โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรุงเทพฯ เมืองคนสร้าง ชวนคุยกับ ‘Bangkok City Lab’ หนึ่งในผู้ร่วมด้วยช่วยสร้าง กทม. ให้สมาร์ต

นิตยสารคิด

อัพเดต 28 ก.พ. 2568 เวลา 02.59 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2568 เวลา 02.59 น.
bangkok-city-lab-cover

ใคร ๆ ก็บอกว่า ‘กรุงเทพฯ เมืองเทพสร้าง’ แต่เมืองเทพสร้างจะดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างไร หากปราศจากกำลัง ‘คน’ ที่อยู่เบื้องหลังร่วมด้วยช่วยสร้างเมือง ผ่านการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะมาเป็นบริการสาธารณะใหม่ ๆ ให้กรุงเทพฯ สมาร์ตกว่าที่เคย เพื่อให้คนกรุงได้อยู่ในเมืองที่ ‘น่าอยู่’ และ ‘อยู่ง่าย’ ผ่านไอเดียใหม่ ๆ ที่ ‘Bangkok City Lab’ ร่วมพัฒนากับทาง กทม.

แล้ว ‘เมืองที่น่าอยู่คืออะไร? และ ‘ทำไมเมืองต้องมีแล็บ?’ คำถามเหล่านี้ ผศ.ดร. ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์การทดลองเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Lab) จะเป็นผู้ให้คำตอบ

ผศ.ดร. ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์การทดลองเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Lab)

City Lab คืออะไร? ทำไมเมืองต้องมีแล็บ?
จริง ๆ City Lab มีมาเกือบสิบปีแล้ว เกิดจากการที่เมืองต้องเผชิญความท้าทายหลาย ๆ เรื่อง และเรายังไม่รู้ว่าคำตอบของการจัดการเมืองเป็นคำตอบที่ใช่หรือไม่ หากมองในเชิงนโยบาย เช่น จำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มมากขึ้น ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงมากขึ้น หรือการเปลี่ยนพลวัตของชาวเมือง เช่น การมีคนต่างชาติเพิ่มเข้ามาในพื้นที่ ทำให้เกิดพหุวัฒนธรรม การที่พลวัตในเมืองเปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องเปลี่ยนการจัดการเมืองด้วยเช่นกัน หากเรายังทำแบบเดิม เป็นไปได้ว่าเราต้องใช้งบประมาณที่มากขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาที่จะเพิ่มขึ้นมาในอนาคตตามไปด้วย

City Lab จึงได้เกิดขึ้นในระดับโลก เพื่อหาองค์ความรู้ใหม่ที่จะใช้เป็นอาวุธตอบโต้กับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น ในบางประเทศ City Lab ไม่ได้เป็นองค์กรรัฐ บางทีอาจจะเป็น NGOs ที่ทำงานร่วมกับรัฐ ขึ้นอยู่กับระบบการบริหารราชการและการกระจายอำนาจของแต่ละเมือง โดยแต่ละเมืองแต่ละประเทศก็มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาบริการสาธารณะหรือพัฒนาเมืองแตกต่างกันไป จึงเกิดการทดลองในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้น เช่น ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่เปลี่ยนไป มีคนที่ออกมาใช้ชีวิตตอนกลางคืนมากขึ้น แต่ห้องสมุดปิดตอนกลางคืน ก็เลยมีการทดลองทำห้องสมุดสาธารณะที่เปิดถึงตีสอง เพราะหากไม่มีระบบของรัฐที่เข้ามาช่วยตรงนี้ ก็จะกลายว่าจะมีคนตกจากระบบ และคนกลุ่มนี้ก็จะเข้าไม่ถึงบริการของรัฐได้เท่าเทียมกับคนอื่น ๆ นั่นจึงเป็นที่มาของการทำ City Lab ที่จะคิดริเริ่มและทดลองให้เกิดบริการบางอย่างเพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะทุก ๆ เมืองต่างก็มี Pain Points (จุดที่มีปัญหา) เป็นของตัวเอง

บางปัญหา การที่จะรอให้ทางราชการเข้ามาแก้ อาจจะเป็นไปได้ยาก ทาง City Lab ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญในการคิดวิธีแก้ปัญหา หาทางเลือกบริการสาธารณะใหม่ ๆ หรือปรับปรุงของที่มีอยู่ให้ดีกว่าเดิม

