นยนต์ และดิจิทัล ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงานโลก

ไม่เพียงเท่านั้น นโยบายการศึกษาพรรคเพื่อไทยยังนำเสนอ ‘แพลตฟอร์มจับคู่ทักษะ’ โดยเชื่อมโยงพาสปอร์ตทักษะกับตำแหน่งงานว่างจริง และตั้งเป้าอัตราการจับคู่สำเร็จสูงสุดกว่า 70% และในฝั่งผู้ประกอบการจะลดหย่อนภาษีให้บริษัทที่ร่วมฝึกอบรม มาจูงใจให้เอกชนช่วยกันสร้างทักษะใหม่ๆ สร้างบัณฑิต สร้างแรงงานที่ตลาดต้องการ

อันที่จริงชุดนโยบายดังกล่าวที่ได้แรงบันดาลใจจาก SkillsFuture เหล่านี้ เคยเริ่มต้นมาแล้วตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 ทว่าหลังการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยไม่ได้ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงแรงงานโดยตรง แต่ไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่น จึงไม่มีโอกาสในการ ‘ลองของ’ ทำแพ็กเกจนโยบายเหล่านี้ เปลี่ยนการศึกษาให้ได้จริง คงเหลือเพียงการมอบทุน ODOS บางส่วนในนามสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

ครั้งนี้คงต้องวัดว่า ถ้าเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พรรคนี้จะสามารถยึดกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาดูแลเองได้หรือไม่ เพื่อดันผลงานดังกล่าวให้เป็นจริง และพิสูจน์ว่าเพื่อไทยทำได้ เพราะถ้าไม่เปลี่ยนวันนี้ อีก 10 ปีข้างหน้า เราอาจยังเห็นเด็กจบใหม่ว่างงานเต็มเมือง ในประเทศที่อ้างว่า มีแรงงานราคาถูกแต่ไม่มีแรงงานคุณภาพ การลงทุนในทักษะคนไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของรัฐ และอาจเป็นโอกาสสุดท้ายของไทย ในการหลุดพ้นจากกับดักความยากจนข้ามรุ่นอย่างถาวร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...