อย่าเลือกคน Gen Im เป็นผู้แทนอย่างเด็ดขาด!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เมื่อพิจารณาลงไปในกระแสสังคมปัจจุบันที่อยู่ภายใต้อำนาจโลกธรรมอันมี เทคโนโลยีไอที เป็นใหญ่ ที่ชาวโลกมีความภาคภูมิใจให้เพลิดเพลินในการเข้าไปเชยชมยึดติด.. จึงกลายเป็น วัตถุกาม ของมารที่มีไว้ล่อหลอกให้สัตว์ทั้งหลายเข้าไปรักใคร่ ใหลหลง ผูกมัดรัดยึด ก่อเกิดความเศร้าหมองเร่าร้อน ด้วย อิทธิฤทธิ์ของมารา ที่ใช้มายา.. เป็นเครื่องมือ..
เมื่อใดจิตเศร้าหมอง.. การพูด การทำ จึงย่อมเป็นบาป.. แต่เมื่อจิตผ่องใส.. การพูด การทำ ก็จะเป็นบุญกุศล.. ติดตามไป นี่เป็นสัจธรรมในพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธควรใส่ใจไว้ให้ดี.. เพื่อการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท.. เจริญสติตามรักษาจิตในทุกขณะ เพื่อจะได้รู้เท่าทันมายาของมาร…
สังคมปัจจุบัน มีภาวะ ความปรุงแต่ง (สังขาร) อย่างหยาบยิ่งกว่าแต่ก่อน จากอำนาจวัตถุนิยมที่ไวไฟ.. ที่หมายถึง สามารถก่อให้เกิดการลุกติดด้วยไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้จิตใจของคนแบบนี้ยากจะละอาลัยความยึดติดผูกพัน…สภาพของสังคมจึงเป็นแบบสุดโต่ง ที่เข้าไปยึดถือสุดขั้วทั้งในรักและชัง… ที่น่ากลัวคือ หลง วน ระหว่างขั้วทั้งสอง!!
สัตว์โลกในสมัยนี้ จึงมีวิถีชีวิตผูกติดอยู่กับอารมณ์.. อย่างไม่เข้าใจในธรรมชาติของอารมณ์นั้นๆ.. ที่สร้างทิฏฐิในการยึดถือความเป็นตัวตนสูงมากโดยเฉพาะความถือตนถือตัวที่เกินจริง (อติมานะ) ที่นำไปสู่ความสำคัญผิดว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่.. หรือความมีเราเป็นเรา อย่างเหนียวแน่น จนยากจะละจาก จิตสันดาน ในความเป็น สัตว์หยาบต่ำ ที่ไร้ความเกรงกลัวต่อบาปกรรมไม่ได้..
ในวิถีสังคมที่ขาด หิริ โอตตัปปะ (ความเกรงกลัว-ละอายต่อบาป) เช่นนี้ จึงเกลื่อนกลาดไปด้วยคนดังตามโลกสมัยไอที ที่เจ้าตัวมีความภาคภูมิใจว่า พูดเก่ง ชาญฉลาด มีกลยุทธ์ในการนำเสนอที่โดดเด่น มีการสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ มีความสามารถในการจูงใจ แม้จะไร้ศีลธรรม..
ความภาคภูมิใจว่า.. พูดเท็จเก่ง ใครๆ ก็ยากจะจับโกหกได้ มีสำนวนวาทีชักนำให้คล้อยตามได้ดียิ่ง.. จึงกลายเป็น อัตลักษณ์ ของคนที่ร่วมสมัยในสังคมไอที จนก่อเกิด Generation รุ่นใหม่ ขึ้น… ที่เรียกว่า Gen Im/เจน อิม ที่หมายถึง Generation Immoral (เสื่อมศีลธรรม)..Impatient (ใจร้อน..ไม่อดทน).. Imperfect (ไม่สมบูรณ์).. Impolite (ไม่สุภาพ)..Immature (ไม่เป็นผู้ใหญ่)..Imitate (เลียนแบบ)..Impulsive (ใจร้อน.. ทำตามอารมณ์)… และ Imagination (มีแต่จินตนาการ) ฯลฯ
คนยุคสมัย Gen Im ตามที่กล่าว.. มีในทุกเพศวัย ไม่จำกัดเฉพาะเด็กๆ เยาวชน.. ทั้งนี้ ด้วยอิทธิพลของวัตถุเทคโนโลยีไอทีที่เข้าไปมีบทบาทต่อจิตใจของสัตว์โลกในยุคนี้อย่างทั่วถึงในทุกระดับ จนสามารถหลอมรวมสู่ความเป็น Gen เดียวกัน ได้อย่างไม่ข้องขัด โดยมีพฤติจิตคล้ายๆ กัน ได้แก่ สติไม่เข้มแข็งพอในการควบคุมจิตให้ตั้งมั่นเพื่อรู้เท่าทันอารมณ์.. ที่ชอบเรียกว่า โรคสมาธิสั้น (ADHD) ที่แสดงปัญหา ๓ ด้าน ได้แก่ ขาดสมาธิ, กระสับกระส่าย/พูดมาก และใจร้อน รอคอยไม่ได้..
อาการความใหลหลง มึนงง ไม่เข้าใจในสภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงเกิดปรากฏมากขึ้นในสัตว์โลกปัจจุบัน อันมีสาเหตุหนึ่งมาจากการเสพวัตถุเทคโนโลยีไอทีเกินขนาด จนก่อเกิดโทษต่อจิตใจ ให้ใหลหลงเพลิดเพลินเข้าไปยึดติดในอารมณ์ ผลิดอกผล โลกแห่งจินตนาการจนเกินจริง.. ที่เรียก โรคมโน (Pathological Liar) ที่โกหกจนลืมตัว แยกแยะไม่ออก.. ที่จะนำไปสู่อีกหลายโรค.. โดยเฉพาะ โรคฝันกลางวัน .. (เวรกรรม)
จึงไม่แปลกหากจิตใจของคนเราในยุคนี้ จะรกรุงรังไปด้วยความนึกคิด ในแง่ร้ายที่สุดเสมอ (Catastrophizing).. จนตกผลึกเป็นความเห็นผิด (ทิฏฐิ) ที่โน้มไปตามการรับรู้และ ความจำหมาย (สัญญา) นั้น.. จนนำไปสู่โรคปัญญาอ่อน.. เมื่อเสพสัญญามากไป.. ก่อเกิดภาวะจิตวิปลาส อันเป็นไปตามหลักธรรมดา..
ดังนั้น ทุกการกระทำที่ก่อเกิดขึ้นจากภาวะจิตแบบนี้ จึงย่อมเป็นไปเพื่อตอบสนองความเป็นตัวตนแบบผิดๆ.. ด้วยอำนาจแห่ง ทิฏฐิ การยึดว่า มีเรา เป็นเรา ในชีวิต (ขันธ์ ๕/สักกายทิฏฐิ) และการยึดว่าเป็นนั่นเป็นนี่.. (อัสมิมานะ).. ศีลธรรมจึงค่อยๆ สูญหายไปจากภาวะโลกแบบนี้
จึงเป็นเรื่องธรรมดามากๆ หากสังคมแบบนี้จะชื่นชมบุคคลที่กล้าหาญชาญฉลาด.. แม้จะขาดคุณธรรมความดี และไม่แปลกหากได้เห็นความกล้าหาญในการแสดงศักยภาพชั่วๆ ของคนในยุคนี้ ที่แสดงออกมาอย่างภาคภูมิใจ หยิ่งลำพองในความสามารถชั่วร้าย.. ในการหลอกลวง ใช้มายา.. คำพูดที่เป็นเท็จ ส่อเสียดใส่ร้าย ติฉินนินทา.. พูดคำหยาบ และสร้างเรื่องเพ้อเจ้อเหลวไหล เพื่อชักจูงชักนำให้คนในสังคมหลงใหลเป็นไปตาม.. เพื่อผลประโยชน์ชั่วๆ แห่งคนและพวกพ้อง..
อาชีพสแกมเมอร์ (Scammer) ซึ่งเป็นมิจฉาชีพออนไลน์ ที่ใช้กลลวงต่างๆ ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต (โซเชียล, SMS, Call center) จึงก่อเกิดขึ้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกด้วยมูลเหตุ เพื่อการหลอกลวงให้ได้มา.. ตามวิสัยมิจฉาชีพยุคไร้ศีลธรรม
เรื่องดังกล่าว หากพิจารณาด้วยหลักธรรม.. จะพบความจริงว่า จิตหลอกลวง จะเกิดคู่กับ จิตเหลวไหล .. โดย ผู้ที่ทำการหลอกลวง… ต้องสร้างความหลงใหลมึนงงให้เกิดขึ้นในจิตใจ.. ผู้ที่จะถูกหลอกลวง ด้วยอุบายวิธีการต่างๆ นานา ซึ่งสามารถสรุปลงเป็นสามวิธีการ ได้แก่ ขู่ให้กลัว.. หลอกให้รัก.. และลวงให้หลง…
อุบายการใช้ ความรัก ความชัง และความหลง.. มาผูกใจสัตว์ที่มีภาวะจิตเหลวไหล นับเป็นเรื่องปกติของคนในโลกแบบนี้ เพียงแต่อาจจะแตกต่างกันในวิธีการนำเสนอที่อ้างอิงวัตถุ สิ่งของ บุคคล สังคมสิ่งแวดล้อม ที่เป็นไปตามยุคสมัย ซึ่งหากคนในสังคมมีการ เจริญสติ เพียงพอต่อการรักษาจิตให้มี ภาวะตื่นรู้.. รู้เท่าทันอารมณ์ทั้งหลายอยู่ทุกขณะ ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ.. เพราะทุกปัญหา แก้ไขได้ด้วยสติปัญญา..