สำหรับกรุงเทพฯ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากทม. ก็ให้ความสนใจกับความท้าทายนี้ จึงสนับสนุนให้ทางมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชจัดตั้ง Bangkok City Lab ขึ้นมา โดยการทำงานของ Bangkok City Lab หลัก ๆ จะมีอยู่สามเรื่อง แบ่งเป็นสามแล็บ

  • Civic Design Lab
    มีหน้าที่หลักคือการคิดทดลองสร้างสรรค์บริการสาธารณะใหม่ ๆ และปรับปรุงบริการที่มีอยู่แล้วให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น
  • Social Catalyst Lab
    มีภารกิจในการสร้างความร่วมใจ (Empathy) เชื่อมประสานกับเอกชน ภาควิชาการ ประชาสังคม ในการทำบางเรื่อง เพื่อร่วมเป็นเจ้าของประเด็นพัฒนา โดยใช้กลไกและการทดลองเชิงสังคม เพื่อให้เกิดบทสนทนาที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการสร้างสรรค์การเรียนรู้ทางสังคมใหม่ จนเกิดเป็นวาระการพัฒนาร่วม (New Mutual Agenda) เช่น การคลี่คลายกติกาการใช้ทางเท้าเพื่อแก้ปัญหาคนไร้บ้าน หรือการอยู่ร่วมกันของคนกับสัตว์ในเมือง เป็นต้น
  • Place Solution Lab
    มีภารกิจในการสร้างสรรค์และแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ที่มีมิติทับซ้อน และเชื่อมโยงประเด็นการพัฒนาเข้าด้วยกัน เช่นการพัฒนาพื้นที่ย่านหนึ่งให้มีพื้นที่สาธารณะในชุมชน หรือการสร้างโอกาสและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่เชิงท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กัน

บางปัญหา การที่จะรอให้ทางราชการเข้ามาแก้ อาจจะเป็นไปได้ยาก ทาง City Lab ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญในการคิดวิธีแก้ปัญหา หาทางเลือกบริการสาธารณะใหม่ ๆ หรือปรับปรุงของที่มีอยู่ให้ดีกว่าเดิม อย่างเช่นโครงการที่เรากำลังทำเรื่องป้ายรถเมล์ ถ้าเป็นโมเดลสมัยก่อนเมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมา กทม. ใช้วิธีให้สัมปทานเอกชนสร้างให้ รัฐก็ไม่ต้องลงทุน เช่น ไม่จำเป็นต้องจ่ายงบประมาณ 300 ล้านในการทำศาลารอรถเมล์ แต่ให้เอกชนเป็นคนจ่ายแทนแลกกับการที่เขาจะได้พื้นที่โฆษณา ประชาชนก็ได้ศาลาในการใช้ประโยชน์ นั่งหลบฝน หลบร้อนได้ แต่ข้อจำกัดของเอกชนก็คือ “เขาจะทำในสิ่งที่คนเห็น” เช่น ถ้าตั้งไกล ๆ นอกเมือง หรือพื้นที่ที่มีรถผ่านน้อย เขาก็จะไม่ทำให้ และเขาก็จะทำไซส์ใหญ่ไซส์เดียว เพราะโฆษณาได้เยอะ ไซส์เล็กก็สร้างไม่คุ้ม เช่น ตรอกจันทร์ก็จะไม่มีป้ายแบบนี้ มีแต่ป้ายรถเมล์เปียก ถ้าคนรอเยอะหน่อยก็จะต้องเอาเต็นท์ผ้าใบไปวางให้ อันนี้คือทำเพิ่มนะ

เราก็เลยมีทางเลือกให้กับทาง กทม. เป็นป้ายไซส์เล็ก ที่รัฐลงทุนเองและไม่ต้องมีพื้นที่โฆษณา และสามารถนำไปวางในพื้นที่ที่หลากหลายมากขึ้นได้ เพราะบางพื้นที่ที่อยู่ในย่านชุมชน อาจจะเป็นตึกแถวที่คนในชุมชนไม่ยอมให้วางป้ายรถเมล์ขนาดใหญ่บังหน้าร้าน การมีป้ายขนาดเล็กเป็นเสาต้นเดียวก็จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้

โปรเจ็กต์ส่วนใหญ่ที่เราได้ทำคือโจทย์ที่ทาง กทม. ให้มา เขาก็จะมีการพูดถึงปัญหาขึ้นมาก่อน ว่าอยากให้เราแก้อะไรบ้าง เช่น วินมอเตอร์ไซค์ที่มักจะจอดขวางกินเลนบนท้องถนน หรือจอดบนทางเท้า เราก็พัฒนาเป็นโปรเจ็กต์ป้ายจุดรอวิน สำหรับเรียกวินมอเตอร์ไซต์ขึ้นมา เพื่อที่วินมอเตอร์ไซค์จะได้ไม่ต้องจอดรอลูกค้าบนทางเท้า แต่เมื่อลูกค้าเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันหรือเสาสัญญาณที่ติดตั้งไว้แล้ว ก็จะส่งสัญญาณถึงวินมอเตอร์ไซต์ในพื้นที่นั้นให้เข้ามารับลูกค้าแทน

Bangkok City Lab ในอนาคต
นอกจากทั้งสามแล็บที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้ ยังมีอีกแล็บหนึ่งที่เราพยายามจะให้มี เป็น 3+1 ก็คือ Future Lab (แล็บแห่งอนาคต) ที่มีความเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของเมืองในอนาคต เพราะงานแรก ๆ ของ City Lab เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราเห็น ปัญหาระยะสั้น หรือปัญหาที่อยู่ตรงหน้า เป็นการแก้ปัญหาตามอาการ เพราะเมืองมันมีปัญหาตลอด เราจึงต้องแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าไปก่อน แต่ปัญหาอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าที่กำลังจะมาถึงล่ะ เราก็ควรคิดหาทางป้องกันหรือแก้ปัญหาเตรียมไว้เหมือนกัน เราเรียกว่า Future Curiosity Lab ก็คือความสงสัยใคร่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง นี่คือ 3+1 คือเป็นอีกแล็บหนึ่งที่เราคิดว่าในปีที่ 2 ของ Bangkok City Lab เราจะมีเนื้อหาหรือน้ำหนักในเรื่องการพยากรณ์ การสร้างความเป็นไปได้ หรือว่าการมองตัวแปรจากอนาคต เพื่อหาข้อสรุปว่าควรจะทำอะไรกับเมือง

ใน Future Curiosity Lab เราเน้นอยู่สามเรื่อง คือเรื่องของ Future Labour เราสนใจว่าแรงงานในอนาคตจะเป็นยังไง แน่นอนว่าต้องมีคนรุ่นใหม่ที่ทำงานสามงานในเวลาเดียวกัน ซึ่งต่างจากคนเจเนอเรชันก่อน ๆ ที่หนึ่งคนมีหนึ่งงาน มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เกษียณตอนอายุหกสิบ ตอนนี้อาจจะเปลี่ยนไปแล้ว และเรายังมีแรงงานข้ามชาติ ความท้าทายจาก AI จึงมีความน่าสนใจว่าเมืองที่เราอยู่ มีอะไรที่เป็นอุปสรรคอยู่บ้าง และมนุษย์จะพัฒนาศักยภาพยังไงในยุคที่มี AI และความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงเรื่องการเรียนรู้ และเรื่อง Aging (ความชรา) ที่น่าสนใจว่าเราจะพัฒนาการเรียนรู้ยังไงในอนาคต จะมีเครื่องมือการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับเจเนอเรชันใหม่ การเอาคนไปนั่งในห้องเรียน 8 ชั่วโมงทุกวัน มันสร้างการเรียนรู้ที่ยังจำเป็นได้แค่ไหนในอนาคต ซึ่งนี่ไม่ใช่โจทย์จากทาง กทม. แต่เรารู้สึกว่าเป็นโจทย์ที่น่าสนใจ เพราะเป็น Coming Scenario (สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต) ที่สุดท้ายเราจะต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เมืองเป็นสภาพแวดล้อมที่รองรับสิ่งเหล่านี้ได้

ความท้าทายของ Bangkok City Lab
ระบบราชการไทยที่มีความยุ่งยาก ต้องประสานกับหลายหน่วยงาน เราเรียกสิ่งนี้ว่า “ปัญหาแรงโน้มถ่วง” คือสิ่งที่เราแก้ไม่ได้ เพราะมันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เช่น ถ้าจะจัดการพื้นที่สักพื้นที่หนึ่ง ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับถนนก็ต้องถามตำรวจก่อน เพราะกฎหมายที่ดูเรื่องจราจรอยู่ที่ตำรวจ แต่ถ้าเป็นทางเท้าก็ต้องประสานกับ กทม. แต่ถ้าเป็นเสาไฟฟ้าต้องประสานการไฟฟ้าฯ ถ้าเป็นท่อประปาก็ต้องติดต่อการประปาฯ หมายถึงว่า ถ้าคุณจะทำเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่ง คุณต้องเอาทุกหน่วยงานมาคุยกันในการทำสี่แยกอันเดียว ถ้าคุณมีพันสี่แยก คุณก็ต้องคุยพันรอบ ซึ่งไม่ได้แปลว่าหนึ่งที่เขาโอเคแล้วอีกที่หนึ่งต้องโอเคตาม อันนี้ก็เป็นอุปสรรค จนบางเรื่องอาจจะต้องเปลี่ยนโจทย์ไปเลย เราไม่แก้ด้วยกายภาพแล้ว มาทำเป็นออนไลน์แทน ซึ่งมันก็เป็นการเสียโอกาส จริง ๆ เราควรจะทำได้สองอย่างพร้อมกัน แต่กลายเป็นว่าเราทำได้อย่างเดียว ก็เรียกว่าข้อจำกัดนี้ทำให้เราสร้างทางเลือกได้น้อยลง

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล City Lab ก็ต้องการข้อมูลที่มากพอเหมือนกันในการทำการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เมืองที่ค่อนข้างใหม่ก็จะมีข้อมูลที่กระจัดกระจายและไม่เป็นจริงอยู่เยอะ ซึ่งการจัดการมันต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องอยู่ประมาณหนึ่ง เพื่อให้เราตรวจสอบสิ่งที่เราทำต้นแบบได้ยาก ถ้าเราได้ข้อมูลมาคำนวณผิด ต้นแบบของเราก็จะผิดไปด้วย จึงเป็นการเพิ่มเวลาในการลองผิดลองถูก เพราะว่าข้อมูลมันไม่ถูกแต่ต้น

ผมคิดว่าแต่ละคนมีภาพของเมืองที่น่าอยู่ในความคิดของตัวเองแตกต่างกันไป และ City Lab คงไม่ได้บอกว่าเมืองที่น่าอยู่คือแบบไหน แต่จะบอกว่าในร้อยแปดความคิดเกี่ยวกับเมืองที่ต่างกันไป เขาจะมีโอกาสเลือกสภาพแวดล้อมของเมืองนั้น ๆ แบบไหนได้บ้าง

โครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ของ Bangkok City Lab
อย่างแรกเป็นเรื่องของการจัดการสาธารณสุข เพราะการรักษาผู้ป่วยคนหนึ่งใช้งบประมาณมากกว่าการป้องกันปัญหาสุขภาพ เราจึงพยายามจะทำเรื่องป้องกัน โดย กทม. มีสิ่งที่เรียกว่าอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ที่กระจายอยู่ตามชุมชน ทำหน้าที่คล้ายกับคนที่ช่วยป้องกันโรคในชุมชน เช่น ให้ความรู้เรื่องยุงลาย เรื่องอาหาร การวัดไข้ ฯลฯ ช่วยป้องกันไม่ให้คนป่วยตั้งแต่แรก แต่คนกลุ่มนี้ก็ชราลงเรื่อย ๆ ซึ่งก็เป็นพลวัตของเมือง คนมีลูกน้อยลง และคนก็ไม่อยากจะมาเป็นอาสาสมัครกันแล้ว คนกลุ่มนี้กำลังจะหายไปจากการบริการสาธารณสุขชุมชน ซึ่งในอนาคตถ้าสังคมขาดการเข้าถึงบริการสุขภาพมูลฐาน ก็จะทำให้คนเข้าสู่โรงพยาบาลมากขึ้น และแน่นอนว่าการรักษานั้นแพงกว่าการป้องกัน ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ทุกคนต้องร่วมจ่าย เพราะเราใช้กองทุนสปสช.ที่มาจากภาษี พอเราต้องจัดสรรปันส่วนภาษีไปในเรื่องสาธารณสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็แปลว่าเราทำเรื่องอื่นได้น้อยลง เช่น การศึกษา ซึ่งจะเป็นการเสียโอกาสไปอีกอย่างหนึ่งทั้งประเทศ

ตอนนี้เราเลยพยายามจะหาบริการใหม่ที่ทำหน้าที่เหมือน อสส. แต่ไม่ต้องใช้ อสส. ซึ่งยังอยู่ในช่วงการพัฒนาอยู่ อาจจะเป็นแอปฯ หรือตู้อะไรสักอย่างหนึ่ง หรือเป็นระบบบางอย่างที่สามารถเข้าถึงและกระตุ้นให้คนดูแลสุขภาพมากขึ้น หรือเป็นระบบที่อำนวยความสะดวกให้ อสส. ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริการกลุ่มประชากรได้กว้างขึ้นโดยใช้คนน้อยลง

อย่างที่สองเป็นการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้กลุ่มเปราะบางใน กทม. กลุ่มแรกคือ “คนจนเมือง” ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง โดย กทม. จะเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในการจัดหาที่อยู่อาศัยให้พวกเขาร่วมกันกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่ดูแลอยู่แล้ว ผมยกตัวอย่างเช่น เรามีคนที่ไม่มีบ้านอยู่ แต่เรามีบ้านว่างเต็มเลย เพราะคนเหล่านี้ไม่มีกำลังซื้อที่มากพอสำหรับที่อยู่อาศัย หรือกลุ่มคนจบใหม่ที่ต้องยอมอาศัยอยู่ในที่ไกล ๆ จากที่ทำงาน แล้วเสียเวลากับค่าเดินทางที่แพงขึ้น เราก็กำลังหาทางอยู่ว่าจะทำยังไงให้พื้นที่หรือบ้านว่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกใช้ประโยชน์โดยผู้ที่มีความต้องการ

อีกอย่างหนึ่งคือ “โครงการสวน 15 นาที” เป็นโครงการของทางผู้ว่าฯ คือการทำให้เกิดสวนขนาดเล็กไม่เกิน 3 ไร่ หรือ Pocket Park อาจจะไม่ใช่สวนสีเขียวอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่คนมาใช้ประโยชน์หรือทำกิจกรรมได้ โดยใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 15 นาที เช่น ขี่จักรยาน 1 กม. ก็ถึงภายใน 15 นาที ปัญหาคือถ้าทำในพื้นที่ของรัฐส่วนใหญ่คนก็ไม่อยากไป เพราะห่างไกล แต่เราอาจจะแก้ปัญหาโดยการร่วมมือกับภาคเอกชนที่เขามีพื้นที่ว่างเปล่าที่ต้องเสียภาษีที่ดินทุกปี หากเราขอความร่วมมือจากเขาโดยขอใช้พื้นที่ของเขา แลกกับการที่เขาไม่ต้องเสียภาษี ก็อาจจะมีพื้นที่สำหรับทำพื้นที่สาธารณะมากขึ้น และคนก็จะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

บทบาทของ Bangkok Design Week กับการพัฒนาเมือง
ผมว่าอย่างแรกเลยคือช่วยเรื่องเศรษฐกิจ เพราะดีไซน์วีคเป็นงานเทศกาล ทำให้มีการเดินทางของคนมากขึ้น แต่ในแง่ของผลผลิตที่เป็นไอเดีย เนื่องจากว่างานดีไซน์วีคเป็นไอเดียที่อาจมีตัวแปรไม่ครอบคลุม ทำให้อาจนำไปทำจริงได้ยาก เพราะว่าไม่ได้มีโจทย์ชัดว่าจะพัฒนาเรื่องอะไร และดีไซเนอร์อาจไม่ได้มีข้อมูลเพียงพอในการออกแบบ ทำให้มีส่วนน้อยมากที่จะนำไปสู่การทำจริงในพื้นที่ต่าง ๆ ของกทม.ได้ แต่ดีไซน์วีคมีบทบาทในแง่การนำเสนอแนวคิดที่เน้นให้เกิดแรงบันดาลใจ และ กทม. ยังไม่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์ไอเดียเหล่านี้ สมมติว่าเรามีงานจากดีไซน์วีคทั้งหมด 150 ชิ้น กทม. ก็ไม่รู้ว่าจะเอาชิ้นไหนไปต่อยอดต่อ เพราะยังไม่มีใครสังเคราะห์และต่อยอดอย่างชัดเจน บางส่วนอาจจะเป็นเพราะมันเป็นคอนเซ็ปต์มาก ๆ และเป็นรายละเอียดที่มีงานให้ต้องทำต่อเยอะ จนเราไม่มีทรัพยากรพอที่จะมาต่อยอด

แม้ว่าหลาย ๆ ไอเดียจะเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อเราไม่มีข้อมูลมากพอ ก็อาจจะนำไปใช้จริงไม่ได้ เช่นบางอย่างเราไม่รู้ว่าอันนี้ผิดกฎหมาย ถ้าเอามาตั้งตรงนี้แล้วใครจะเป็นคนดูแลนับจากนี้ เพราะในระหว่างเทศกาลฯ ก็อาจะอยู่ได้สองสามอาทิตย์ แต่ถ้าเป็นงานของรัฐหรือของท้องถิ่น มันต้องอยู่เป็นปี ๆ แล้วใครจะดูแล ผมเลยมองว่างานดีไซน์วีคเป็นการเสริมมิติของการเรียนรู้ และเน้นให้คนออกมา พร้อม ๆ กับการจุดประกายแรงบันดาลใจ

