โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เจ๊มอลลี่'จี้ถามเดือด!!! ตร.ไซเบอร์บุกค้นบ้าน'ผู้ประกาศสาว' ใช้อำนาจกฏหมายข้อไหน??

แนวหน้า

เผยแพร่ 19 ก.พ. 2568 เวลา 17.00 น.

'เจ๊มอลลี่-บุญยอด'จี้ถามเดือดตร.ไซเบอร์ บุกค้นบ้านผู้ประกาศคดีหมิ่น'ทักษิณ' ใช้อำนาจตรงตามข้อกฎหมายหรือไม่?

20 ก.พ. 2568 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผันตัวไปเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ให้สัมภาษณ์กับรายการ “แนวหน้าข่าวค่ำ” ในประเด็นตำรวจไซเบอร์บุกค้นบ้านผู้ประกาศข่าวหญิงรายหนึ่ง ที่บ้านพักย่านตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ซึ่งสืบเนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ทนายความไปแจ้งความในข้อหาหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีสำนักข่าวที่ผู้ประกาศข่าวรายนี้เผยแพร่คลิปข่าวในลักษณะทำให้นายทักษิณได้รับความเสียหาย

โดยนางมัลลิกา ระบุว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ประกาศใช้ในปี 2550 ต่อมาได้แยกฐานความผิดในฉบับแก้ไข ปี 2560 กล่าวคือ ในกฎหมายเดิม ความผิดฐานหมิ่นประมาท ถูกรวมไว้ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่หลังจากแก้ไขในปี 2560 บทบัญญัติของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติหรือสาธารณประโยชน์ ดังนั้นสิ่งที่นายทักษิณทำได้คือการแจ้งความฐานหมิ่นประมาท ขณะที่นักข่าวที่ถูกดำเนินการนี้สามารถแจ้งความกลับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กับเจ้าหน้าที่ที่ไปดำเนินการได้

“หมายค้นเป็นเรื่องของศาล เราจะไม่แตะศาล แต่ขณะเดียวกันศาลก็ต้องฟังว่าคุณมีเหตุผลอะไร ฉะนั้นต้องไปดูรายละเอียดว่าศาลอนุญาตให้ไปค้นบ้านนักข่าว เขาเอาเหตุผลอะไรไปแจ้งศาล ฉะนั้นกองบัญชาการนี้ต้องรับผิดชอบ คุณเอาเหตุผลอะไร 1.เด็กคนนี้เป็นอาชญากรร้ายแรงไหม? 2.เป็นอาชญากรรมข้ามชาติไหม? 3.นักข่าวคนนี้ได้ไปกระทำการอะไรที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายต่อความมั่นคงไหม? กรณีคำพูดที่บอกว่าคนนี้เลว มันหมิ่นประมาทต่อส่วนตัว” นางมัลลิกา กล่าว

นางมัลลิกา กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่บอกว่าเลว ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องพิสูจน์กันอีก เพราะเป็นข้อความจากหนังสือ เช่นเดียวกับที่พาดพิงเรื่องถูกถอนสัญชาติ ก็เป็นเรื่องหมิ่นประมาทต่อส่วนตัว และหากจะอ้างเรื่องกระทบความมั่นคง สามารถอ้างได้กรณีกำลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ใช่อดีตนายกฯ แต่เป็นคนแก่คนหนึ่ง ไม่ใช่บุคคลที่ใครไปกระทบแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ

"กรณีถือว่าเป็นการคุกคามสื่อ และเจ้าหน้าที่เองก็ยังไม่ชัดเจนว่าเด็กทำผิดอะไร แถมยังมีการไปค้นบ้าน และยึดมือถือไป เข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อ รวมทั้งเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมาตรา 157 หรือไม่ สามารถที่จะฟ้องกลับได้ ดังนั้นจากนี้ไปสื่อ หรืออินฟูลเอนเซอร์ ก็จะต้องตั้งหลักให้ดี อย่างกรณีนี้นายทักษิณมอบอำนาจให้ทนายไปแจ้งความข้อหาคดีหมิ่นประมาท โดยที่นายทักษิณก็เท่าๆกับคนอื่น ซึ่งไม่ใช่นายกฯ ไม่ใช่ผบ.ตร. ไม่ใช่ประมุขแห่งรัฐ ไม่ใช่ฝ่ายความมั่นคง ดังนั้นนายทักษิณจะใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้ แต่ใช้ได้แค่กฏหมายหมิ่นประมาทเท่านั้น ดังนั้นบุคคลธรรมดาไม่ว่าจะเป็นดารา หรือใคร จะไปแจ้งความเอาผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้ "นางมัลลิกา กล่าว

ด้าน นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ กล่าวเสริมว่า หากไปดูอำนาจหน้าที่ของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ อ้างอิงจากฐานข้อมูลห้องสมุดสำนักงานวุฒิสภา จะพบว่ามีดังนี้ 1.คดีเกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป 2.คดีเกี่ยวกับทรัพย์ที่มีจำนวนผู้เสียหายรวมตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป 3.คดีเกี่ยวกับทรัพย์ที่มีทั้งมูลค่าความเสียหาย 10 ล้านบาทขึ้นไป และมีจำนวนผู้เสียหายตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป

4.คดีที่มีการกระทำผิดเป็นขบวนการหรือกลุ่มบุคคล ซึ่งต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน 5.คดีที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 6.คดีที่ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ และ 7.คดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายป้องกันและปราบปรามเป็นพิเศษ จึงตั้งคำถามว่าการค้นบ้านนักข่าวในครั้งนี้เข้าข่ายข้อใด??

ทั้งนี้ มีรายงานว่า การบุกค้นบ้านผู้ประกาศข่าวรายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในความผิดฐาน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังหรือได้รับความอับอาย

สำหรับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นั้น ฉบับเดิมคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในส่วนที่เกี่ยวข้องคือ มาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบาง ส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

ขณะที่มาตรา 16 ระบุว่า ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ , ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด , ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ , ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาได้มีการออก พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 โดยในส่วนของมาตรา 14 (1) ได้แก้ไขเป็น “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”

นอกจากนั้น ยังมีบทบัญญัติเพิ่มเติมด้วยว่า “ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้กระทำ ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้”

ขณะที่มาตรา 16 ได้เพิ่มข้อความว่า “ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บิดามารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง” และ “ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย”

ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ระบุว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 328 “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสีภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท”

มาตรา 329 “ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ (3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท”

มาตรา 330 ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน”

ชมคลิปเต็มได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=NVyuy0fOuuQ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...