โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สินค้า 6 กลุ่ม เตรียมขึ้นราคา! หลัง 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยออกมาส่งสัญญาณเตือนขยับราคา

sanook.com

เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 10.24 น. • Sanook
สินค้า 6 กลุ่มเสี่ยงขึ้นราคา หลัง 5 บริษัทยักษ์ใหญ่เตือนผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนน้ำมัน ค่าขนส่ง และบรรจุภัณฑ์พุ่ง กระทบค่าครองชีพคนไทยใน 1 ถึง 3 เดือนข้างหน้า

คนไทยเตรียมรับมือ สินค้า 6 กลุ่มจ่อขึ้นราคา หลัง 5 บริษัทยักษ์ใหญ่เตือนผลกระทบสงคราม

รายงานข่าวจากเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจและฐานเศรษฐกิจระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งในเรื่องของต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมัน ค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น และปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคในไทยมีแนวโน้มที่จะต้องปรับราคาขึ้นในเร็วๆ นี้

ล่าสุด 5 บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าทั่วประเทศว่า สต็อกสินค้าราคาเดิมอาจมีถึงแค่ช่วงเดือนเมษายน 2569 เท่านั้น และอาจมีความจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป

5 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ส่งสัญญาณเตือน

  • บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด: เผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบ ทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกผลิตไม่ทัน และอาจเกิดภาวะขาดส่งสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป
  • บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด: ได้รับผลกระทบด้านเส้นทางขนส่งทั้งทางเรือและทางอากาศ หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ราคาสินค้าอาจต้องปรับตัวขึ้นในอนาคต
  • บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด: เผชิญต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งจากค่าวัตถุดิบและค่าขนส่ง โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายน 2569
  • บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน): ต้นทุนการผลิต บรรจุภัณฑ์ และการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด ทำให้กำลังการผลิตมีข้อจำกัด ปริมาณสินค้าพร้อมจำหน่ายอาจลดลงและเกิดการจัดส่งล่าช้า
  • บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC: เผชิญความเสี่ยงเรื่องปริมาณวัตถุดิบที่จำกัดและค่าขนส่งที่แพงขึ้น ซึ่งกระทบต่อสินค้าทุกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งของใช้ในบ้าน ของใช้ส่วนบุคคล และอาหาร

6 กลุ่มสินค้าใกล้ตัวที่มีความเสี่ยงปรับราคาขึ้น

ข้อมูลจากการประเมินของกรมการค้าภายใน และการสำรวจของสภาผู้บริโภค ระบุว่า มี 6 กลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งเตรียมจ่อปรับขึ้นราคาในอนาคต ได้แก่

  • กลุ่มอาหารสด (ไข่ไก่ เนื้อหมู เนื้อไก่): กระบวนการเลี้ยงต้องใช้พลังงานสูง และมีต้นทุนค่าขนส่งรายวันจากฟาร์มไปยังตลาดที่เพิ่มขึ้น
  • กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก (ข้าว ปาล์มน้ำมัน ผลไม้): ต้นทุนการเพาะปลูกสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมีและราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงค่าขนส่งผลผลิต
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (กระดาษทิชชู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน): วัตถุดิบส่วนหนึ่งมาจากปิโตรเคมีและพลาสติกบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีต้นทุนปรับเปลี่ยนตามราคาน้ำมัน
  • กลุ่มอาหารกระป๋อง: ได้รับผลกระทบจากต้นทุนกระป๋องโลหะและค่าขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น
  • กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติก (น้ำดื่ม นมบรรจุขวด น้ำมันพืช): ต้นทุนขวดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี): กระบวนการผลิตต้องใช้พลังงานมหาศาล และเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมาก ทำให้ต้นทุนการขนส่งขยับขึ้นอย่างชัดเจน

ภาครัฐขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้า

รายงานจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ในขณะนี้ทางภาครัฐยังคงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ตรึงราคาสินค้าไว้ในราคาเดิม เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สำหรับสินค้าควบคุมในหมวดที่จำเป็น เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ปุ๋ยเคมี และอาหารสัตว์ จะไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้หากไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดได้รับอนุญาตให้ปรับราคาขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางสภาผู้บริโภคได้ออกมาเตือนว่า หากสถานการณ์พลังงานยังคงผันผวนอย่างรุนแรง ผลกระทบต่อราคาสินค้าอาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพได้ และประชาชนอาจได้เห็นภาพรวมการขึ้นราคาที่ชัดเจนขึ้นภายในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้านี้

แหล่งอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...