โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยอดนักฟุตบอลที่ถูกลืม จากวีรบุรุษ สู่ผู้ทรยศ หรือแค่เหยื่อของสงคราม

The Momentum

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

1

“ถ้าไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟุตบอลโลกคงถูกจัดในปี 1942 และเราจะต้องรู้จักเขาแทนเปเล่แน่นอน”

ณ สุสานในเมืองคาร์ลส์รูเออ (Karlsruhe) ประเทศเยอรมนี มีหลุมศพแห่งหนึ่งฝังร่างซึ่งถูกลืมมานานหลายปี คนทั้งประเทศไม่รู้จัก ขณะที่แผ่นดินซึ่งเขาโตมา ก็ไม่รู้จะยกย่อง ด่าทอ หรือประณามดี

หลุมดังกล่าว มีเจ้าของชื่อ แอร์นสต์ วิลิมอฟสกี (Ernst Wilimowski) เขาเสียชีวิตในปี 1997 ด้วยวัย 81 ปี คนในเมืองจะคลับคล้ายคลับคลาว่า ชายคนนี้มักจะมาเตะฟุตบอลเล่น หาเลี้ยงชีพกับทีมเล็กๆ ฝีเท้าก็พอไหว แต่ไม่มีใครรู้อะไรมากกว่านั้น

อย่างที่บอก คนเยอรมันระลึกถึงเขาได้ดีสุดแค่นี้

ขณะที่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของโปแลนด์ ณ เมืองเล็กๆ ติดพรมแดนเยอรมนีชื่อว่า ไซลีเซีย (Silesia) ผู้สนใจประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บางส่วน จะคุ้นชื่อชายคนนี้ แต่ในอีกนามว่า เออร์เนสต์ วิลิมอฟสกี (Ernest Wilimowski) แทน

ย้อนความหลัง เออร์เนสต์เคยมีชื่อเสียงไม่น้อย บางคนยกย่องเขาในฐานะวีรบุรุษ แต่จำนวนมากยังคงหยามเหยียดว่า นี่คือชายผู้ทรยศชาติ

ไม่ว่าใครจะจำเขาได้ อยากจะลืม ยกย่อง หรือด่าทอ สิ่งหนึ่งที่แอร์นสต์หรือเออร์เนสต์สร้างชื่อเสียงไว้ในโลกใบนี้คือ ความสามารถอันเอกอุ และผลงานชิ้นนี้ไม่ควรเลือนหายไป

บุรุษผู้นี้ คือนักเตะคนเดียวในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ที่มีอัตราการพังประตูรอบสุดท้ายสูงสุด เขาลงเล่นแค่ 1 นัดเท่านั้น แต่กลับยิงไปคนเดียวถึง 4 ลูก

คริสเตียโน โรนัลโด, ลิโอเนล เมสซี, แฮร์รี เคน หรือคีลิยัน เอ็มบัปเป ก็ไม่มีใครทำได้เหมือนเขา สถิตินี้จะอยู่ยั้งยืนยงไปตลอดกาล

เพื่อนร่วมทีมซึ่งเคยเห็นเออร์เนสต์บรรเลงลีลาในสนามหญ้า ต่างพูดด้วยความเสียดายว่า หากไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 2 หากไม่มีการรบราฆ่าฟันกัน และฟุตบอลโลกถูกจัดขึ้นในปี 1942 ทุกคนในพิภพนี้จะต้องรู้จักชายคนนี้

“ไม่ใช่นายเปเล่ (Pelé) นั่นแน่นอน”

2

เออร์เนสต์เกิดในปี 1916 พ่อเขาเป็นคนเยอรมันที่ไปรบและเสียชีวิตในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 แม่ชาวเยอรมันแต่งงานใหม่กับสามีชาวโปแลนด์ และเป็นผู้มอบนามสกุลวิลิมอฟสกีแก่หนูน้อย ก่อนย้ายไปอยู่ในเมืองไซลีเซีย

