จันทน์หอม "รุกขมรดกแห่งแผ่นดิน" ต้นไม้หายาก สู่ ราชประเพณีไทย
“จันทน์หอม ( Mansonia gagei )” เป็นพันธุ์ไม้หนึ่งใน 13 ชนิดที่ถูกกำหนดให้เป็นไม้หวงห้ามประเภท ข. หรือไม้หวงห้ามพิเศษ ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม 2530 จาก กระเบา กำจัดต้น(มะแข่น) กำยาน จันทร์ชะมด จันทร์หอม จันทร์ขาว ตีนเป็ดแดงหรือเยลูตง ประหรือกระรง สนแผง สำรอง แสลงใจ และแหลงหรือยวนผึ้ง โดยเฉพาะ “จันทร์หอม” ถือเป็น “รุกขมรดก” ตามความเชื่อโบราณ เมื่อครั้งพุทธกาลว่า เชื่อมโยงโลกมนุษย์สู่แดนสวรรค์ ด้วยความบริสุทธิ์จากลักษณะ “ตายพราย” ผ่านการชำระล้างจาก ลม แดด ฝน เหลือเพียง “น้ำมันหอมระเหย”ในแก่นไม้ส่งกลิ่นหอมขจรขจายไปไกล ดุจความดีที่ได้กระทำมา
มีข้อมูลระบุเคยปรากฏหลักฐานการใช้ประโยชน์จากไม้จันทน์หอมมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล กล่าวคือ มักจะใช้ “จตุชาติสุคนธ์” คือ ของหอมธรรมชาติ 4 อย่าง ประกอบด้วย กลิ่นของกฤษณา กะลำภัก จันทน์หอม และดอกไม้หอม ประพรมในพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีมงคลถวายพระนามเจ้าชายสิทธัตถะในปฐมวัย นอกจากนี้ยังพบประวัติการใช้ไม้หอมในประเทศไทยยาวนานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นสินค้าหลักแล้ว ในอดีตยังใช้เป็นเครื่องบรรณาการอีกด้วย
สำหรับปีนี้ประเทศไทยมีงานพระราชพิธีใหญ่ที่สำคัญ 2 พระราชพิธี ซึ่งทางสำนักพระราชวัง, กรมศิลปากร และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้จัดพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทร์หอม เพื่อใช้จัดสร้างพระโกศจันทน์ พระหีบจันทน์ ท่อนฟืนไม้จันทน์ เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2568 ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี พล.อ.อ. จารึก สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นประธานในพิธี
และเมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี พล.อ.อ.สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ เป็นประธานในพิธี มีการคัดเลือกต้นจันทน์หอมจำนวน 20 ต้น “ยืนต้นตาย” ตามธรรมชาติ มีขนาดเส้นรอบวงเฉลี่ย 150 เซนติเมตร และมีความยาวเหมาะสมต่อการแปรรูป
ข้อมูลจากการสำรวจของกรมอุทยานแห่งชาติฯ พบว่า พื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เป็นหนึ่งในแหล่งต้นจันทน์หอมที่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์และมีคุณภาพเหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้ประกอบพระราชพิธี โดยต้นจันทน์หอมที่พบในพื้นที่มีอายุมากกว่า 100 ปี มีเนื้อไม้แน่น สีน้ำตาลอมเหลือง มีกลิ่นหอมจัดเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญตามโบราณราชประเพณี
โดยไม้จันทน์หอมที่ผ่านพิธีการดังกล่าวแล้วทั้งหมดจะส่งมอบให้ช่างสิบหมู่ กรมศิลปกร เพื่อนำไปแปรรูปและทำรูปแบบฉลุลายไทย เตรียมจัดสร้างพระโกศจันทน์ พระหีบจันทน์ ท่อนฟืนไม้จันทน์ และเครื่องประกอบไม้จันทน์ สำหรับใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
ตามความเชื่อโบราณ ไม้จันทน์หอมที่ “ตายพราย” จะมีกลิ่นหอมที่เข้มข้นและบริสุทธิ์ที่สุด เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยจะสะสมอยู่ภายในแก่นไม้อย่างเต็มที่ก่อนที่ต้นจะแห้งไป การคัดเลือกไม้จันทน์หอมจึงต้องผ่านพิธีการขอขมาพระแม่ธรณีและรุกขเทวดาผู้ปกปักรักษาป่า เพื่อนำไม้มาใช้ในงานมงคลและพิธีกรรมสำคัญ
