“ดาวโจนส์” ปิดบวก 907 จุด ทำนิวไฮต่อเนื่อง รับหุ้น AI-น้ำมันร่วงหนุนตลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อคืนวันอังคาร (4 ส.ค.69) โดยดัชนีดาวโจนส์และดัชนี S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ จากแรงหนุนของผลประกอบการบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในธุรกิจ AI ขณะที่ราคาน้ำมันดิบและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yield) ปรับตัวลดลง จากความหวังว่าจะมีความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 54,085.88 จุด เพิ่มขึ้น 907.47 จุด หรือ +1.71% ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,736.52 จุด เพิ่มขึ้น 136.02 จุด หรือ +1.79% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,584.99 จุด เพิ่มขึ้น 671.10 จุด หรือ +2.59%
ระดับปิดดังกล่าวนับเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ของดัชนีดาวโจนส์เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569
หุ้น Palantir Technologies พุ่งขึ้น 29.5% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ทั้งปี ขณะที่หุ้น Caterpillar ปรับขึ้น 5.6% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ประจำปี จากความต้องการอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าและเครื่องจักรก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นตามการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล AI
การปรับตัวขึ้นของหุ้น Caterpillar เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนดัชนีดาวโจนส์ โดยคิดเป็นแรงบวกต่อดัชนีราว 280 จุด
นักลงทุนยังคงติดตามผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าการลงทุนด้าน AI จำนวนมหาศาลจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามที่ตลาดคาดหวังหรือไม่
ด้านราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงประมาณ 5% หลังมีสัญญาณว่าความพยายามทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งอาจเกิดขึ้นภายใน 2 วัน
การปรับลดลงของราคาน้ำมันยังทำให้ตลาดลดการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน โดยข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า ความน่าจะเป็นลดลงเหลือ 56.9% จาก 67.2% ในวันก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตาม
ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX) พุ่ง 6.6% ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 4.1% มากที่สุดในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรม