โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำความรู้จักเครดิตบูโร กับ ‘แบล็กลิสต์’ ที่ไม่มีอยู่จริง

TODAY

อัพเดต 19 ม.ค. 2566 เวลา 10.09 น. • เผยแพร่ 19 ม.ค. 2566 เวลา 10.09 น. • workpointTODAY

ช่วงนี้ประเด็นของ ‘เครดิตบูโร’ กลับมาเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมอีกรอบ แน่นอนว่ามาพร้อมกับ ‘แบล็กลิสต์’ ความเชื่อผิดๆ ที่ตามหลอกหลอนลูกหนี้ชาวไทยมาอย่างยาวนาน

แต่ทำไมต้องมีเครดิตบูโร แล้วสิ่งที่เรียกว่า ‘แบล็กลิสต์’ มีจริงหรือไม่ TODAY Bizview สรุปให้ฟัง

[ เข้าใจก่อนกู้ ‘เครดิตบูโร’ คืออะไร ]

เครดิตบูโร (Credit Bureau) หรือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูลเครดิตลูกหนี้ เช่น บัญชีสินเชื่อ ประวัติการชำระเงิน ซึ่งส่งมาจากสถาบันการเงินและบริษัทสมาชิก

ข้อมูลที่จัดเก็บหรือรายงานในเครดิตบูโรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกหนี้ที่ขอสินเชื่อ ได้แก่

- ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด อาชีพ สถานภาพการสมรส ฯลฯ แต่จะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลเบอร์โทรศัพท์

- ข้อมูลที่อยู่ที่ลูกค้าแจ้งกับสถาบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร

2. ข้อมูลเครดิต ได้แก่

- สรุปข้อมูลบัญชีสินเชื่อ ซึ่งเป็นตัวบอกว่า ลูกค้ามีสินเชื่ออยู่ทั้งหมดกี่บัญชี มีจำนวนบัญชีที่ใช้สิทธิแก้ไขข้อมูลหรือโต้แย้งกี่บัญชี

- ประเภทและเลขที่บัญชีของสินเชื่อ

- ชื่อผู้ให้สินเชื่อ

- วงเงินที่ได้รับอนุมัติ และวงเงินที่ใช้ไป

- สถานะของบัญชี เช่น ปกติ ปิดบัญชี พักชำระหนี้ ค้างชำระหนี้

- รายละเอียดการชำระหนี้ ซึ่งจะแสดงประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมา ทั้งที่ชำระตรง ชำระล่าช้า หรือผิดนัดชำระ

- ข้อมูลอื่นๆ เช่น วันที่เปิดบัญชี วันที่ชำระหนี้ล่าสุด วันที่ปิดบัญชี วันที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้

[ เครดิตบูโรมีประโยชน์ยังไง ]

สำหรับสถาบันการเงิน เครดิตบูโรมีความสำคัญมาก เพราะช่วยให้เห็นภาพลูกค้า และทำความเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น จากข้อมูลต่างๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในระบบ เช่น หนี้ที่มีตอนนี้ ประวัติการชำระหนี้ หนี้สินต่อรายได้ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังช่วยให้สถาบันการเงินพิจารณาความเสี่ยงลูกค้าได้ดีขึ้น เช่น ประวัติการชำระหนี้ จ่ายตรงเวลา จ่ายช้า หรือค้างจ่ายนานเท่าไหร่ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนเบื้องต้นว่า ลูกหนี้คนไหนดีหรือไม่ดี มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน

เมื่อพิจารณาความเสี่ยงเสร็จแล้ว ก็จะนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะปล่อยกู้ให้หรือไม่ ถ้าปล่อยกู้ให้ ข้อมูลเครดิตก็ยังมีผลต่อการคิดดอกเบี้ยกับลูกหนี้แต่ละคนด้วย ถ้าเสี่ยงน้อย ดอกเบี้ยก็ต่ำ ถ้าเสี่ยงมาก ดอกเบี้ยก็สูง

สำหรับประโยชน์ต่อลูกหนี้ ถ้าเป็นคนที่มีประวัติการชำระหนี้ดี จ่ายเงินตรงเวลา ข้อมูลในเครดิตบูโรก็จะเป็นตัวสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินอยากปล่อยกู้ให้

[ ‘แบล็กลิสต์’ มีจริงหรือความเชื่อ ]

หลายคนมักจะพูดเสมอว่า เครดิตบูโรเก็บข้อมูลที่เรียกว่า ‘แบล็กลิสต์’ หรืออ้างว่า ‘ติด Blacklist ติดเครดิตบูโร’ ทำให้พอจะกู้ไม่ผ่าน ขนาดเคลียร์หนี้สินตรงนั้นไปแล้วก็ยังติด Blacklist อยู่

แต่จริงๆ แล้วนั้นลักษณะการจัดเก็บข้อมูลของเครดิตบูโร ไม่ได้จัดเก็บเป็น ‘แบล็กลิสต์’ หรือ ‘บัญชีดำ’ แต่อย่างใด โดย ‘เครดิตบูโร’ ยืนยันว่า บริษัทไม่เคยจัดทำและขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์กับใครไว้ในฐานข้อมูลเลย และในรายงานข้อมูลเครดิตบูโรก็ไม่มีคำว่า ‘แบล็กลิสต์’

แต่เครดิตบูโรจะจัดเก็บข้อมูลตามความจริง หากจ่ายแล้วก็บอกว่า ‘ปกติ’ หรือ ‘ไม่ค้างชำระ’ แต่ถ้ายังไม่จ่าย ก็บอกว่า ‘ค้างชำระ’ ไม่ว่าจะชำระตรงกำหนดหรือไม่ก็ตาม

โดยถ้าเคลียร์หรือชำระและปิดบัญชีไปแล้ว ทางเครดิตบูโรก็จะระบุตามนั้น เพียงแต่ข้อมูลจะยังไม่ถูกลบออกไปจนกว่าจะถึงกำหนดที่กฎหมายให้เก็บได้

ดังนั้น ‘แบล็คลิสต์’ ของเครดิตบูโรจึง ‘ไม่มีจริง’ มีเพียงการเก็บข้อมูลประวัติการขอสินเชื่อและการผ่อนชำระหนี้ของรายงานของสมาชิกเครดิตบูโรเท่านั้น

[ กู้ไม่ผ่านเพราะเครดิตบูโร ]

ในความเป็นจริงแล้วเครดิตบูโรไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจว่า ลูกหนี้คนไหนจะกู้เงินได้ไม่ได้ ขอสินเชื่อผ่านไม่ผ่าน เพราะเป็นหน้าที่ของแต่ละธนาคารและสถาบันการเงินในการตัดสินใจ

ถึงอย่างนั้น สถาบันการเงินก็อาศัยข้อมูลเครดิตบูโรเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาสินเชื่อ อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น แต่ก็ต้องเอาไปรวมกับข้อมูลอื่นอีก เช่น รายได้ ความสามารถในการชำระหนี้คืน หลักประกัน ฯลฯ

ในกรณีที่กู้ไม่ผ่านหรือถูกปฏิเสธสินเชื่อเพราะข้อมูลเครดิตบูโร สถาบันการเงินต้องออกหนังสือชี้แจงให้ชัดเจนว่า ไม่ให้กู้เพราะเครดิตบูโรคือยังไง เช่น มีข้อมูลแสดงว่ามีหนี้ค้าง มีหนี้หรือวงเงินสินเชื่อมากเกินไป

ซึ่งลูกหนี้สามารถนำหนังสือชี้แจงมาตรวจเครดิตกับเครดิตบูโรได้ฟรี ถ้าเห็นว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับความเป็นจริง ก็สามารถยื่นหลักฐานขอกู้กับสถาบันการเงินใหม่ได้

แต่ถ้ากู้ไม่ผ่านเพราะเหตุผลอื่นๆ จะต้องสอบถามไปยังธนาคารนั้นๆ เพราะสถาบันการเงินแต่ละที่มีนโยบายการให้สินเชื่อของตัวเอง และไม่ต้องรายงานข้อมูลให้เครดิตบูโรทราบว่า เพราะอะไรถึงปฏิเสธสินเชื่อ

[ เครดิตไม่ดีสามารถซ่อมได้ ]

ถ้ามีประวัติการชำระหนี้ไม่ดี มีการค้างชำระนานกว่า 90 วันขึ้นไป จะทำให้โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนน้อยลงและได้รับการอนุมัติสินเชื่อที่ดอกเบี้ยที่ต่ำยากขึ้น

แน่นอนว่าในบางครั้ง ‘ปัญหาเครดิต’ อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ปัญหาเครดิตไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วต้องอยู่ตลอดไป เพราะมันสามารถซ่อมได้

ถึงในอดีตเราจะเคยมีปัญหาค้างชำระ หรือจ่ายช้าบ้างบางงวด แต่ถ้าปัจจุบันสามารถกลับมาชำระได้ตามปกติ รายงานข้อมูลเครดิตก็จะถูกปรับสถานะกลับมาเป็น ‘สถานะปกติ’ ในรอบเดือนถัดไป

โดยสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาและใช้ข้อมูลจากรายงานในระยะเวลาที่แตกต่างกัน บางแห่งอาจจะดูจากประวัติการผ่อนชำระย้อนหลัง 6 เดือน 9 เดือน 12 เดือน หรือ 18 เดือน ว่าเรามีวินัย และความสามารถในการผ่อนชำระตรงต่อเวลามากน้อยขนาดไหน

ดังนั้น ทางที่ดีควรผ่อนชำระให้ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอจนครบสัญญาหรืออย่างน้อยหนึ่งปี เพื่อสร้างเครดิตที่ดีในรายงานของเครดิตบูโร เพื่อจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อง่ายและได้ดอกเบี้ยต่ำ

[ ข้อเสนอยกเลิกแบล็กลิสต์ ]

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า เครดิตบูโรไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูลบัญชีดำ แต่ข้อมูลเครดิตเปรียบเสมือนรายงานผลการศึกษา คือ จะรายงานตามผลจริงที่เกิดขึ้น และไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขประวัติเดิมได้

หากเราเคยค้างชำระหนี้ไว้ ข้อมูลก็จะขึ้น ณ เดือนที่เราค้างชำระว่า ‘ค้างชำระ’ แต่ถ้าจ่ายหนี้ที่ค้างไปแล้ว จะมีข้อมูลใหม่ขึ้นมาว่า ชำระเรียบร้อยแล้วหรือปิดบัญชีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการค้างชำระเดิมจะไม่ได้ถูกลบออกไป จนกว่าข้อมูลชุดนั้นจะถูกลบออกไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ 3 ปีหรือ 36 เดือน

สำหรับคนที่เป็นหนี้มาก เป็นหนี้หลายที่จนจ่ายไม่ไหว ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มี ‘คลินิกแก้หนี้’ มาช่วยเหลือ ซึ่งปลายทางหากกลับมาชำระได้ตามปกติ ก็สามารถกลับมาเป็นลูกหนี้ที่มีคุณภาพได้เช่นเดียวกัน

[ ค้างค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ติดเครดิตบูโร ]

เครดิตบูโรจะรายงานเฉพาะหนี้ที่เราไปขอกู้ยืมมาจากสถาบันการเงิน ซึ่งก็คือพวกสินเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ ซึ่งต้องเป็นสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติและมีประวัติการชำระหนี้เท่านั้น

ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าโทรศัพท์ เหล่านี้ จะไม่มีประวัติอยู่ในเครดิตบูโร ซึ่งเรื่องนี้ก็มีคนกังวลและสอบถามไปยังเครดิตบูโรเช่นกัน

โดยผู้ถามค้างค่าโทรศัพท์มาประมาณ 1 ปี กังวลว่าจะติดเครดิตบูโรและทำให้ขอสินเชื่อยากขึ้นหรือไม่ ซึ่งเครดิตบูโรให้คำตอบว่า

‘ปัจจุบันนี้ประวัติการชำระค่าโทรศัพท์มือถือยังไม่ถูกนำส่งมาที่บริษัทข้อมูลเครดิต จึงไม่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อ แต่ทางที่ดี คุณน่าจะไปชำระค่าโทรศัพท์ที่ค้างไว้’

ที่มา:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...