ไซลีเซียมีความซับซ้อนอย่างสูง ทีแรกไม่มีใครครอบครอง ก่อนเยอรมนีอ้างสิทธิ แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ถูกยกให้เป็นของโปแลนด์ เพราะเจ้าของดินแดนเดิมแพ้สงคราม ในเวลาต่อมา เยอรมนีภายใต้การนำของรัฐบาลนาซี จะยึดเมืองของเออร์เนสต์คืน จวบจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 มันถึงได้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดโปแลนด์อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

เออร์เนสต์พูดภาษาเยอรมันตั้งแต่เกิด แต่มาเรียนภาษาโปแลนด์เพิ่มที่โรงเรียน ลึกๆ แล้ว เด็กชายมีความซับซ้อนในวัฒนธรรม ซึมซับความเป็นเยอรมัน แต่ก็มาเรียนรู้ที่จะอยู่กับวัฒนธรรมโปแลนด์ใหม่ ซึ่งในช่วงเวลานั้น 2 ชาติเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันจากบาดแผลแห่งการฆ่าฟัน

แม้จะมีความทับซ้อน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่สับสน และโชว์ทักษะออกมาให้โลกตะลึงคือ ความสามารถในการเล่นฟุตบอล

เมื่อได้รู้จักมัน เขาใช้เท้าสร้างสีสันและยิงประตูจนดังไปทั่วโปแลนด์ แม้เจ้าตัวจะถนัดขวา แต่เท้าซ้ายก็ไม่เลว มันฉายแสงแสดงศักยภาพในการยิงประตูต่อเนื่อง เขาเลี้ยงลูกบอลไปได้ทุกจุด แถมยังมีความไวและอยู่ถูกที่ถูกเวลา จนยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ

เพียงอายุแค่ 17 ปี เออร์เนสต์ก็ติดทีมชาติโปแลนด์แล้วในปี 1934

พออายุได้ 20 ปี เขาก็คว้าดาวซัลโวของฟุตบอลโปแลนด์ พาสโมสรที่ค้าแข้งเป็นแชมป์ ด้วยผลงานลง 21 นัด ซัดไป 34 ประตู

โดยตลอดเวลาที่เล่นให้สโมสรในโปแลนด์ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาลงเล่นไป 86 นัด ยิงไป 113 ลูก พาทีมคว้าแชมป์อย่างต่อเนื่อง กดแฮตทริก (หมายถึงยิงได้ 3 ประตูใน 1 เกม) 14 ครั้งในโปแลนด์ โดยในชีวิตนี้ เจ้าตัวทำแฮตทริกรวมไป 35 คราด้วยกัน และมีอยู่นัดหนึ่งในเดือนพฤษภาคม 1939 เขายิงคนเดียวไปถึง 10 ลูก

ตำนานมากมายเล่าว่า เจ้าตัวเล่นฟุตบอลเก่งแบบอัจฉริยะ และชอบการสังสรรค์ ดื่มเบียร์ บางครั้งเกเรจนเตะบอลไม่ไหว บ้างก็ว่าเขาเมา ถูกเพื่อนแกล้งจะฉีกสัญญานักเตะทิ้ง จนเกือบไม่ได้เล่นลีกอาชีพแล้วในเวลานั้น

ความจริงเป็นอย่างไร มันไร้หลักฐานยืนยัน แต่การหลงแสงสีอาจมีส่วนให้เออร์เนสต์อดไปเล่นโอลิมปิกปี 1936 ที่นาซีเยอรมนีเป็นเจ้าภาพ ครั้งนั้นโปแลนด์ได้อันดับ 4

ทว่าเพราะความเก่งกาจของนักเตะหนุ่ม ทำให้เขาถูกเรียกติดทีมชาติอีกครั้ง และได้ไปแข่งฟุตบอลโลกปี 1938 ที่ฝรั่งเศส ในเวลานั้นมีชาติเข้าร่วม 16 ทีม และแข่งกันแบบแพ้คัดออก นัดแรกของโปแลนด์คือการเจอกับบราซิล ซึ่งในเวลานั้น ยังไม่ใส่เสื้อเหลือง กางเกงน้ำเงินแบบในปัจจุบัน

