สิ้นชาติ ? อัตราเกิดต่ำเป็นประวัติการณ์ งบประมาณ-สวัสดิการ เพื่อ ‘เด็กไทย’ อยู่ไหน ?
“การลงทุนในเด็กปฐมวัยให้ผลตอบแทนในอนาคตสูงถึง 7 เท่า เพราะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการสมวัย พร้อมต่อยอดการเรียนรู้ เติบโตเป็นแรงงานที่มีผลิตภาพ และเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพมากขึ้น”
เจมส์ เฮ็คแมน (James Heckman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี 2542 ย้ำผลการศึกษานี้ บ่งชี้ว่า การลงทุนในเด็กเล็ก สำหรับประเทศไทย ยิ่งมีความสำคัญ เพราะเด็กกว่า ร้อยละ 70 เติบโตในครอบครัวรายได้น้อย และมักเผชิญปัญหาซ้ำซ้อน ยิ่งสะท้อนว่า “ยิ่งลงทุน ยิ่งคุ้มค่า”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ไทยยังลงทุนในเด็กเล็กต่ำกว่าเกณฑ์ที่องค์การยูนิเซฟแนะนำให้ลงทุนอย่างน้อย 1% ของ GDP ขณะที่หลายประเทศเสนอให้ขยับเป็น 2% แต่ประเทศไทยกลับใช้งบเพียง 0.25% ของ GDP เท่านั้น
เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เดือนละ 600 บาท สำหรับครอบครัวรายได้น้อย จึงไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพจริง ซึ่งอยู่ที่ราว 2,500 บาทต่อเดือน สำหรับครอบครัวยากจน และ 5,000 บาทต่อเดือน สำหรับครอบครัวทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการพิสูจน์ความจนยังทำให้เด็กกว่า 433,245 คน หรือราว 30% ของกลุ่มเป้าหมายตกหล่น ไม่ได้รับเงินสนับสนุน ทั้งที่หากจ่ายแบบถ้วนหน้าก็ไม่ได้เพิ่มภาระงบประมาณมากอย่างที่เชื่อกัน
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญวิกฤต อัตราการเกิดติดลบ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ข้อมูลล่าสุดจาก กรมการปกครอง (มกราคม – ตุลาคม 2568) ระบุว่า มีเด็กเกิดใหม่เพียง 348,686 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 462,448 คน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ซึ่งมีเด็กเกิด 386,567 คน และผู้ตาย 481,156 คน จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ เกิดน้อย ตายมาก ยังคงรุนแรงขึ้น แม้มาตรการกระตุ้นการมีบุตรของรัฐยังคงดำเนินอยู่
The Active ชวนสำรวจแนวโน้มการเกิด-การตายของประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2560 ถึงตุลาคม 2568 พร้อมเปิดงบประมาณเพื่อเด็กเล็กและวัยเรียน เพื่อมองให้เห็นภาพรวมว่าเกิดอะไรขึ้นกับนโยบายส่งเสริมการมีลูกและสวัสดิการเด็กเล็กของไทย และอนาคตประชากรไทยจะมุ่งหน้าไปทางไหน เมื่อคนรุ่นใหม่ต้องแบกรับสังคมสูงวัย ภายใต้คำถามว่า“หากไม่มีใครอยากมีลูกในชาตินี้ ชาติจะก้าวต่อไปอย่างไร ?”
มีลูกเพื่อชาติ…ชาติให้อะไรลูก?
ประเทศไทย กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของสังคมสูงวัย ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องจับตา ไทยกลายเป็น สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (completely aged society) ตั้งแต่ปี 2567 โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด และในปีเดียวกันนี้ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 75 ปีที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คน
ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ในครึ่งปีแรกของ 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 201,175 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มี 221,933 คน หรือคิดเป็น ลดลง 9.4% ขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 282,582 คน ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า (4%) ซึ่งสะท้อนว่า แม้จำนวนผู้เสียชีวิตจะลดลง แต่จำนวนเกิดลดลงเร็วและแรงกว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปตลอดทั้งปี 2568 จำนวนเด็กเกิดใหม่อาจลดเหลือราว 400,000 กว่าคน ส่งผลให้ประชากรรวมของประเทศอาจลดลง เพราะจำนวนการตายมากกว่าการเกิด
รายงานยังระบุว่า 1 ใน 5 ของประชากรโลกไม่สามารถมีลูกได้ตามต้องการ สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการเลี้ยงดูและค่ารักษาพยาบาลสูง ความไม่มั่นคงด้านอาชีพ และขาดโอกาสในการพบคู่ชีวิตที่เหมาะสม
ข้อเสนอสำคัญจึงเน้นว่า แทนที่จะเร่งเพิ่มจำนวนเกิดอย่างเดียว ควรสร้าง สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจอย่างอิสระ ของแต่ละคนในการมีหรือไม่มีลูก กล่าวคือ การมีลูกควรเป็นการตัดสินใจที่มาจากความสมัครใจของแต่ละคนหรือแต่ละคู่ชีวิต โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขเศรษฐกิจหรือสังคม
นักประชากรศาสตร์ ยังเตือนว่า ประชากรไทยอาจลดลงครึ่งหนึ่งจากปัจจุบัน 65 ล้านคน เหลือ 30 กว่าล้านคน ภายใน 70 ปี ซึ่งทำให้ การสนับสนุนการเกิดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีบุตร กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนของภาครัฐ (อ่านข้อเสนอการนำเข้าประชากรได้ ที่นี่)
สำหรับ งบประมาณปี 2569 ของประเทศไทยทั้งหมด 3,780,600 ล้านบาท มีรายการช่วยเหลือเด็กเล็กและเด็กวัยเรียนดังนี้
งบฯ สำหรับเด็กเล็ก (0–6 ปี) ประมาณ 3.2 ล้านคน
เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด
เด็กในครอบครัวรายได้น้อย (<100,000 บาท/ปี) ได้รับเงินอุดหนุนเดือนละ 600 บาท เพื่อส่งเสริมพัฒนาการสมวัย จำนวน 2.62 ล้านคน งบประมาณ 16,267.9 ล้านบาทเงินอุดหนุนสงเคราะห์เด็กยากจน
เด็กขาดแคลนหรือเด็กฝากเลี้ยงตามบ้าน อายุไม่เกิน 18–20 ปี ได้รับเงินหรือสิ่งของช่วยเหลือรายครั้ง จำนวน 172,625 คน งบประมาณ 172.6 ล้านบาทเงินอุดหนุนเด็กในครอบครัวอุปถัมภ์
สนับสนุนเดือนละ 2,000 บาท จำนวน 5,500 คน งบประมาณ 132 ล้านบาทกองทุนคุ้มครองเด็ก
จำนวน 4,000 คน งบประมาณ 45 ล้านบาท
งบฯ สำหรับวัยเรียน (7–18 ปี) ประมาณ 9 ล้านคน
จัดการศึกษา 15 ปี ฟรี
ตั้งแต่อนุบาลถึงจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.ปลาย/ปวช.) สนับสนุนค่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์ เครื่องแบบ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จำนวน 10.51 ล้านคน งบประมาณ 90,008.6 ล้านบาทสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียน
ค่าอาหารกลางวัน จำนวน 6.06 ล้านคน งบประมาณ 30,012.9 ล้านบาท
- ค่าอาหารเสริม (นม) จำนวน 6.24 ล้านคน งบประมาณ 12,775.0 ล้านบาท
- ค่าอาหารเสริม (นม) จำนวน 6.24 ล้านคน งบประมาณ 12,775.0 ล้านบาท
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ผู้ขาดแคลนได้รับความช่วยเหลือ ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 1.51 ล้านคน งบประมาณ 7,483.7 ล้านบาทสนับสนุนทุนการศึกษา
ทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 69,325 คน งบประมาณ 7,565.9 ล้านบาท
เพราะชาติหมายถึงการกำเนิด
การสร้างชาติ จึงต้องทำให้ทุกการเกิดมีคุณภาพ
ปัจจุบันนโยบายสังคมของประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัยไม่เพียงพอ โดยที่ผ่านมาเน้นไปที่เด็กวัยเรียนเป็นหลัก ขณะที่วิกฤตทางเศรษฐกิจ และการเงินยิ่งทำให้ความจำเป็นในการสร้างระบบคุ้มครองเด็กปฐมวัยเพิ่มสูงขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครอบครัว ส่งเสริมบทบาทครอบครัวในการดูแลเด็ก และช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของชีวิต
เครือข่าย We Fair ได้เสนอแนวทางรัฐสวัสดิการสำหรับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย
เงินอุดหนุนหญิงตั้งครรภ์ถ้วนหน้าเดือนละ 3,000 บาท
สิทธิลาคลอด 180 วัน พร้อมค่าจ้างเต็ม 100%
เงินอุดหนุนเด็กเล็ก 0 – 6 ปี เดือนละ 600 บาทแบบถ้วนหน้า
การจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพใกล้บ้าน
ทั้งนี้ แม้แทบไม่เห็นว่าในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา จะไม่ได้เสนอแนวทางส่งเสริมอนามัยเจริญพันธุ์หรือมาตรการกระตุ้นการมีบุตร แต่ความจำเป็นของนโยบายเหล่านี้ยังคงชัดเจน
ข้อมูลจากคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ระบุว่า เด็กอายุ 0 – 6 ปี ทั่วประเทศมีประมาณ 3.2 ล้านคน แต่มีเพียง 2.3 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับเงินอุดหนุน ส่วนอีกราว 1 ล้านคนไม่ได้รับสวัสดิการเพราะแม่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม จึงเรียกร้องให้ศูนย์เด็กเล็กของรัฐรับเด็กตั้งแต่ 6 เดือน – 7 ปี และมีกฎหมายกระจายอำนาจเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงอย่างครอบคลุม
ปัญหาอีกด้านคือ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เปิดทำการตามเวลาราชการ 8.00 – 15.00 น. และหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ทำให้แม่ที่ทำงานเต็มเวลาไม่สามารถนำเด็กเข้าเรียนได้เต็มที่ เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบยังไม่สามารถเข้าศูนย์ได้ ภาระการดูแลจึงตกอยู่กับผู้สูงอายุหรือครอบครัวอื่น
ส่วน สิทธิการลาคลอด ผลสำรวจของ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ปี 2567 พบว่า แรงงานหญิงจำนวนมากไม่สามารถใช้สิทธิลาคลอดตามกฎหมายครบกำหนดได้ โดย 78.2% ใช้สิทธิลาคลอด 90 – 98 วัน ขณะที่ 14.5% ลาเพียง 30 – 59 วัน
เหตุผลสำคัญมาจากความกังวลเรื่องรายได้-โอที และการถูกลดโบนัส แรงงานหญิง 59.4% ไม่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาท แต่ 96.6% ได้เงินสงเคราะห์บุตรจากประกันสังคม 800 บาท ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพของเด็กยากจนที่ประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน การพิสูจน์ความจนยังทำให้เด็กใต้เส้นความยากจนถึง 433,245 คน หรือ 30% ของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ได้รับเงิน
ประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ควรปรับปรุงสวัสดิการเด็กและแม่อย่างเร่งด่วน โดย 99.3% เห็นควรเพิ่มค่าคลอดบุตรจาก 15,000 บาทเป็น 30,000 บาท และ 96.5% เห็นควรขยายสิทธิวันลาคลอดจาก 98 วันเป็น 180 วัน อีกทั้ง 93.7% เห็นด้วยให้พ่อมีสิทธิลา 30 วันเพื่อช่วยเลี้ยงลูก การสนับสนุนสิทธิลาคลอดและสวัสดิการที่เอื้อให้แม่ทำงานจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูเต็มที่ สร้างสายใยแม่-ลูก และลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
แก้รัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องเดียวกันกับการผลักดันรัฐสวัสดิการ
ที่ผ่านมาในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของ อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ไม่ปรากฏนโยบายส่งเสริมอนามัยเจริญพันธุ์หรือมาตรการกระตุ้นการเพิ่มฐานประชากร แม้การเข้ามาของรัฐบาลเฉพาะกิจก่อนหน้านี้ มุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่รัฐธรรมนูญถือเป็นรากฐานของระบบสวัสดิการในชาติ กำหนดสิทธิและหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดหาให้ประชาชน เช่น สิทธิแรงงาน, สิทธิการศึกษา, สิทธิเพื่อคนพิการ และสิทธิพลเมือง ในรัฐธรรมนูญปี 2560 หลักประกันสิทธิต่าง ๆ ถูกย้ายจากหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐแทน
หลักการพื้นฐานของรัฐสวัสดิการจึงควรดำเนินอยู่บน หลักสิทธิไม่ใช่หลักสงเคราะห์ เพราะเป็นหน้าที่รัฐ ประชาชนทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจนก็สมควรได้รับสวัสดิการ เพราะทุกคนจ่ายภาษี และหากต้องการรับสิทธิ์ก็สามารถขึ้นทะเบียนได้ การดูแลสวัสดิการเด็ก รวมถึงแม่และหญิงตั้งครรภ์ ถือเป็น จุดเริ่มต้นของระบบสวัสดิการทั้งหมด
เพราะหากระบบสำหรับแม่และเด็กไม่ดี จะสร้างภาระเพิ่มเติมให้พี่น้องแรงงานและผู้สูงอายุ เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่อยู่ในครอบครัวรายได้น้อยหรือกับผู้สูงอายุ ดังนั้นการเรียกร้องสิทธิการเป็นมารดาและการดูแลเด็กจึงสำคัญต่อขบวนการแรงงานและผู้ทำงานโดยรวม
งบประมาณสำหรับเด็กถ้วนหน้าถือว่าใช้เงินน้อยมาก หากเทียบกับรายได้จากภาษีที่รัฐจัดเก็บได้ถึง 3.7 ล้านล้านบาท การให้เงิน 600 บาทต่อเดือน แก่แม่เลี้ยงเดี่ยวหรือครอบครัวยากจนจะช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที และเป็นหนึ่งในแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่การจัดสรรงบประมาณยังไม่สมดุล เช่น กระทรวงกลาโหม ได้รับงบประมาณถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เพียง 20,000 กว่าล้านบาท
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงการรณรงค์เลือกตั้ง และทำรัฐธรรมนูญใหม่ ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการแทรกวาระเรื่อง รัฐสวัสดิการ และใช้พื้นที่ทางการเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง