ต้นแบบ SkillsFuture จากสิงคโปร์ สู่นโยบาย Reskill แบบเพื่อไทย ‘เรียนได้งบ จบได้งาน’
ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่า 3% มาอย่างยาวนาน ท่ามกลางการถาโถมของเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาแทนที่แรงงานทักษะต่ำและกลาง คำถามก็คือที่ทางของแรงงานไทยจะอยู่ตรงไหนท่ามกลางโลกที่ผันผวน แรงงานไทยมีทักษะและมีคุณภาพพอไหม ในการสู้ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง
ไม่ต้องบอกก็รู้ คำตอบคือ ‘ไม่พอ’
เมื่อเป็นเช่นนั้น ปัญหาเดิมย้อนกลับไปที่เรื่อง ‘การศึกษา’ ข้อสำคัญที่ถกเถียงกันมาตลอดหลายสิบปีคือ ประเทศไทยมีระบบการศึกษาที่ตั้งใจและตั้งมั่นผลิตบัณฑิตแบบไหน เราผลิตบัณฑิตเพื่อสู้ในโลกเก่า โโลกที่เต็มไปด้วยอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต โรงงานจากทุนข้ามชาติ หรือในอุตสาหกรรมใหม่ที่ว่าด้วยเรื่องเทค ดาต้าเซนเตอร์ ธุรกิจสีเขียว
หรือแท้จริงแล้ว เราแทบไม่ได้ผลิตอะไรเลย เราตั้งใจผลิตแรงงาน ผลิตบัณฑิตในสิ่งที่ระบบการศึกษาเคยผลิตมา และจะผลิตต่อไปแบบเดิมเท่านั้น
คำตอบอาจเป็นอย่างหลัง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือ ตัวเลขผู้ว่างงานที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ในบรรดาคนว่างงานกว่า 3.6 แสนคน กลุ่มที่ครองแชมป์ตกงานสูงสุดคือ กลุ่มผู้ที่จบปริญญาตรี โดยเฉพาะในช่วงอายุ 20-24 ปี ซึ่งอัตราว่างงานพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นสำคัญก็คือ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังมะงุมมะงาหรา ประเทศแถบนี้ต่างผลิตแรงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น ผลิตแรงงานอย่างมีทิศทาง มีเป้าหมายมากขึ้นว่า พวกเขาต้องการคนแบบไหนในตลาดแรงงาน ประเทศพวกเขายังคงขาดทักษะแบบไหน และส่งแรงงานไปเติบโตที่ใด และแม้อัตราว่างงานรวมของไทยจะดูต่ำเพียง 1%
แต่ในกลุ่มเด็กจบใหม่กำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง เพราะขณะที่เวียดนามกำลังเติบโตก้าวกระโดดในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีใหม่ สิงคโปร์มีระบบสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แข็งแกร่ง จนทำให้แรงงานสามารถปรับตัวเข้ากับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ได้ทันที หากแรงงานไทยยังติดกับดักทักษะเดิมๆ เราจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเพื่อนบ้านอย่างถาวร ไม่มีทางกลับมาได้อีก
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออก ไม่มีหนทางในการพลิกตัวกลับ บทเรียนให้เห็นมีจากโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ SkillsFuture คือยุทธศาสตร์ระดับชาติของสิงคโปร์ที่เปิดตัวเมื่อปี 2015 โดยมีเป้าหมายคือ การสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้แรงงานสิงคโปร์ไม่ตกงานท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก
โครงการภายใต้ SkillsFuture มีตั้งแต่การมอบเครดิตให้กับชาวสิงคโปร์ที่อายุ 25 ปีขึ้นไปทุกคน สามารถเรียนรู้ในหลักสูตรที่รัฐรับรอง ตั้งแต่การทำอาหาร การเขียนโปรแกรม การตลาดดิจิทัล ไปจนถึงเรื่อง AI เรียนจบแล้วได้ประกาศนียบัตร หรือระบบช่วยแรงงานอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งอยู่ในโลกเก่า เสี่ยงต่อการเลิกจ้าง ได้มีโอกาส Reskill โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าเรียนให้สูงถึง 90% ไปจนถึงการที่รัฐร่วมมือกับสถานศึกษาและบริษัทเอกชน เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกงานจริงพ่วงไปกับการเรียนในห้องเรียน เพื่อแก้ปัญหาทักษะไม่ตรงกับที่ตลาดแรงงานต้องการ
SkillsFuture กลายเป็นต้นแบบหนึ่งให้พรรคเพื่อไทยออกแบบนโยบายการศึกษา ตั้งแต่ ‘ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ’ ไปจนถึง ‘พาสปอร์ตทักษะ’
เริ่มจากธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ เป้าประสงค์คือต้องการให้ทุกทักษะ ไม่ว่าจะมาจากหลักสูตรระยะสั้นหรือการทำงานจริง สามารถสะสมเป็นหน่วยกิต และสามารถแปรสภาพเป็นพาสปอร์ตทักษะ โดยเปลี่ยนผ่านสู่ระบบจ้างงานตามทักษะจริง เหมือนที่บริษัทเทคระดับโลกใช้กัน โดยเป็นการคืนคุณค่าให้แรงงานที่ทำงานเป็น อยู่ในวิชาชีพอยู่แล้ว แต่ยังขาดวุฒิการศึกษา สามารถนำพาสปอร์ตทักษะไปใช้งานจริง ต่อยอดเป็นอาชีพทันที
ขณะเดียวกัน อีกนโยบายคือ เรียนฟรี มีรายได้ 4 ปี 4 ล้านคน ด้วยงบหนุนทักษะ 1 หมื่นบาทต่อคน โดยตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย นักเรียนสามารถเลือกเรียนหลักสูตร Upskill ที่ต้องการ ให้งบประมาณสนับสนุนเป็นเครดิต 1 หมื่นบาทต่อคน ตั้งเป้าปีละ 1 ล้านคน 4 ปี ปีละ 4 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่นักเรียนอาชีวะ มหาวิทยาลัย ไปจนถึงแรงงานนอกระบบ เพื่อให้ได้ทักษะในโลกใหม่ตรงกับที่ตลาดต้องการ
นอกจากนี้ยังมีระบบ Skill Loan หรือเงินยืมเพื่อทักษะ การันตีรายได้ระหว่างฝึกงาน เพื่อคนรายได้น้อยที่เคยไม่มีเวลาฝึกทักษะ หลักการเดียวกับ SkillsFuture เพื่อให้คนรายได้น้อยที่เคยที่ต้องหาเช้ากินค่ำสามารถก้าวออกจากวงจรเดิมได้ โดยมุ่งเน้นในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, EV, หุ่นยนต์ และดิจิทัล ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงานโลก
ไม่เพียงเท่านั้น นโยบายการศึกษาพรรคเพื่อไทยยังนำเสนอ ‘แพลตฟอร์มจับคู่ทักษะ’ โดยเชื่อมโยงพาสปอร์ตทักษะกับตำแหน่งงานว่างจริง และตั้งเป้าอัตราการจับคู่สำเร็จสูงสุดกว่า 70% และในฝั่งผู้ประกอบการจะลดหย่อนภาษีให้บริษัทที่ร่วมฝึกอบรม มาจูงใจให้เอกชนช่วยกันสร้างทักษะใหม่ๆ สร้างบัณฑิต สร้างแรงงานที่ตลาดต้องการ
อันที่จริงชุดนโยบายดังกล่าวที่ได้แรงบันดาลใจจาก SkillsFuture เหล่านี้ เคยเริ่มต้นมาแล้วตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 ทว่าหลังการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยไม่ได้ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงแรงงานโดยตรง แต่ไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่น จึงไม่มีโอกาสในการ ‘ลองของ’ ทำแพ็กเกจนโยบายเหล่านี้ เปลี่ยนการศึกษาให้ได้จริง คงเหลือเพียงการมอบทุน ODOS บางส่วนในนามสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
ครั้งนี้คงต้องวัดว่า ถ้าเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พรรคนี้จะสามารถยึดกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาดูแลเองได้หรือไม่ เพื่อดันผลงานดังกล่าวให้เป็นจริง และพิสูจน์ว่าเพื่อไทยทำได้ เพราะถ้าไม่เปลี่ยนวันนี้ อีก 10 ปีข้างหน้า เราอาจยังเห็นเด็กจบใหม่ว่างงานเต็มเมือง ในประเทศที่อ้างว่า มีแรงงานราคาถูกแต่ไม่มีแรงงานคุณภาพ การลงทุนในทักษะคนไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของรัฐ และอาจเป็นโอกาสสุดท้ายของไทย ในการหลุดพ้นจากกับดักความยากจนข้ามรุ่นอย่างถาวร