มันเป็นการแข่งขันที่สนุก ต้องต่อเวลาพิเศษ และจบลงด้วยชัยชนะของยอดทีมอเมริกาใต้แบบเฉือนหวุดหวิด ที่ 6 ประตู ต่อ 5

นี่คือนัดเดียวในรายการฟุตบอลโลกที่เออร์เนสต์เข้าร่วมการแข่งขัน และเขาฝากผลงานด้วยการยิงไปคนเดียว 4 ประตู เรียกจุดโทษให้เพื่อนยิงอีก 1 ลูก เกือบชนะบราซิลอีกด้วย

สถิติที่เออร์เนสต์กดไปคนเดียว 4 ลูก กลายเป็นตำนานที่ใครก็ยากจะทำได้ มันอยู่ยาวยืนยงนานถึง 56 ปี จนมาถูกทำลายในฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อ โอเล็ก ซาเลนโก (Oleg Salenko) จากรัสเซีย ยิงคนเดียว 5 ประตู ถล่มทีมชาติแคเมอรูนไป

แม้สถิติจะถูกทำลาย แต่อีกผลงานที่ยากจะมีใครทัดเทียม คือการลงเล่นฟุตบอลโลก 1 นัด แล้วยิงเยอะขนาดนี้ ต่อให้สุดยอดนักเตะคนไหนในโลกก็ยากจะเทียบได้

น่าเสียดายที่คนรู้จักชายคนนี้น้อยเกินไป

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาคือนักเตะโปแลนด์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์”

กองหลังบราซิลที่ลงแข่งในวันนั้น รำลึกความหลังถึงเออร์เนสต์ว่า

“ถ้ามีคนบอกพวกโปลส์เล่นบอลไม่เป็น ผมจะถ่มน้ำลายใส่หน้าคนพูดเลย”

ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งนั้น อิตาลีชนะฮังการีไป 4 ประตู ต่อ 2 ทำให้ได้แชมป์โลกสมัยที่ 2 เป็นชาติแรก ในปีต่อมาคือ 1939 ฮังการี รองแชมป์ซึ่งแข็งแกร่งมาก มีโอกาสอุ่นเครื่องแข่งกับโปแลนด์ และถูกยิงเละไปด้วยสกอร์เดียวกับที่พ่ายอิตาลี

แน่นอนว่าเออร์เนสต์ยิงแฮตทริก พาโปแลนด์ซึ่งตามหลังฮังการีก่อน 2 ต่อ 0 พลิกมาชนะแบบสบายๆ ท่ามกลางกองเชียร์ ณ เมืองหลวงของประเทศที่เฮลั่นสนาม

จากหลักฐาน ศูนย์หน้าอัจฉริยะผู้นี้ ลงสนามให้ทีมชาติไป 22 นัด เขายิงไป 21 ลูก ที่จริงสถิติน่าจะมากกว่านี้ แต่ทุกอย่างหยุดชะงักหลังเกมมหัศจรรย์กับฮังการี และเป็นการแข่งขันฟุตบอลครั้งสุดท้ายของเออร์เนสต์ที่รับใช้โปแลนด์

เพราะในเดือนสิงหาคม 1939 นาซีเยอรมนีกรีธาทัพบุกโปแลนด์ จนเกิดการกลืนชาติ แล้วสันติภาพก็จบสิ้น สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ไม่มีฟุตบอลให้เล่น มีเพียงกระสุน การเข่นฆ่า และความตายครอบงำยุโรปแทน

เออร์เนสต์ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง และเหมือนดั่งชะตากรรมของคนโปแลนด์หลายคน ชีวิตเขาไม่มีวันเหมือนเดิม

แต่กระนั้น ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า ยอดนักเตะแห่งประเทศนี้จะกล้าเลือกเส้นทางผิดเพี้ยน ยอมขายชาติ แปรพักตร์ไปอยู่กับนาซีเยอรมนีแทน

การกระทำนี้จะไม่มีวันได้รับการให้อภัยจากเพื่อนร่วมชาติตลอดกาล

3

พฤติกรรมเออร์เนสต์สร้างความโกรธแค้นให้คนโปแลนด์ แต่เขายังย่ำยีกระพือความพิโรธ ด้วยการเปลี่ยนชื่อให้เป็นเยอรมันยิ่งขึ้น และนั่นคือชื่อที่จะกลายเป็นนามจารึกบนหลุมศพเขาในเวลาต่อมา

เวลานั้น ทหารนาซีเข่นฆ่าคนโปแลนด์อย่างเหี้ยมโหด แต่แอร์นสต์ วิลิมอฟสกีรอดพ้นภัยมาได้ เพราะมีพื้นเพเป็นคนเยอรมันมาก่อน

การเปลี่ยนชื่อทุกอย่าง นำมาซึ่งการสละทิ้งแผ่นดินโปแลนด์ที่เขาสร้างชื่อ แอร์นสต์ไปเล่นให้สโมสร 1860 มิวนิก ในช่วงเวลานั้น เขาพาทีมคว้าแชมป์เยอรมันคัพ ปี 1942 ด้วยผลงานยิงไป 14 ลูก ถึงวันนี้ สถิติยังคงยืนเด่น ไม่มีใครลบล้างได้

ยอดศูนย์หน้าเลือกจะเล่นให้นาซี เขาตระเวนแข่งบอลในดินแดนที่ถูกยึดครอง เตะไป 8 นัด ซัดไป 13 ลูก รวมถึงการกดคนเดียว 4 ประตู พาเยอรมนีชนะสวิตเซอร์แลนด์ด้วยสกอร์ 5 ประตู ต่อ 3

“นี่คือนักเตะคนเดียวในโลกที่ยิงประตูมากกว่าโอกาสที่เขาได้รับ”

ทว่าสิ่งที่คนโปแลนด์ไม่มีวันยอมรับในตัวแอร์นสต์คือ เขาสวมเสื้อทีมเยอรมัน โดยมีตราสวัสติกะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนาซี อยู่ที่หน้าอกซ้าย มันเป็นเครื่องหมายที่กดขี่คนนับล้านทั่วโลก

“เขาคือผู้ทรยศชาติอย่างแท้จริง”

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด จบลงด้วยความพินาศของนาซี เยอรมนีถูกแบ่งเป็นตะวันตกและตะวันออก แอร์นสต์เลือกอยู่ฝั่งตะวันตก ไม่ยอมกลับไปโปแลนด์ ซึ่งถูกสหภาพโซเวียตยึดครองและยัดเยียดระบอบคอมมิวนิสต์ให้

ตอนนั้น สื่อโปแลนด์กระพือเรื่องอื้อฉาวของแอร์นสต์ เพื่อลบล้างความดีงามที่เขาทำก่อนสงคราม นั่นทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจเลือกจะอยู่กับรัฐบาลประชาธิปไตยที่เพิ่งตั้งไข่ในเยอรมนีตะวันตกแทน

แม้จะถูกประณามหยามเหยียด แต่เขายังรักในฟุตบอล และมักจะตระเวนเตะบอลเล่นตลอดชีวิต สลับกับดื่มเบียร์จนวันตาย

เมื่อฟุตบอลโลกเริ่มกลับมาจัดแข่งอีกครั้งในปี 1950 เขาก็อายุ 34 ปีแล้ว พอมันถูกจัดในปี 1954 ที่สวิตเซอร์แลนด์ ชายหนุ่มก็อายุ 38 ปี แก่เกินจะถูกพิจารณามาเล่นให้เยอรมนีตะวันตก ซึ่งพวกเขาสามารถคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรก

แอร์นสต์ วิลิมอฟสกีจึงพลาดเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกแบบเจ็บปวด

อดีตนักเตะโปแลนด์และอดีตนักเตะนาซีเยอรมนี มีชีวิตที่เงียบเหงาสุดอาภัพ เขาถูกลืมจาก 2 ประเทศ ฝ่ายหนึ่งเรียกเขาว่าคนทรยศ ขณะที่อีกแผ่นดินไม่อยากจดจำช่วงเวลาที่เขาใส่เสื้อสวัสติกะลงเล่น ทุกคนพร้อมใจกันลบเขาทิ้งไปจากหน้าประวัติศาสตร์ จนถึงวันที่จากโลกไป ไม่มีใครร่ำไห้ ยกย่อง เหลือทิ้งไว้เพียงหลุมศพที่ยังบ่งบอกว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ในโลกเบี้ยวๆ ใบนี้

จนกระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และคนสนใจฟุตบอลโปแลนด์เริ่มพูดถึงชายคนนี้กัน พวกเขารื้อฟื้นเรื่องราว แล้วเห็นว่า การที่โปแลนด์เรียกเขาว่าผู้ทรยศชาตินั้น มันไม่ถูกไปเสียทีเดียว

“ในเวลานั้นทุกคนก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด เออร์เนสต์ วิลิมอฟสกีก็เช่นกัน”

หลักฐานใหม่ชี้ว่า เขาต้องยอมเปลี่ยนสัญชาติไปเตะรับใช้นาซี เพราะมีคำสัญญาว่า หากทำแบบนี้ แม่จะได้รับการปล่อยตัวจากค่ายกักกันเอาชวิทซ์ (Auschwitz)

นั่นหมายความว่า เออร์เนสต์มีเชื้อสายยิวนั่นเอง หากเขาไม่เล่นฟุตบอลให้เยอรมนีในเวลานั้น เขากับแม่จะถูกฆ่าตายอย่างแน่นอน

มันไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากยอมรับใช้ระบอบของจอมมาร เพื่อให้มีชีวิตรอด

แถมช่วงเตะบอลให้เยอรมนี เขายังถูกเหยียดหยามจาก 2 ประเทศ คนเยอรมันเรียกเขาว่าไอ้พวกโปลิช ส่วนคนโปแลนด์ก็ด่าเขาว่าไอ้นาซี

ถ้าพิจารณาแค่ความเป็นชาติ เขาอาจถูกเหยียบย่ำ แต่ถ้าคิดให้กว้างไปถึงปูมหลังครอบครัวและสังคมตอนนั้น

“เราจะเห็นมุมมองที่แตกต่างออกไป ดังนั้นโปรดอย่าเอาตัวเราในปีนี้ ไปตัดสินสิ่งที่ชายคนนี้กระทำในอดีตเลย”

ไม่มีใครรู้ว่า ตลอดชีวิตที่เจ็บปวดของยอดศูนย์หน้าผู้นี้ เขารู้สึกอย่างไรที่เกือบจะดังในฟุตบอลโลก แต่ต้องถูกกีดขวางจากสงคราม และทำทุกอย่างเพื่อจะรอดตายจากภัยนาซี จนถูกประณามจากทั่วทุกสารทิศ และเมื่อถึงวันที่โลกสงบสุข เขาก็พลาดโอกาสสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองเสียแล้ว

ช่างเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าเหลือเกิน

The Athletic สื่อกีฬาในเครือของ The New York Times สรุปชีวิตของชายคนนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้จะเป็นเหมือนนักฟุตบอลที่คนจำนวนมากไม่เคยต้องการจะจดจำ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาคือนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป เป็นตำนานของแท้ที่ถูกทำให้ลืม

แอร์นสต์ วิลิมอฟสกี หรืออีกนามที่สร้างชื่อเสียง เออร์เนสต์ วิลิมอฟสกี

“เราไม่รู้ว่าเขาอยากเป็นคนเยอรมันหรือคนโปแลนด์มากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้จากเรื่องราวในชีวิตคือ ชายคนนี้อาจไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่อะไรเลย เขาแค่ปรารถนาสิ่งเดียวคือ ต้องการรอดชีวิตจากสงคราม”

…เพียงแค่นั้น…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...