บริบทใหม่การเมืองไทย!! ประเทศไทยไม่ได้ขาดนักการเมือง แต่ขาด ‘พรรคที่ขายนโยบาย’ มากกว่า ประชาชนเบื่อละครสภาเต็มที ถึงเวลาที่ต้อง “แข่งนโยบาย” ไม่ใช่ “แข่งเกม”
THE STATES TIMES
อัพเดต 19 ธ.ค. 2568 เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • THE STATES TIMES TEAMประเทศไทยไม่ได้ขาดนักการเมือง—เราขาด ‘พรรคที่ขายนโยบาย’ มากกว่าเล่นการเมือง
การยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 และการเลือกตั้งใหม่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ประเทศกลับเข้าสู่ “โหมดหาเสียง” อีกครั้ง แต่คำถามใหญ่ของประชาชนไม่ใช่ “ใครจะได้เป็นรัฐบาล” — คือ “แล้วชีวิตฉันจะดีขึ้นจริงเมื่อไหร่?”
และโพลก็ฟ้องสังคมชัดกว่าคำปราศรัย
นิด้าโพลช่วงต้น ธ.ค. 2568 ถามตรงๆ ว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” คำตอบอันดับหนึ่งคือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60% นี่ไม่ใช่ความเฉย แต่มันคือความไม่เชื่อว่าการเมืองจะส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ถ้าพรรคการเมืองยังมองการเลือกตั้งเป็น “เวทีต่อรองอำนาจ” มากกว่า “เวทีเสนอคำตอบประเทศ” ตัวเลขแบบนี้จะไม่ลดลง — มันจะเพิ่มขึ้น
ปัญหาไม่ใช่ประชาชน “เลือกไม่เป็น” แต่คือพรรคการเมือง “ขายไม่เป็น”
ขายไม่เป็นในที่นี้หมายถึงขาย “นโยบายที่ทำได้จริง” ไม่ใช่ขาย “ความหวังแบบไม่บอกต้นทุน” และไม่ใช่ขาย “ความกลัว” เพื่อดึงคะแนน
คนไทยอยากได้ผู้นำแบบไหน? โพลบอกชัด: ไม่เล่นเกม และต้องซื่อสัตย์
สวนดุสิตโพลสะท้อนว่า คุณสมบัติที่ประชาชนให้ค่าน้ำหนักสูงคือ “มีอุดมการณ์ก้าวหน้า/มีวิสัยทัศน์/กล้าทำสิ่งใหม่” พร้อมกับ “ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง” และ “ไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์สุจริต”
แปลเป็นภาษาง่ายๆ: ประชาชนไม่ได้ขอ “คนพูดเพราะ” แต่ขอ “คนทำจริง” และ “ไม่ลากประเทศไปวนลูปดีลเดิมๆ”
ดังนั้น โค้งสุดท้ายก่อนสมัครและหาเสียง พรรคการเมืองควรเปลี่ยนวิธีเล่นเกม 5 ข้อ (ถ้ายังอยากชนะด้วยเหตุผล ไม่ใช่ชนะเพราะอีกฝ่ายพลาด)
1) เลิกสโลแกนลอย ๆ แล้วโชว์ “นโยบายแบบใบเสร็จ”
ทุกนโยบายต้องตอบ 4 คำถาม: ทำอะไร? ทำเมื่อไหร่? ใช้งบเท่าไหร่? ใครรับผิดชอบถ้าทำไม่ได้?
พรรคไหนตอบไม่ได้ = พรรคไหนกำลังขายฝัน ไม่ได้ขายนโยบาย
2) ประกาศ KPI ต่อหน้าประชาชนให้ตรวจได้
ไม่ใช่ “จะทำให้ดีขึ้น” แต่ต้องเป็นตัวเลขและเส้นตาย เช่น ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนกี่ % ใน 12 เดือน, ลดคิวโรงพยาบาลกี่วัน, ลดใบอนุญาตจากกี่วันเหลือกี่วัน เพราะประชาชนเบื่อการเมืองที่ไม่มีมาตรวัด
3) หยุดใช้ความมั่นคงเป็นผ้าคลุมทุกปัญหา
ความมั่นคงสำคัญ แต่ถ้าทุกเรื่องถูกทำให้เป็น “ภัย” เพื่อหลบคำถามปากท้อง สุดท้ายประเทศจะไม่เหลือทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ
ชาตินิยมที่ดีต้องพาประเทศอยู่ดีมีงานทำ ไม่ใช่พาประเทศทะเลาะกันเก่งขึ้น
4) เลิกสื่อสารแบบ “เกลียดอีกฝ่าย” แล้วหันมาสื่อสารแบบ “แก้ปัญหานี้อย่างไร”
การเมืองที่ชนะด้วยความเกลียด จะบริหารด้วยความเกลียดต่อไป และสุดท้ายคนที่เจ็บคือประชาชน
5) ตอบให้ชัดเรื่อง “รัฐบาลผสม” ตั้งแต่วันนี้
ในระบบที่ไม่มีใครกินรวบ พรรคต้องบอกประชาชนตรงๆ ว่าจะจับมือกับใคร “ภายใต้เงื่อนไขนโยบายอะไร”
เลิกทำให้ประชาชนรู้ทีหลังว่าคะแนนของเขาถูกเอาไปแลกอะไร
แล้วประชาชนต้องทำอะไร? เพราะประชาชนคือกรรมการ ไม่ใช่คนดู
ถ้าคนไทยอยากให้พรรคขายนโยบายจริง ประชาชนต้องหยุดเป็น “ผู้บริโภคคอนเทนต์การเมือง” แล้วเป็น “ผู้ตรวจการบ้าน” ให้เป็น
- ถามคำถามเดียวกันกับทุกพรรค: ทำอะไร? ทำเมื่อไหร่? ใช้งบเท่าไหร่? ใครรับผิดชอบ?
- อย่าปล่อยให้ดีเบตกลายเป็นเวทีดราม่า ให้เรียกร้องดีเบตแบบเทียบตัวเลข เทียบแผน เทียบความเสี่ยง
- อย่าแชร์คลิปตัดเพื่อความสะใจ จนกลบสาระที่ประเทศต้องตัดสินใจ
ประเทศไทยไม่ได้ต้องการ “นักการเมืองที่ชนะเกม” แต่ต้องการ “พรรคการเมืองที่ชนะปัญหา” ถ้าโค้งสุดท้ายนี้ทุกพรรคยังเอาเวลาไปเล่นการเมืองมากกว่าขายนโยบาย—ก็อย่าแปลกใจที่คนจำนวนมากจะตอบเหมือนเดิมว่า “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” เพราะพวกเขาไม่ได้เห็นอนาคตที่จับต้องได้จากใครเลย
แหล่งข้อมูล:
- Reuters: กกต.กำหนดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 และกติกาเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯได้ไม่เกิน 3 คน
- AP: รายงานยุบสภา 12 ธ.ค. 2568 และฉากหลังทางการเมือง
- NIDA Poll: กลุ่ม “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60%
- สวนดุสิตโพล: คุณสมบัติผู้นำ “ก้าวหน้า/ไม่เล่นเกม/ไม่โกงไม่เทา”