หมุดหมายต่อไปของ Bangkok City Lab
ในระยะสั้น เราอยากได้ความร่วมมือจากภาคเอกชนหรือประชาสังคมให้มากกว่านี้ เพราะบางงานเป็นงานที่หน่วยงานภาครัฐทำอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่ครอบคลุม ถ้าได้ความร่วมมือ ก็จะทำให้งานครอบคลุมมากขึ้น

ส่วนระยะกลาง เราคิดว่าอยากจะมี Intelligent Unit ที่ทำหน้าที่คาดการณ์และมองหาความเป็นไปได้ของเมืองหลาย ๆ แบบ เป็นคล้าย ๆ กับการแนะนำนโยบายให้กับทางผู้บริหารเมือง

ส่วนระยะยาว บอกตามตรงว่าผมไม่มีภาพเลย ผมคิดว่า 5 ปีคือไกลสุดแล้วที่มอง คือการมีโครงสร้างพื้นฐานในการดูแลเมือง เช่น การรวมข้อมูลหรือระบบในการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่น ๆ ได้มากขึ้น

นิยามของ “เมืองที่น่าอยู่”
ผมคิดว่าแต่ละคนมีภาพของเมืองที่น่าอยู่ในความคิดของตัวเองแตกต่างกันไป และ City Lab คงไม่ได้บอกว่าเมืองที่น่าอยู่คือแบบไหน แต่จะบอกว่าในร้อยแปดความคิดเกี่ยวกับเมืองที่ต่างกันไป เขาจะมีโอกาสเลือกสภาพแวดล้อมของเมืองนั้น ๆ แบบไหนได้บ้าง

ผมคิดว่าเมืองมันเป็นเส้นเรื่อง เช่น ถ้าผมเป็นคนที่ชอบออกกำลังกาย เส้นเรื่องของผมคืออยากจะมีสุขภาพดี อยากออกกำลังกาย อาจจะอยากปีนหน้าผาในเมืองได้ หรือบางคนที่ใช้ชีวิตตอนกลางคืนอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือเส้นเรื่องของชาวเมืองแต่ละคนจะถูกเติมเต็มในเมืองได้อย่างไร ผมคิดว่าเมืองที่ดีคือเมืองที่ให้โอกาสสำหรับเส้นเรื่องหลาย ๆ แบบให้เดินต่อไปได้ กทม. หรือผู้ให้บริการแก่เมืองก็ต้องจัดระบบที่สร้างสังคมของเส้นเรื่องเหล่านี้ให้คนได้เติบโต

ถ้าจะถามว่า ‘เมืองที่น่าอยู่’ คืออะไร สำหรับผม มันคือเมืองที่สนับสนุนให้คนได้เติบโตในสิ่งที่เขาเลือก และหน้าที่ของเราก็คือการสร้างทางเลือก ให้คนได้ออกแบบเส้นเรื่องในแบบของตนเองได้มากกว่านี้

ภาพ : จิรายุ เสรีภัทรกุล

เรื่อง : ชลธิชา แสงสีดา

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

สัมผัสไวน์ให้ลึกซึ้งผ่าน Master of Wine

เดลินิวส์

ไฉน “หลิวปัง” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้นำแบบ “ร่วมทุกข์ได้ ร่วมสุขไม่ได้”

ศิลปวัฒนธรรม

สมเด็จพระพันวัสสา ทรงมีพระนามมาก ถึงกับรับสั่งว่า “จนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้”

ศิลปวัฒนธรรม

เหตุใด จอมพล ป. หนุนการสร้าง “พระบรมรูปรัชกาลที่ 6” ที่สวนลุมพินี?

ศิลปวัฒนธรรม

เออิอีดอู๊ด! เสียงไก่ขัน มีหลายแบบ? สำรวจเสียงไก่ในชาติต่างๆ โดย เสฐียรโกเศศ

ศิลปวัฒนธรรม

กำเนิด “ลูกชุบ” สมัยอยุธยา ต้นตำรับใช้อัลมอนด์ ไม่ใช่ถั่วเขียว!

ศิลปวัฒนธรรม
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...