พระพุทธศาสนาของเรา จึงได้มีคำสั่งสอนให้เราทั้งหลาย รู้จักการเจริญสติปัญญาในทุกขณะจิต ติดตามเฝ้าดูจิตในทุกอิริยาบถ เพื่อกำหนดรู้ในความเป็นจริงของชีวิตที่รวมเรียก ขันธ์ ๕ ว่ามีความเป็นธรรมดาเป็นอย่างไร.. จะได้ไม่ใหลหลงมึนงงไปในวิถีของขันธ์ ๕ (ชีวิต) .. ที่เคลื่อนไหวไปอย่างไม่รู้จักหยุดพัก
ความรู้เท่าทัน.. ความรู้แจ้งจริงในขันธ์ ๕ ที่สมมติว่า เป็นเรา.. เป็นเขา นี้แหละ จะนำไปสู่การสร้างภูมิความรู้ที่ถูกต้องตรง ภูมิธรรม.. เพื่อการดำเนินชีวิตที่ไม่หลงผิดไปจากธรรม.. (ไม่ทำลายศีลธรรม)
ความถึงพร้อมด้วยสติปัญญาจากการเจริญสติปัฏฐานธรรม.. จักสามารถพัฒนาจิตสำนึกให้คนเรามีวุฒิภาวะทางจิตใจเพื่อการพิจารณาเลือกผู้แทน ผู้นำ ผู้ปกครอง.. ได้อย่างไม่ผิดพลาดไปจากคนดีมีศีลธรรม มีความรู้ มีความสามารถ ในการนำพา.. รู้จักมองการณ์ไกล.. รู้จักการแก้ไขปัญหา และสามารถพึ่งพาได้จริง…
ความเข้าใจในการเลือกสรร คนที่อยู่ในโลกแห่งความจริง (สัจธรรม) .. มีความมุ่งมั่นใฝ่รู้ ไม่เพ้อฝันไปวันๆ โดยมีความพร้อมในความรู้ความเข้าใจ ที่จักสามารถนำไปสู่การพัฒนาสังคมประเทศชาติได้จริง..ซึ่งจะเกิดมีได้ในบุคคลที่เจริญสติปัญญา (สติปัฏฐานธรรม) เท่านั้น ที่จะมีความสามารถตัดสินใจ (Decision Making) ได้ถูกต้องตรงตามธรรม.. ไม่หลงใหลไปตามกระแสโลก.. จนแยกแยะไม่ออกว่า.. อะไรดี อะไรชั่ว.. อะไรเป็นคุณ-อะไรเป็นโทษ และคนอยู่ในโลกความเป็นจริงกับคนอยู่ในโลกความหลอกลวง มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร.. จึงควรอย่างยิ่งต่อการพัฒนาตัวของเราให้มีสติปัญญา.. ตั้งมั่น เคารพในธรรม เพื่อการใช้สติปัญญาในการเลือกคนดีมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองประเทศชาติได้อย่างถูกต้อง.. ในการเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้แทน.. ผู้นำ ผู้บริหารราชการแผ่นดิน ที่จะต้องมีลักษณะของบุคคลที่มีความสามารถในการพึ่งพา (Dependability) เป็นที่พึ่งให้ผู้อื่นได้จริงในทางถูกต้อง ชอบธรรม และมีศักยภาพ… ทักษะในการทำงานพร้อมวิสัยทัศน์ที่เป็นเลิศ.. เพื่อประโยชน์ของสังคม ประเทศชาติ และประชาชน..ได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญยิ่ง จะต้องช่วยกันเฝ้าระวังไม่ปล่อยให้ บุคคล Gen Im ใช้วิธีเทาๆ ดำๆ.. ตามวิสัย เข้าไปมีบทบาทหน้าที่ใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน.. จนบ้านเมือง ประเทศชาติ เสียหายทุกภาคส่วนอย่างที่เคยมีมา..!!
เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com