ทั้งนี้ พระโกศจันทน์ พระหีบจันทน์ และท่อนฟืนไม้จันทน์ เป็นสิ่งสำคัญในการพระราชพิธี ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเกียรติยศอันสูงสุด ดั่งพระเกียรติคุณที่อยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทย นอกจากนี้ ตามคติความเชื่อเรื่อง "เทวราชา" ฟืนไม้จันทน์ ที่ใช้สำหรับวางบนจิตกาธาน หรือเชิงตะกอน เพื่อให้กลิ่นหอมจากเนื้อไม้ช่วยชำระล้างและส่งดวงพระวิญญาณสู่สรวงสวรรค์
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ระบุว่า ไม้จันทน์หอม มีชื่อวิทยาศาสตร์ Mansonia gagei Drumm วงศ์ STERCULIACEAE และมีชื่ออื่น ๆ เรียกกันทั่วไปว่า จันทน์ จันทน์ชะมด จันทน์ขาวหรือจันทน์พม่า ไม้จันทน์หอมเป็นไม้คนละชนิดกับจัน หรือจันอิน-จันโอ (Diospyros decandra Lour) และเป็นคนละชนิดกับไม้กฤษณา (Aquilaria malaccensis)
ไม้จันทร์หอมพบในประเทศไทย พม่า กัมพูชา และมาเลเซีย ในประเทศไทยพบที่ภาคตะวันออก ที่จ.ระยอง และสระแก้ว และตะวันตกเฉียงใต้ที่จ.นครราชสีมา ภาคกลางที่สระบุรี ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี เพชรบุรี และภาคใต้ที่ ตรัง กระบี่ สตูล นครศรีธรรมราช ที่ระดับความสูง 50-500 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบขึ้นประปรายอยู่หาง ๆกันตามป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณขึ้นทั่วไป เว้นแต่ทางภาคเหนือ และอาจพบกระจัดกระจายทั่วไปตามภูเขาหินปูน มีปริมาณน้ำฝน 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อปี
“จันทร์หอม” จัดเป็นกลุ่มไม้ที่มีเนื้อไม้หอม สถานภาพเป็นไม้ป่าที่ถูกคุกคามต่อการตัดฟันมาใช้ประโยชน์ กอปรกับ ไม้จันทน์หอมในป่าธรรมชาติมีการพัฒนาของกล้าไม้ไปสู่ระยะไม้รุ่นและไม้ใหญ่ในอัตราส่วนที่น้อยมาก ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแม่ไม้ในการกระจายพันธุ์ และอาจนำไปสู่การสูญหายของไม้จันทน์หอมได้ในอนาคต ในปัจจุบันจึงพบหาได้ยากและมีแหล่งปลูกน้อย โดยพบพื้นที่กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติและพบไม้จันทน์หอมตามป่าธรรมชาติเพียง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี (อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และ อุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง) และจังหวัดนครศรีธรรมราช (บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด)
ปัจจุบันไม้จันทร์หอมมีสถานะภาพเป็นไม้ป่าที่ถูกคุกคาม ตัดฟันมาใช้ประโยชน์ ในปัจจุบันจึงหาพบได้ยากและมีแหล่งปลูกน้อย และได้รับการคัดเลือกเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานปลูกเพื่อเป็นมงคลของ จ.นครปฐม
เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ระบุว่า พบไม้จันทร์หอมอยู่ในป่าธรรมชาติ ใน 3 จังหวัด คือ จังหวัดเพชรบุรี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจังหวัดเพชรบุรี, จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และ อุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง และจังหวัดนครศรีธรรมราช บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ส่วนพื้นที่อื่นๆไม่ปรากฏ
ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ไม่ปรากฏ คาดว่าเกิดจากปัญหาการลักลอบตัดไม้จันทร์หอม ซึ่งเป็นไม้มีค่าและไม้หายาก ประกอบกับไม้จันทร์หอมในป่าธรรมชาติมีการพัฒนาของกล้าไม้ไปสู่ระยะไม้รุ่นและไม้ใหญ่ในอัตราส่วนที่น้อยมาก จึงส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแม่ไม้ และนำไปสู่การสูญหายของไม้จันทร์หอมจากพื้นที่
“จันทน์หอม” เป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 30 เมตร ขึ้นในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และกระจัดกระจายอยู่ตามภูเขาหินปูน ในจ.นครราชสีมา สระบุรี ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ ในต่างประเทศพบในเมียนมาและอินเดีย
ไม้จันทน์หอม มีลักษณะลำต้น ตั้งตรง เปลือกสีเทาอมขาว หรือเทาอมน้ำตาล แตกเป็นร่อง เปลือกชั้นในเมื่อถากใหม่ๆ จะมีสีขาว ทิ้งไว้แห้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนมีขนประปราย
เป็นพืชชนิดใบเดี่ยว ติดเรียงสลับ ทรงใบรูปมนแกมรูปหอก แขนงใบออกสีดำ ท้องใบมีขนสีอ่อนๆ ประปราย หลังใบเกลี้ยง ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่างๆ ขนาดใบกว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร โคนใบตัดหรือเว้าเข้าเล็กน้อย และจะเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบสอบแหลมทู่ๆ เนื้อใบค่อนข้างหนา ใบอ่อนมีขนประปราย ใบแห้งออกสีเขียวอ่อนๆ เส้นใบออกจากจุดโคนใบ 3 เส้น เส้นแขนงใบมี 4-6 คู่ ก้านใบยาว 5-10 มิลลิเมตร มีขนประปราย และจะออกสีดำคล้ำเมื่อใบแห้ง
ส่วนดอกมีขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อนๆ หรือสีขาว ออกรวมกันเป็นช่อตามปลายกิ่งและตามง่ามใบใกล้ๆ ปลายกิ่ง ช่อยาวประมาณ 15 เซนติเมตร โดยกลีบฐานดอกติดกันเป็นรูปเหยือก ปลายแยกเป็นแฉกแหลมๆ 5 แฉก ทั้งหมดยาว 10-13มิลลิเมตร เกสรตัวผู้มี 10 อัน และในจำนวนนี้จะมีเกสรตัวผู้เทียมเสีย 5 อัน รังไข่มี 5 พู รวมเบียดกันเป็นรูปเหยือกน้ำ มีขนคลุมแน่น แต่ละพูเป็นอิสระแก่กัน และต่างก็มีหลอดท่อรังไข่ 1 หลอด ในแต่ละพูมีช่อเดียว และมีไข่อ่อน 1 หน่วย ออกดอกระหว่างเดือนส.ค.ถึงก.ย.
มีผล ผลแห้งแก่แล้วไม่แตก มีปีกเดียว ผลอ่อนมีสีเขียวเมื่อแก่มีสีเหลืองอ่อนจนเป็นสีน้ำตาล ผลมักติดกันเป็นคู่ๆ แต่ไม่ติดเป็นเนื้อเดียวกัน ทรงผลรูปกระสวยเล็ก ๆ กว้าง 5-7 มิลลิเมตร ยาว 10-15 มิลลิเมตร ส่วนปลายของผลมีครีบเป็นปีกรูปสามเหลี่ยม 1 ปีก กว้าง 1-1.5เซนติเมตร ยาว 2.5-3 เซนติเมตร ก้านผลยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร มีจำนวนผลเฉลี่ยประมาณ 2,643 ผล/กิโลกรัม และผลจะแก่ประมาณเดือนธ.ค.ถึงม.ค.
เมล็ดจันทน์จะมีลักษณะเป็นเปลือกบางๆ หุ้มภายในผล ผลหนึ่งมี 1 เมล็ด จำนวนเมล็ดประมาณ 3,565 เมล็ด/กิโลกรัม หรือน้ำหนักของเมล็ดจำนวน 1,000เมล็ด เท่ากับ 280.05กรัม ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเมล็ดประมาณเดือนม.ค.
ขณะที่ลักษณะเนื้อไม้ มีสีน้ำตาลอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด เป็นไม้เนื้อแข็ง เลื่อย ไสกบ ตบแต่งง่าย ส่วนแก่นสีน้ำตาลเข้ม มีความถ่วงจำเพาะประมาณ 0.93
แหล่งอ้างอิง: หนังสือ “ไม้จันทน์หอม” จัดพิมพ์โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) พิมพ์ครั้งที่ 1 2564
ข้อมูลจาก https://www.silpa-mag.com/news/article_12124
อ่านข่าว
มวลชนพร่อง -ช่องโหว่การข่าว สะท้อนศักยภาพรัฐ ท้าทายป่วน "ชายแดนใต้"